พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 490 ความขัดแย้งในวังหลัง
จวีเหลียนรั่วที่นอนรักษาตัวอยู่ในตำหนักเฉิงเฉียนมานาน แม้จะ
ฟื้นขึ้นมาแล้วแต่สีหน้าก็ยังดูซีดเซียวเกินไป นางค่อย ๆ เดินเข้ามา
จากประตูใหญ่ของตำหนักเฟิงเทียน
นางยังคงสวมชุดแบบสตรีสูงศักดิ์ พร้อมกับท่าทางอันเด็ดเดี่ยว
ของผู้ปกครองวังหลังตลอดยี่สิบปี ก้าวเดินอย่างมั่นคงและสง่างาม
ราวกับไม่เห็นดาบที่เปื้อนเลือดรอบข้าง
ความตื่นตระหนกและความสับสนของจู้จ่างหงในเวลานี้ขัดกับ
นางอย่างชัดเจน
ในช่วงที่ตะลึงงัน สองแม่ลูกที่มองกันแต่ไกลก็มาอยู่ใกล้ชิดกัน
“สะ…เสด็จแม่” จู้จ่างหงเผลอจะทิ้งดาบ แต่แล้วก็กำมันแน่น
“ทำไมท่านถึง…”
จวีเหลียนรั่วยกมือขึ้นและตบเขาหนึ่งฉาด เสียงดังกังวานจนทำ
ให้ทุกคนในตำหนักตะลึง
“เจ้าคนไร้ประโยชน์ คนอื่นสั่งให้เจ้าฆ่า เจ้าก็ฆ่าหรือ?” นาง
ตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว “เจ้าไม่รู้หรือว่าการวางแผนลอบสังหาร
รัชทายาทเป็นความผิดร้ายแรงแค่ไหน?”
“แต่ แต่ว่าน้องรองบอกว่าจะละเว้นตระกูลจวีที่กำลังอ่อนแอ…” จู้
จ่างหงคงไม่เคยโดนสั่งสอนเช่นนี้มาก่อน เขาปิดหน้าพลางร้องไห้
สะอึกสะอื้น “ข้าก็ทำเพื่อตระกูลจวีเหมือนกัน”
เขาไม่พูดยังดีเสียกว่า พอพูดออกมาความโกรธของจวีเหลียน
รั่วก็เดือดดาลทันที “เรื่องการละเว้นคนอ่อนแอล้วนเป็นการหลอกลวง
เจ้าเท่านั้น การคิดร้ายต่อองค์รัชทายาทต่างหากที่เป็นความผิดจน
ต้องถูกประหารทั้งตระกูล แม้แต่ไก่สุนัขในบ้านก็หนีไม่พ้นโทษตาย”
นางโกรธจนแทบระเบิด “ไฟป่ายังไหม้ไม่หมด ลมวสันต์ก็พัดโบก
ปลุกชีวิตคืน ใครเล่าจะปล่อยเมล็ดพันธุ์การแก้แค้นไว้กับตัวจน
เดือดร้อน เจ้าไม่ใช้สมองคิดบ้างหรือ”
ในที่สุดจู้จ่างหงก็ได้สติ มือที่กำแน่นคลายออก ดาบร่วงลง
กระทบพื้นเสียงดัง
“หากเจ้าสามารถใจร้ายได้จริงก็ยังดี แต่ข้าสั่งเจ้าไว้อย่างไร ข้า
บอกให้เจ้าฆ่าสองคนนี้ให้เร็วที่สุด แล้วเจ้าลงมือหรือไม่” จวีเหลียนรั่ว
ยิ่งดุด่ารุนแรง
ท่ามกลางฝูงชน ไม่ว่าจะเป็นจู้จ่างเยี่ยนหรือสวี่โม่ต่างก็มีสีหน้า
เปลี่ยนไปเล็กน้อย
คนที่ชอบเล่นกลอุบายมักจะชินกับการค่อย ๆ เปิดไพ่ทีละใบ
ค่อย ๆ เล่าเรื่องไปทีละนิด และอดทนรอคอยบทสรุป มือของจวี
เหลียนรั่วนั้นหยาบกระด้าง แต่สามารถจัดการพวกเขาได้อย่างดี
หากจู้จ่างหงเพียงส่งคนของตระกูลจวีมาปิดล้อมตำหนักเฟิง
เทียนแล้วสังหารพี่น้องทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว เรื่องราวจะจบลง
อย่างไรก็ยังไม่แน่
โชคดีและโชคร้ายที่เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้น
จู้จ่างหงเอามือปิดหน้า ไม่รู้ว่าเสียใจหรือรู้สึกผิด เขาคลานเข่า
ไปอยู่แทบเท้าของมารดา
หากเป็นคนอื่น จวีเหลียนรั่วคงเตะออกไปแล้ว แต่เขาคือลูกที่
นางเลี้ยงดูมากับมือ ความรักอันเข้มข้นของแม่ทำให้นางทนไม่ได้ จึง
ก้มลงไปเพื่อจะปลอบประโลมเขาสักคำ
ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้ยินเสียงพึมพำอ่อนแอของจู้จ่างหง “ท่าน
สังหารสนมของเสด็จพ่อไปแล้ว และตอนนี้ท่านกำลังจะสังหารบุตร
ของเสด็จพ่อด้วย เสด็จพ่อจะเกลียดท่านนะ เสด็จพ่อจะเกลียดพวก
เรา…”
เด็กที่เติบโตมาท่ามกลางความรัก จะไม่เรียนรู้ที่จะรักผู้อื่นได้
อย่างไร?
ในช่วงวัยที่เขาเติบโตขึ้นมาด้วยการอุ้มชูของบิดา เขาก็รักบุรุษ
ผู้ปกป้องเขาจากพายุลมฝนเช่นกัน
เขาไม่อยากให้บิดาลำบากใจ ไม่อยากให้บิดาเสียใจ เขา
พยายามทำให้มารดาพอใจ ขณะเดียวกันก็อยากให้บิดาภูมิใจ
แต่ทำไมมันถึงได้ยากเย็นเหลือเกิน
จวีเหลียนรั่วยื่นมือออกไป ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเพราะอ่อนแรง
หรือเสียใจที่ท่วมท้นจากร่างกายของนาง จึงเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มขม
ขื่น
“เกลียดชัง? ใครควรเกลียดใครกัน?” นางพึมพำเบา ๆ สายตา
จ้องมองร่างของจู้จ่างอวี้ “เจ้าเกลียดชังข้าหรือ? เพราะข้าฆ่ามารดา
ของเจ้า?”
จู้จ่างอวี้สีหน้าเย็นชา ไม่พูดอะไร
เด็กที่ไม่มีแม่มารัก จะไม่แค้นเคืองได้อย่างไร
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเกลียดข้า?” จวีเหลียนรั่วพลันแผ่รัศมีออกมา
ทั่วร่าง สลัดความอัปยศในอดีตทั้งหมดไป “แม่เจ้าตายเพราะข้าก็จริง
แต่นางทำอะไรไว้บ้าง เจ้าไม่ลองสืบดูหรือ?”
“เจ้าเกลียดที่ในวังนี้ไม่มีใครเอ็นดูเจ้ามาสิบแปดปี แต่เจ้ารู้
หรือไม่ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ในสมัยนั้น จวีกุ้ยเฟยได้รับความโปรดปรานมาก แม้แต่ฮองเฮา
เหยียนยังต้องหลีกทางให้นาง ส่วนองค์ชายใหญ่ก็อายุน้อยกว่าถึงห้า
ปี
แล้วทำไมจู้จ่างอวี้ซึ่งเป็นองค์ชายรองจากนางสนมถึงมีอายุห่าง
กันเพียงครึ่งปี?
เพราะการมีตัวตนของเขาเป็นผลจากแผนการอันแยบยล จวี
เหลียนรั่วเคยเป็นหญิงสาวที่เอาแต่ใจและอารมณ์รุนแรง เมื่อนางอยู่
กับฮ่องเต้ ทั้งคู่มีช่วงเวลาหวานชื่น แต่ก็สามารถทะเลาะกันจนหน้า
แดงตาแดงเช่นกัน จนบางครั้งถึงขั้นไม่พูดจากันเป็นเวลาสามถึงห้า
วัน
กระทั่งครั้งหนึ่ง ทั้งสองไม่ได้ปรองดองกันมานาน ฮ่องเต้รู้สึก
หงุดหงิดจึงดื่มสุราจนเมามาย ในความมึนงง เขาเห็นหญิงสาวที่รัก
แสดงความอ่อนโยนและเป็นมิตรจึงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีก
จนถึงรุ่งสาง แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องเข้ามา นางกำนัลที่มีรูปโฉม
ธรรมดาก็ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงในชั่วพริบตา ทั้งยังตั้งครรภ์มังกร
ได้อย่างราบรื่น
นับแต่นั้นมา จวีเหลียนรั่วก็ตระหนักว่าฮ่องเต้ไม่ได้เป็นของนาง
แต่เพียงคนเดียว นางจึงเก็บซ่อนความดุดันและเริ่มแสดงความ
อ่อนโยนมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเก่า
นางกำนัลคนนั้นดิ้นรนคลอดบุตร และมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก
ในมุมที่ห่างไกลของวังหลวง
“เจ้าคิดว่าข้าจะทำร้ายนางหรือ? ข้าอิจฉาคลุ้มคลั่งจนไม่อาจทน
เห็นผู้ใดได้หรือ?” จวีเหลียนรั่วหัวเราะลั่น “เช่นนั้นเจ้าก็ดูถูกข้า
เกินไปแล้ว!”
“หมิ่นเฟยคลอดองค์หญิงสามอย่างปลอดภัย ฉู่เฟยคลอดองค์
ชายสี่อย่างแข็งแรง แม้แต่ฮองเฮาเหยียนก็คลอดองค์ชายห้าอย่าง
ราบรื่น ข้าจำเป็นต้องไปยุ่งกับนางกำนัลคนหนึ่งด้วยหรือ? ความรัก
เป็นของข้า บุตรชายคนโตเป็นของข้า หากข้าจวีเหลียนรั่วจะอิจฉา
จริง ๆ ลูกนอกคอกอย่างเจ้าก็คงไม่มีโอกาสมีชีวิตรอดแล้ว”
นางพูดความจริง จู้จ่างอวี้กำหมัดแน่น
นางกำนัลคนนั้นตายในคืนที่ฝนตกหนัก เพราะไปชนจวีกุ้ยเฟย
ที่กำลังตั้งครรภ์จนทำให้นางแท้งและสูญเสียความสามารถในการมี
บุตร
ด้วยความผิดมหันต์นี้ย่อมหนีไม่พ้นความตาย รวมถึงลูกที่เกิด
มาก็กลายเป็นแมลงสาบที่ไม่มีใครรัก เลื้อยคลานอยู่ในวังหลวงอัน
ยิ่งใหญ่แห่งนี้ แม้ว่าจะสืบสวนได้อย่างรวดเร็วว่านางกำนัลถูกสนมใน
วังหลังยุยงส่งเสริม แต่การทำให้จวีกุ้ยเฟยแท้งลูกนั้นเป็นเรื่องจริง
และการที่ฮ่องเต้สูญเสียบุตรอันเป็นที่รักไปก็เป็นเรื่องจริง
ได้ยินมาว่าตอนที่ทารกหญิงแท้งออกมานั้น ร่างกายเริ่มมีรูปร่าง
ของมนุษย์แล้ว
ได้ยินมาว่าในช่วงเวลาหนึ่ง ภายในตำหนักเฉียนชิงที่ไร้ผู้คน
มักจะได้ยินเสียงสะอื้นของบุรุษอยู่เสมอ
เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ บางทีอาจไม่สามารถโทษใคร
เพียงคนเดียวได้
อย่างน้อย ๆ จู้จ่างอวี้ก็ไม่มีคุณสมบัติจะเกลียดชังจวีกุ้ยเฟย เด็ก
หนุ่มที่มีใบหน้าไม่โดดเด่นกำหมัดทั้งสองข้างแน่น ดวงตาฉายแวว
หม่นหมอง ก่อนจะเปล่งเสียงแผ่วเบา “แต่ข้าก็ผ่านความยากลำบาก
ความทุกข์ทรมานมากมายกว่าจะเติบโตขึ้นมาได้”
จวีเหลียนรั่วยังคงไม่สนใจเขา แต่หันไปมองจ่างเยี่ยน “เจ้าเองก็
ไม่มีสิทธิ์เกลียดชังข้า”
“มารดาของเจ้าไม่สามารถควบคุมวังหลังได้ อำนาจจึงตกมาอยู่
ในมือข้าแทน หากนางมีความสามารถสักหน่อย ข้าก็คงได้รับสิทธิ์
แค่การช่วยดูแลเท่านั้น”
“ข้าเป็นคนที่ทำให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระมาหลายปี สุดท้ายที่
นางล้มป่วยจนตายไปในวังก็เป็นทางเลือกของนางเอง ไม่เกี่ยวข้อง
กับข้า”
“การจัดการกับเจ้าเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจ มันเป็นอีก
เรื่องหนึ่ง”
สตรีผู้นี้มีท่วงท่าสง่างาม กล้ารักกล้าชัง กาลเวลาแค่ทำให้รูป
โฉมของนางโรยรา แต่ไม่อาจขับไล่เสน่ห์อันเฉิดฉายของนางไปได้
จ่างเยี่ยนอาจจะเข้าใจแล้วว่า เหตุใดฮ่องเต้ถึงโปรดปรานนางมา
ได้ถึงยี่สิบปี
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่จวีกุ้ยเฟยเข้าใจผิด” เขายกมุมปากขึ้น “ข้า
ไม่ได้เกลียดชังท่าน”