พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 491 การตายขององค์ชายใหญ่
ทำไมจึงต้องเกลียดชังเล่า
สิ่งที่กักขังฮองเฮาเหยียนไว้ไม่ใช่ใคร แต่เป็นคำสั่งของฮ่องเต้
เป็นกฎเกณฑ์ภายใต้ระเบียบ เป็นชะตากรรมที่สตรีไม่อาจหลีกหนี
แม้แต่การตายของนางในครั้งนั้นก็เป็นเพราะความแค้นใจจนยา
รักษาไม่อาจเยียวยา หาใช่ใครวางยาพิษไม่
“ข้าไม่เคยเกลียดชังท่าน อย่างที่ท่านกล่าว การแย่งชิงในวังหลัง
ล้วนมีเหตุผล ไม่ว่าจะเพื่อความโปรดปรานหรือเพื่อทายาทล้วน
สามารถเข้าใจได้”
จ่างเยี่ยนกล่าวด้วยน ้าเสียงราบเรียบ “แม้แต่การแย่งชิงของพวก
เราในวันนี้ก็เป็นเพียงการชิงอำนาจ คนชนะคือราชา คนแพ้คือโจร”
ความเฉลียวฉลาดและความเข้าใจของเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ทำให้จวี
เหลียนรั่วต้องเหลียวมอง ในชั่วขณะที่กำลังตะลึงงัน นางถึงกับคิดว่า
หากเขาเป็นบุตรของตนก็คงจะดี
เมื่อได้สติกลับมา นางจึงได้แต่ยิ้มขื่น
เลือดเนื้อเชื้อไขของตน นางจะไม่รู้ได้อย่างไร นางถอนหายใจ
พลางก้มตัวลง คว้าจู้จ่างหงที่คุกเข่าอยู่ขึ้นมา “ลุกขึ้นมาสู้ซะ สังหาร
ทุกคนให้หมด เจ้าถึงจะได้ครองบัลลังก์นี้”
นางราวกับเป็นคนละคน
จวีกุ้ยเฟยไม่ได้โหดร้ายถึงขั้นทำลายทุกชีวิต แต่นางก็จะไม่
ปรานีศัตรู
หลังจากครองอำนาจในวังหลังมายี่สิบปี มือของนางไม่อาจเรียก
ได้ว่าสะอาด อุปนิสัยของนางก็แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยว
“เสด็จพ่อของเจ้าเลือกคนอื่นเป็นรัชทายาทแล้ว เขาทอดทิ้งเจ้า
แล้ว เจ้ายังจะยึดติดกับความรักระหว่างพ่อลูกทำไมกัน!” จวีเหลียน
รั่วตวาดเสียงดัง “เจ้าไม่เข้าใจหรือว่าคนชนะคือราชา คนแพ้คือโจร
ตั้งแต่เจ้าพาตระกูลจวีมาแย่งชิงอำนาจก็ไม่มีทางถอยหลังกลับแล้ว”
“แต่หัวหน้าองครักษ์หลี่ทรยศแล้ว คนของตระกูลจวีที่แทรกซึม
เข้ามาก็ถูกฆ่าหมดแล้ว เสด็จแม่ดูให้ดีเถอะ” ไม่รู้ว่าจู้จ่างหงเอาพลัง
ออกมาจากไหน “พวกเราไม่มีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้แล้ว”
“ใครบอกว่าไม่มี!” จวีเหลียนรั่วสีหน้าเย็นชา “เจ้าลองดูซิว่าใคร
ยืนอยู่ข้างหลังข้า แล้วเจ้าก็ลองคิดดูว่าข้าเข้ามาได้อย่างไร”
คนในตำหนักเฟิงเทียนราวกับถูกเตือน เมื่อหันกลับไปมองก็เห็น
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ที่ปรากฏตัวอยู่ข้างหลังนาง
ไม่ใช่องครักษ์ ไม่ใช่หัวหน้าองครักษ์ แต่เป็นผู้บัญชาการหทา
รองครักษ์ทั้งหมด
ชายในชุดคลุมสีดำลูบดาบข้างเอว ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านนอก นี่คือ
การข่มขู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ก่อนหน้านี้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของตำหนักเฟิงเทียน
มีทหารองครักษ์ไม่เกินร้อยคน ซึ่งตระกูลจวีและองค์ชายรองต่างก็
ควบคุมคนละส่วนหนึ่ง และคุมประตูทั้งสี่ไว้แน่นหนา
เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวรั่วไหลออกไป และดึงทหารองครักษ์นับพัน
คนเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่สุดท้ายกลับทำให้ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ตื่นตัว และยืน
อยู่ข้างตระกูลจวีอย่างไม่ลังเล
จ่างเยี่ยนเม้มริมฝีปากไม่พูดอะไร
จู้จ่างอวี้ขมวดคิ้วมองราวกับกำลังไตร่ตรอง
มีเพียงจู้จ่างหงที่ตกใจลุกขึ้นอย่างหวาดกลัว
“ตระกูลจวีมีความเกี่ยวข้องกับผู้บัญชาการทหารองครักษ์ตั้งแต่
เมื่อไหร่กัน?”
“ถ้ามี ทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก แต่มาช่วยเอาป่านนี้?”
“แต่เดิมก็เป็นคนรู้จักกันอยู่แล้ว” จวีเหลียนรั่วกล่าวด้วยแววตา
เย็นชา “เขาได้เป็นผู้บัญชาการก็เพราะได้รับการสนับสนุนจาก
ตระกูลจวี”
ดังนั้น ผู้บัญชาการทหารองครักษ์จึงเป็นไพ่ตายสำคัญที่สุดของ
ตระกูลจวีหรือ?
จู้จ่างหงยังคงลังเลสงสัย ครุ่นคิดถึงภาพเหตุการณ์ในอดีตไม่
หยุด
“มีเวลาไม่มากแล้วหงเอ๋อร์” จวีเหลียนรั่วเข้าใจดีว่าความล่าช้า
จะก่อให้เกิดอันตราย ชี้ไปยังดาบที่ส่องแสงบนพื้น “ไปซะ ฆ่าพวก
เขาให้หมด”
จู้จ่างหงชะงักราวกับนึกถึงบางอย่าง
“ไปสิ! หงเอ๋อร์” จวีเหลียนรั่วตะโกนเสียงดังขึ้น
จู้จ่างหงไม่ยอมทำตามจนผิดปกติ
“หงเอ๋อร์!” จวีเหลียนรั่วตะโกนเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ
จู้จ่างหงได้สติ ก้มหน้าลงอย่างลังเล “เสด็จแม่ ถอนตัวเถอะ อย่า
ทำผิดพลาดอีกเลย พวกเราจะไม่แย่งชิงบัลลังก์นี้แล้ว ข้าขอร้อง”
“เจ้ากำลังพูดอะไรเหลวไหลอยู่!” จวีเหลียนรั่วตกใจ “ตระกูลจวี
ทุ่มเททั้งคนและกำลัง วางแผนมากมาย แม้แต่ทรัพย์สินครึ่งหนึ่งก็
ยอมสละได้ แต่เจ้ากลับจะถอนตัวในช่วงเวลาสำคัญ? ข้าให้กำเนิด
ลูกไร้ประโยชน์เช่นเจ้าได้อย่างไรกัน!?”
“เสด็จแม่ มันไม่ใช่อย่างนั้น” จู้จ่างหงส่ายหน้า “ท่านคิดแต่จะให้
ข้าขึ้นครองราชบัลลังก์ แต่ไม่เคยคิดว่าข้าต้องการตำแหน่งนั้น
หรือไม่ ยิ่งไม่คิดว่าข้ามีความสามารถในการปกครองประเทศหรือไม่
เวลานี้ก็ไม่ถามว่าข้าเต็มใจจะฆ่าน้องชายหรือไม่”
“พวกเราเติบโตในวังหลวงแห่งนี้ พวกเรามีบิดาคนเดียวกัน
อาจจะแข่งขันกันอย่างเปิดเผยหรือลับ ๆ ได้ แต่ทำไมต้องถึงขั้นเอา
ชีวิต ข้าทำไม่ลง! ข้าไม่อาจจินตนาการว่าเสด็จพ่อจะเสียใจและ
ทรมานแค่ไหน เสด็จแม่ ท่านอย่าทำผิดต่อไปเลย อย่าทำให้เสด็จพ่อ
ผิดหวังอีกเลยได้หรือไม่?”
“พวกเราไม่จำเป็นต้องได้บัลลังก์นี้ ข้าเองก็ไม่ชอบการใช้ชีวิต
แบบเสด็จพ่อ เสด็จแม่ อย่าได้ยึดติดอีกเลย!”
เขาคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้ามารดา แอบชำเลืองมองไปทางผู้
บัญชาการทหารองครักษ์ด้วยสายตาอ้อนวอนเช่นกัน
“ยึดติด? เจ้าก็รู้ว่ามันคือความยึดติด?” จวีกุ้ยเฟยหัวเราะ “ข้ากับ
เขาเป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็ก ตำแหน่งฮองเฮาก็ยังเอามาไม่ได้
แม้แต่ตำแหน่งรัชทายาทก็ต้องยอมสละให้คนอื่นไป ทำไมกัน? ถึงข้า
จะเลี้ยงดูเจ้าให้ปกครองบ้านเมืองไม่ได้ แต่ข้าจะเลี้ยงดูหลานชายให้มี
ความสามารถได้ ตระกูลจวีทุ่มเทให้กับพวกเราแม่ลูกมามากมาย ข้า
ไม่อาจทรยศต่อตระกูลของข้าได้”
“หากเจ้าไม่ทำ ข้าจะทำเอง!”
นางมีนิสัยเด็ดเดี่ยวและโหดเหี้ยมจริง ๆ นางผลักจู้จ่างหงออกไป
อย่างแรง หยิบอาวุธคมจากพื้นแล้วพุ่งเข้าไปแทงจู้จ่างอวี้
ก่อนที่ผู้คนรอบข้างจะทันได้เปลี่ยนสีหน้า และก่อนที่ผู้
บัญชาการทหารองครักษ์จะทันได้ขยับตัว จู้จ่างหงที่คุกเข่าอยู่ก็ลุก
ขึ้นโซเซ ใช้ร่างกายรับคมดาบ
ฉึก!
เสียงดาบจมลงในเนื้อ
จู้จ่างหงที่เติบโตมาด้วยความรักและการตามใจกัดฟันอดทนต่อ
ความเจ็บปวด เลือดไหลออกมาจากมุมปาก “เสด็จแม่ อย่าทำผิด
ต่อไปเลย… ผู้บัญชาการทหารองครักษ์เป็นคนสนิทของเสด็จพ่อ เขา
ไม่ใช่คนของตระกูลจวี”
“ดวงตาของท่านถูกความยึดติดบดบังไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่สาย
เกินหากจะหันหลังกลับ อย่าได้ดื้อรั้นอีกต่อไปเลย”
“เสด็จพ่อ ในใจเขายังมีข้าอยู่ เสด็จพ่อจะปกป้องข้าเอง ผู้ชนะ
คือราชา ผู้แพ้คือโจร แต่ข้าจะไม่มีวันกลายเป็นโจร”
ดูเหมือนว่าความเจ็บปวดจะพรากเรี่ยวแรงของเขาไปมาก แม้แต่
การพูดก็ยังติดขัด ลมหายใจหอบหนัก
“หงเอ๋อร์ เจ้าอย่าทำให้แม่ตกใจสิ” จวีเหลียนรั่วรู้สึกสับสนและ
หวาดกลัวเป็นครั้งที่สองในชีวิต “มันก็แค่เลือดออกเท่านั้น เจ้าไม่
ตายหรอก เด็ก ๆ ! เรียกหมอหลวง เรียกหมอหลวงมา”
แต่พอจู้จ่างหงอ้าปาก เลือดที่พ่นออกมากลับมีสีดำคล ้า
เวินจืออวิ่นเข้าไปใกล้ภายใต้การคุ้มกันของเจียงเฉิงเฟิง หยิบ
ดาบขึ้นมาดมแล้วกล่าวว่า “มีพิษระกำ เมื่อสัมผัสเลือดจะแผ่กระจาย
เร็ว”
ความโหดร้ายของจู้จ่างอวี้ปรากฏชัดในเวลานี้ เขาไม่เพียง
ต้องการให้พี่น้องฆ่ากันเอง แต่ยังต้องการให้พวกเขาตายจริง ๆ
“มีพิษหรือ?” จวีเหลียนรั่วทรุดลงนั่งอย่างสิ้นแรง “เร็วเข้า ถอน
พิษ ถอนพิษสิ!”
จู้จ่างหงอ้าปากอีกครั้ง กระอักเลือดสีดำแดงออกมา
เขารู้สึกว่าชีวิตกำลังดับสูญไปอย่างรวดเร็ว ในฐานะองค์ชาย
ใหญ่ผู้อ่อนแอและไร้ความสามารถที่สุด เขาควรจะกลัว ควรจะซุกตัว
ในอ้อมอกของมารดาและร ่าไห้
แต่ไม่รู้ทำไม ในใจกลับรู้สึกโล่งสบายอย่างประหลาด
บางทีอาจเป็นเพราะชีวิตที่ถูกมารดาครอบงำมาหลายปีนั้นช่าง
เหนื่อยล้าเหลือเกิน การต่อสู้ที่ต้องคิดอุบายช่างไร้ความหมาย แม้แต่
การต่อสู้ของจิ้งหรีดสองตัวก็ยังน่าหลงใหลกว่า
เขาต้องจดจำวิธีรับมือต่าง ๆ ไว้เสมอ แสร้งทำเป็นว่าคล่องแคล่ว
ว่องไว แต่เมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความอ่อนแอก็ปรากฏออกมา
ให้เห็น
ตอนนี้เขาจะได้หลุดพ้นแล้วใช่หรือไม่?
ทันใดนั้นจู้จ่างหงก็ยิ้มกว้าง ความเจ็บปวดที่บีบคั้นอวัยวะภายใน
ทั้งหมดบรรเทาลงมาก เขารู้สึกว่าเวลาเหลือน้อยแล้ว เขาจึงหันไป
มองผู้บัญชาการทหารองครักษ์ที่ก้มตัวลงมา “บอก เสด็จพ่อด้วย
อย่าเสียใจเกินไปนัก ข้ามีความสุขมาก… ข้ามีความสุขจริง ๆ”
คำพูดที่เหลือไม่ได้เอ่ยออกมา
เขาเคยแค้นเคืองการครอบงำของมารดา แต่ก็รู้สึกถึงความรัก
ของนางเช่นกัน
เขามีความสุขที่ได้จากมารดาไป แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางความ
ต้องการที่จะปกป้องคนในวาระสุดท้ายของชีวิต
ขณะเดียวกันก็พยายามปลอบประโลมบิดา ปลอบประโลมชายที่
เคยอุ้มเขาไว้บนบ่า อย่าเศร้าโศกเลย เขามีความสุขมาก
เขามีความสุขมากจริง ๆ