พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 492 ปิดฉากจวีกุ้ยเฟย
ทั้งท้องพระโรงเงียบสงัด
เวินจืออวิ่นวางปลายนิ้วลงบนข้อมือขององค์ชายใหญ่ สัมผัสชีพ
จรที่เริ่มอ่อนลงจนดับไป เขาลุกขึ้นยืนแล้วส่ายหน้า
“ไม่มีทางรักษาแล้วจริง ๆ หรือ? ถ้าเป็นพิษก็ควรมียาแก้สิ ยาแก้
อยู่ที่ไหน?” ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ถาม
“พิษระกำร้ายแรงนัก อีกทั้งยังถูกแทงเข้าร่างกายโดยตรง” เวินจื
ออวิ่นค่อย ๆ ถอยหลังไปยังพื้นที่ปลอดภัย “องค์ชายใหญ่สิ้นลมแล้ว”
ร่างที่เพิ่งอาเจียนเป็นเลือดนอนอยู่บนพื้นอิฐทอง ดวงตาปิดสนิท
มุมปากมีรอยยิ้มจาง
เห็นได้ชัดว่าเขาได้หลุดพ้นอย่างแท้จริงแล้ว
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์หลับตาลง เต็มไปด้วยความเสียใจ
และรู้สึกผิด
ราชเลขาธิการซุนถอนหายใจแล้วหันหลังกลับ จู้จ่างอวี้กำหมัด
แน่นพลางหายใจ ดวงตาของจ่างเยี่ยนแดงเรื่อเล็กน้อย
คำว่า “ผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้คือโจร” ยังไม่อาจอธิบายอำนาจของ
ฮ่องเต้ได้ดีพอ การต่อสู้เป็นเรื่องของความเป็นความตายจึงจะถูกต้อง
กว่า
แม้องค์ชายใหญ่จะไม่ตายในตำหนักเฟิงเทียน แต่เมื่อผู้อื่นขึ้น
ครองราชย์ก็จะไม่ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในเขตอันอุดม
สมบูรณ์ที่ได้รับ
หรืออาจกล่าวได้ว่าตราบใดที่ตระกูลจวียังอยู่ และความ
ทะเยอทะยานของจวีกุ้ยเฟยก็ยังคงอยู่ เหตุการณ์เช่นวันนี้ย่อมต้อง
เกิดขึ้นในไม่ช้า
“คุ้มค่าหรือไม่?”
คำถามนี้ช่าวน่าทอดถอนใจนัก เพียงแต่คราวนี้เป็นจวีเหลียนรั่ว
ที่ถามตัวเอง
นางนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าร่างไร้วิญญาณของลูกชาย ความมั่นใจถูก
แทนที่ด้วยความงุนงง เส้นผมดำขลับเริ่มมีสีขาวแซมเป็นริ้ว ๆ บ่ง
บอกถึงความโหดร้ายของกาลเวลา
แต่ก่อนนางมักจะพูดอย่างมั่นใจ คิดว่าแม้ฮ่องเต้จะไร้
ความสามารถ แต่ก็สามารถฝึกฝนองค์ชายใหญ่ได้ ตราบใดที่
แผ่นดินนี้อยู่ในกำมือของนาง นางก็จะเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
กระทั่งเด็กที่ไร้ประโยชน์และมักถูกดุด่าคนนั้นนอนแน่นิ่งอยู่บน
พื้น หัวใจของนางก็พลันว่างเปล่า ราวกับมีลมพัดผ่านจนวูบโหวง
ไม่มีใครเรียกหานางอย่างออดอ้อนอีกแล้ว ไม่มีใครอ่อนแอจนทำ
ให้นางรักและชังในเวลาเดียวกัน ไม่มีใครทำให้นางต้องคิดหาวิธี
ช่วยเหลืออีกแล้ว
“แต่ตอนนี้… อารั่วเสียใจแล้ว”
“ไม่ว่าจะเป็นความรักที่แน่นแฟ้นกว่าทองคำ หรือความรักที่ลึก
ล ้าดั่งมหาสมุทร สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจเทียบได้กับอำนาจราชบัลลังก์
ไม่อาจต้านทานความระแวงสงสัย”
“หากมีโอกาสอีกครั้ง อารั่วขอยอมเป็นภรรยาของสามัญชน
ยอมแต่งงานกับขอทานหน้าประตู ดีกว่าต้องเข้าวังหลวง ต้องอยู่วัง
หลังแห่งนี้อีก”
“อารั่วผิดต่อหงเอ๋อร์ ผิดต่อบิดากับพี่ชาย ยิ่งผิดต่อตระกูลจวี”
รอบข้างมีสายตาหลากหลายจับจ้องมา แต่นางไม่สนใจสิ่งใด
ทั้งสิ้น ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง พึมพำเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินแค่ตนเอง
“ชาติหน้า อารั่วจะชดใช้พวกเจ้าอีกครั้ง”
จวีกุ้ยเฟยจากไปแล้ว กลับไปยังตำหนักเฉิงเฉียนของตน ชำระ
ร่างกายให้สะอาด แต่งหน้าทาปากเบาบาง แล้วสวมชุดที่โปรดปราน
ที่สุด จากนั้นก็แกว่งไกวอยู่บนคานขื่อ
สายลมพัดเข้าสู่ห้องโถง พัดชายกระโปรงของนางจนพลิ้วไหว
ราวกับกำลังทบทวนชีวิตครึ่งหนึ่งที่แข็งแกร่งและดื้อรั้นของนาง
กุ้ยเฟยผู้เป็นที่โปรดปรานจบชีวิตลงเพียงเท่านี้
แต่เรื่องราวในตำหนักเฟิงเทียนยังไม่จบสิ้น
การปรากฏตัวของผู้บัญชาการทหารองครักษ์ทำให้สถานการณ์
ขององค์รัชทายาทเปลี่ยนจากเสียเปรียบเป็นได้เปรียบ
นี่หมายความว่าทหารองครักษ์ทั้งหมดในวังหลวงอาจมาถึงแล้ว
ปิดล้อมตำหนักเฟิงเทียนเอาไว้
โดยเฉพาะเมื่อผู้บัญชาการทหารองครักษ์คำนับจ่างเยี่ยน คนที่
อยู่เบื้ององค์ชายรองต่างสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“คารวะองค์รัชทายาทแล้ว”
ชายผู้มีสีหน้าเคร่งขรึมกล่าวด้วยความรู้สึกผิด “กระหม่อมมาช้า
ไป หวังว่าองค์รัชทายาทจะไม่ถือสา เวลานี้ทหารองครักษ์นับพันนาย
กำลังรออยู่นอกตำหนักเฟิงเทียน พร้อมจะจับกุมเหล่าคนทรยศได้ทุก
เมื่อ”
ในวันแต่งตั้งรัชทายาท มีคนวางแผนปองร้ายองค์ชายทั้งสองคน
ทำให้สถานะของกบฎนั้นชัดเจนแล้ว
จู้จ่างหงยังมีมารดาคอยช่วยเหลือ แต่จู้จ่างอวี้กลับมีเพียงรอ
ความตายไปพร้อมคนของตนเองเท่านั้น
หลี่เฉียงผู้เป็นหัวหน้าทหารองครักษ์ที่อยู่เบื้องหลังเขากำลังตัว
สั่นด้วยความกลัว ลังเลว่าควรจะสารภาพความผิดเร็ว ๆ เพื่อขอ
ความเมตตาหรือไม่
แน่นอนว่าคนที่สามารถถูกชักจูงได้ แก่นแท้แล้วก็ล้วนเป็นพวก
ไหวเอนไปตามลม
จู้จ่างอวี้หัวเราะเยาะเย้ย ก่อนจะเตะหลี่เฉียงออกไป
ทหารองครักษ์เพียงไม่กี่สิบคนอาจจะก่อเรื่องในตำหนักเฟิงเทียน
ได้ แต่เมื่อมองไปทั่ววังหลวงแล้ว พวกเขาก็ไม่มีความสำคัญอะไรเลย
หลี่เฉียงไร้ประโยชน์แล้ว
“องค์ชายรอง!” ผู้บัญชาการทหารองครักษ์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่ง
ขรึม พลางโบกมือสั่งให้ทหารชักดาบออกมา “ตำหนักเฟิงเทียน
ทั้งหมดถูกล้อมไว้แล้ว องค์ชายอย่าทำอะไรโดยพลการเลย”
หลี่เฉียงยิ่งมึนงง เพิ่งรู้ตัวว่าตนกลายเป็นเบี้ยหมากที่ถูกทิ้ง สี
หน้าจึงเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“ล้อมแล้ว? ล้อมแล้วอย่างไร?” จู้จ่างอวี้ยังคงมีท่าทีเย็นชาและ
มืดมน “จะจับข้าขังคุกหรือจะตัดหัวข้า?”
“ฝ่าบาทยังมีความรักของบิดา แม้ตายไปก็ยังมีคนร้องไห้ให้เขา
แต่ข้าเป็นเพียงลูกนางสนม สมควรทนทุกข์กับชีวิตที่อยู่ในหล่ม
โคลน สมควรถูกคนทั้งหมดดูถูก สมควรถูกเนรเทศไปยังดินแดน
ห่างไกล เป็นเพียงองค์ชายไร้ชื่อใช่หรือไม่?”
“ชีวิตของข้า ช่างถูกลิขิตไว้ดีเหลือเกิน” เขาเหมือนกำลังยิ้มแต่
ก็คล้ายกำลังร้องไห้ “จวีกุ้ยเฟยบอกว่านางไว้ชีวิตข้า เสด็จพ่อก็เชื่อ
ว่าข้าไม่ควรปรากฏตัว แต่ไม่มีใครถามข้าว่าข้าเต็มใจมีชีวิตเช่นนี้
หรือไม่”
“ยิ่งไม่มีใครถามข้า… ว่าข้าเต็มใจมีชีวิตอยู่อย่างหนูที่ต้องหลบ ๆ
ซ่อน ๆ หรือไม่”
พวกเขาราวกับกำลังแย่งชิงบัลลังก์ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะ
ความไม่เต็มใจ
จวีกุ้ยเฟยไม่เต็มใจกับคนรักที่เติบโตมาด้วยกันแต่สุดท้ายนางก็
ได้เป็นเพียงสนม
จู้จ่างอวี้ไม่เต็มใจกับชะตาชีวิตที่ถูกกำหนดไว้ให้ต้องอยู่อย่าง
มืดมนไร้แสงตลอดชีวิต
พวกเขาต้องการแย่งชิง ต้องการยึดครอง ต้องการยืนอยู่บน
จุดสูงสุดเพื่อให้คุ้มค่ากับความยากลำบากในช่วงครึ่งแรกของชีวิต
แต่อำนาจของราชบัลลังก์ไม่เคยเกี่ยวข้องกับความรู้สึกส่วนตัว
มันขึ้นอยู่กับความคิดของผู้ครองอำนาจ ขึ้นอยู่กับความสามารถ
ของผู้แข่งขัน ขึ้นอยู่กับว่าคนผู้นั้นสามารถนำพาราชวงศ์ให้เข้มแข็ง
และเหลือร่องรอยอันยิ่งใหญ่ทิ้งไว้ในประวัติศาสตร์ได้หรือไม่
“องค์ชายรอง จิตใจของท่านบิดเบี้ยวไปแล้ว ไม่ใช่แค่การได้
ครองบัลลังก์เท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตรุ่งโรจน์ อีกทั้งการแย่งชิงตำแหน่ง
ก็ไม่ใช่หนทางเดียวในการมีชีวิตอยู่” ผู้บัญชาการทหารองครักษ์
กล่าวด้วยน ้าเสียงตักเตือนอย่างหาได้ยาก