พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 493 ฟางเหิงมาถึง
ไม่คิดว่าเมื่อจู้จ่างอวี้ได้ยินจะทำให้เขาหัวเราะลั่น
“แม้จะเป็นองค์ชายเหมือนกัน เกิดในวังหลวงเช่นเดียวกัน แต่
บางคนถูกประคบประหงมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ในขณะที่บางคนต้อง
ทนทุกข์ ถูกทุบตี โดนดูถูก”
“วันนี้เจ้าได้ยินเรื่องการแต่งตั้งอ๋องหรือไม่ คนที่โปรดปรานได้รับ
เขตอุดมสมบูรณ์ ส่วนคนที่ไม่ได้รับความโปรดปรานกลับต้องไปอยู่
ในถิ่นทุรกันดาร นี่มันยุติธรรมตรงไหน? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?”
“มารดาของข้าเคยทำผิด แต่ทำไมต้องลงโทษมาถึงข้าด้วย? ข้า
ทำผิดอะไร? ข้าเต็มใจมาเกิดในโลกนี้หรือ? เต็มใจมาเกิดในวังหลวง
แห่งนี้หรือ? เต็มใจจะอดทนมีชีวิตอยู่กับความอัปยศอดสูหรือ?”
“คนผู้นั้น คนที่พวกเราต่างเรียกเขาว่าเสด็จพ่อ แต่ชะตาชีวิต
ของพวกเรากลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ข้าไม่ได้อิจฉาที่จู้จ่างหงมี
มารดาที่รักใคร่เอ็นดูเขา แต่เสด็จพ่อเล่า? เขาทำอะไรบ้าง?”
ละเลยหน้าที่ เพิกเฉย ไม่รัก
บางทีอาจไม่มีเหตุผลอันชอบธรรม แต่บาดแผลที่อยู่กับเด็กนั้น
เป็นความเจ็บปวดที่แท้จริง
ยิ่งไม่สามารถหยุดยั้งได้ เด็กคนนั้นก็จะเกิดความไม่พอใจ เกิด
ความเกลียดชังขึ้นมาวันแล้ววันเล่าท่ามกลางความเจ็บปวด
“เหตุผลมากมายของจวีกุ้ยเฟยอาจหลอกลวงพวกเจ้าได้ แต่
หลอกข้าไม่ได้” จู้จ่างอวี้กลับมาเย็นชาอีกครั้ง “นางอาจไม่ได้ทำร้าย
ข้า แต่นางพรากความรักทั้งหมดของเสด็จพ่อไป นางไม่จำเป็นต้อง
เป็นสนม แต่กลับยืนกรานจะสร้างความรักอันแน่นแฟ้นในวัง นาง
รักษาความอ่อนเยาว์มาตลอดยี่สิบปีเพื่อลงเอยเช่นนี้ ข้าถึงกับคิดว่า
นางได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าแล้วด้วยซ ้า”
“แม้จะเป็นจุดจบที่โหดร้าย แต่ก็เคยมีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์มาก่อน
ไม่ใช่หรือ?”
เด็กหนุ่มถามเสียงเบา ใบหน้าที่ไม่ได้โดดเด่นนักเต็มไปด้วย
ความเศร้าโศก
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์พูดผิด
บางทีเด็กที่เติบโตมาท่ามกลางการถูกรังแก อาจเหลือเพียง
ความแค้นและความเกลียดชังอยู่ในใจ ต้องการยืนอยู่ในตำแหน่ง
สูงสุด เพื่อปลอบประโลมน ้าตาที่ไหลรินในยามเงียบสงบ
แต่อำนาจของฮ่องเต้นั้นมั่นคง ธรรมเนียมปฏิบัติของบรรพชน
นั้นเที่ยงตรง ไม่ว่าจะมีความไม่พอใจมากเพียงใดก็ยากจะสั่นคลอน
ได้ เขาทำเพียงมององค์ชายคนนี้ซึ่งอาจจะเป็นคนที่มีความสามารถ
โดดเด่น แต่ถูกภูมิหลังของตนบีบคั้น แล้วโบกมือเป็นสัญญาณ
ทหารองครักษ์ที่กำลังกระสับกระส่ายพุ่งเข้าไปข้างหน้าจับกุมจู้
จ่างอวี้
“องค์ชาย ถึงแม้จะไม่ยอมรับก็ไม่มีทางเลือก องค์รัชทายาทได้รับ
การแต่งตั้งแล้ว ฝ่าบาทต้องการคนที่สามารถรักษากฎระเบียบได้” ผู้
บัญชาการทหารองครักษ์กล่าวเบา ๆ
หลี่เฉียงถูกจับกุม ทหารองครักษ์ที่ปลายดาบมีเลือดก็ถูกจับกุม
ทั้งหมด
การแย่งชิงอำนาจและบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ดูจะปิดฉากลงแล้ว
“เหลือเชื่อจริง ๆ เรื่องราวเกิดขึ้นซ้อนกันเป็นระลอก มีเหตุการณ์
ไม่คาดฝันมากมายเหลือเกิน”
“ข้ารู้สึกว่าจวีกุ้ยเฟยน่าสงสารที่สุด หลายปีมานี้นางไม่ได้อะไร
กลับมาเลย แถมยังต้องมาฆ่าลูกแท้ ๆ ของตัวเองโดยไม่ตั้งใจอีก”
“นางน่าสงสารตรงไหนกัน ไม่มีใครบังคับให้นางเป็นพระสนม ข้า
ว่าองค์ชายรองน่าสงสารที่สุดต่างหาก ไม่มีแม่ให้รัก ไม่มีพ่อเอ็นดู ทั้ง
ยังต้องถูกเนรเทศไปยังที่ห่างไกล ใครจะไม่โกรธบ้างเล่า”
ฝูงชนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา แต่ละคนจัดการกับ
ความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้น
ราชเลขาซุนถูกคนจากตระกูลซุนพาตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ที่สุด ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างแยกย้ายกันไปด้วยความตกใจ
ในที่สุดเจียงเซิงก็สามารถมายืนขวางหน้าพี่ห้าได้ นางถอนหายใจ
ด้วยความโล่งอก
“เรื่องราวจบลงแล้วหรือ? ทุกอย่างลงเอยแล้วใช่หรือไม่?” เจิ้งหรู
เชียนตบอกตัวเองพลางกล่าว “เจ้าว่าคนเหล่านี้ทำไมถึงได้ไม่พอใจ
อะไรมากมายนัก ข้าน่ะไม่พอใจก็แค่ตอนที่หาเงินไม่ได้เท่านั้น ส่วน
เรื่องอื่นขอแค่พอมีประทังชีวิตไปได้ก็พอแล้ว”
พูดจบเขาก็หัวเราะเบา ๆ อย่างโง่เขลา
เวินจืออวิ่นยืนยิ้มน้อย ๆ อยู่ข้างกาย ยังคงเงียบขรึมเช่นเคย
มีเพียงสวี่โม่ที่ขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเบา “องค์ชายรองไม่ใช่คนที่จะ
ยอมจำนนง่าย ๆ”
คำพูดของเขา แววตาของเขา ทั้งหมดล้วนเปล่งประกายการไม่
ยอมแพ้
คนที่สามารถวางยาพิษกระทั่งบนมีดสั้นได้ จะยอมจำนนง่าย ๆ
ได้อย่างไร
ชีวิตของเขาเบาบางจนเหลือเพียงสีขาวดำ หัวใจของเขาถูก
สลักด้วยคำว่าถ้าไม่สำเร็จก็ต้องตาย
จ่างเยี่ยนถือราชโองการแต่งตั้งรัชทายาทพลางครุ่นคิด “ขึ้นอยู่
กับว่าผู้ที่ก่อกบฏจะถูกขังไว้ที่ไหน”
ในวังหลวงก็มีคุก แต่ปกติแล้วใช้สำหรับขังสนมและนางใน หรือ
ที่เรียกกันทั่วไปว่าตำหนักเย็น ส่วนเชื้อพระวงศ์ที่กระทำความผิด
มักจะถูกส่งไปคุมขังที่สำนักกิจการฝ่ายใน และที่นั่นตั้งอยู่นอกวัง
สองพี่น้องสบตากัน รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
พวกเขารวบรวมทหารองครักษ์ที่เหลืออยู่โดยรวดเร็วที่สุด ผ่าน
ลานตำหนักเฟิงเทียน ไล่ตามทหารองครักษ์ที่คุมตัวองค์ชายรองไป
ทว่าก็ยังช้าไปหนึ่งก้าว
ณ ประตูตะวันออกของวังหลวง ผู้บัญชาการทหารองครักษ์
พร้อมกับลูกน้องหลายร้อยนายกำลังเผชิญหน้ากับกองกำลังนับพัน
นายที่อยู่เบื้องหน้า ปกติแล้วจู้จ่างอวี้ที่ควรจะถูกมัดมือไพล่หลังกลับ
นั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่ ข้างกายเขาคือฟางหยวนที่สวมเสื้อคลุม
รวมถึงทหารรักษาเมืองที่ดูน่าเกรงขาม
กองทัพที่ควรจะปกป้องวังหลวง บัดนี้กลับถูกชักจูงให้หันมา
สนับสนุนผู้ก่อกบฏเสียแล้ว
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์แทบจะกระอักเลือด ตวาดด้วยความ
โกรธแค้นว่า “พวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ ถึงได้ยอมติดตาม
กบฏ นี่เป็นความผิดที่ต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตรเชียวนะ!!”
“เช่นนั้นก็ต้องมีเก้าชั่วโคตรก่อนสิ” จู้จ่างอวี้เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“พวกเขาล้วนเป็นคนที่มีชีวิตอย่างลำบาก ข้าแอบส่งพวกเขาเข้า
แทรกซึมมาในกองทหารรักษาเมือง ความคิดที่ทำให้พวกเขามีชีวิต
อยู่คือการแก้แค้นให้คนในครอบครัว เพื่อให้วิญญาณของผู้บริสุทธิ์ที่
ต้องตายไปอย่างไม่เป็นธรรมได้สงบ”
ที่ใดมีผู้คนที่นั่นย่อมมีคดีที่ตัดสินผิดพลาด ย่อมมีผู้บริสุทธิ์ที่
ต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงซับซ้อนวุ่นวาย
การฆาตกรรมเพื่อเงินมองและการทุจริตฉ้อโกงเป็นเรื่องปกติธรรมดา
จู้จ่างอวี้รู้ดีว่าชาติกำเนิดของตนนั้นธรรมดา ไม่มีทางจะได้รับ
การยอมรับจากคนตระกูลใหญ่ได้
แต่ไม่เป็นไร เขาจะช่วยเหลือคนธรรมดาที่มีชีวิตน่าสงสาร ช่วย
ยกระดับหนูที่ตกอับ ทุกคนจะเป็นสหายร่วมทางกัน ร่วมแรงร่วมใจ
กัน สักวันหนึ่งจะต้องโค่นล้มบ้านเมืองที่สกปรกแห่งนี้ให้ได้
ทหารรักษาเมืองแม้จะไม่ได้มีจำนวนมากนักแต่ก็มีอยู่สามถึงห้า
พันคน
ทหารองครักษ์ในวังหลวงมีทั้งหมดราวพันกว่าคน แม้จะรวมกับ
ทหารรักษาจากวังชั้นในแล้ว ก็ยังไม่อาจเป็นต่อกรกับทหารรักษา
เมืองได้เลย
กองทัพที่ตั้งอยู่ในเมืองใกล้เคียงมีกำลังพลห้าหมื่นนาย แต่น่า
เสียดายที่อยู่ไกลมาก ต้องใช้เวลาสามชั่วยามจึงจะมาถึง
ในระยะเวลาสามชั่วยามนี้ ทุกอย่างคงจบสิ้นไปแล้ว
จู้จ่างอวี้มองดวงตะวัน แม้จะเสียดายที่พวกขุนนางแยกย้ายกันไป
แล้ว แต่ก็ยังสามารถแต่งตั้งรัชทายาทใหม่ได้
หรืออาจไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งเลย แค่โอรสคนอื่น ๆ ของฮ่องเต้
ตายไปให้หมด บัลลังก์ก็จะตกอยู่ในมือของเขาเท่านั้น
“ท่านผู้บัญชาการ ท่านพูดถูกหนึ่งอย่าง” จู้จ่างอวี้เหลือบมองไป
ทางจ่างเยี่ยนที่เพิ่งมาถึง “การไม่ยอมรับความจริงนั้นไม่มีประโยชน์
อะไรเลย มีแต่ความโหดเหี้ยมเท่านั้นที่จะทำให้สมปรารถนาได้”
ทหารองครักษ์สิบกว่านายเป็นเพียงกลยุทธ์ผิวเผิน ทหารรักษา
เมืองหลายพันนายต่างหากคือไพ่ตายของจริง
การยอมจำนนก็เป็นเพียงการเล่นละคร ชั่วขณะที่ออกจากวังก็
ปลอดพันธนาการและช่วยเหลือคนให้ขึ้นม้า
ฟางหยวนที่ไม่ได้ปรากฏตัวในความวุ่นวายมายาวนาน แท้จริง
แล้วกำลังเตรียมการขั้นสุดท้าย
แม้แต่ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ยังอดชื่นชมไม่ได้ คิดว่าถึงแม้
ไม่มีองค์รัชทายาท องค์ชายใหญ่กับจวีกุ้ยเฟยก็ไม่อาจเอาชนะองค์
ชายรอง
เขาต้องการครอบครองอำนาจ ต้องการนั่งบนบัลลังก์ ขุนนาง
ฝ่ายบุ๋นมีไว้เพียงเพื่อรับใช้ประชาชน แต่ขุนพลฝ่ายบู๊ต่างหากที่เป็น
กุญแจสำคัญ
ฮ่องเต้ผู้สร้างแผ่นดิน ล้วนมีเทพสงครามอยู่ข้างกายสองสามคน
ทั้งยังมีกองทัพไร้พ่าย
ยามนี้จู้จ่างอวี้นำทหารรักษาเมืองสามพันนายมาประจันหน้าวัง
หลวง
“หากท่านผู้บัญชาการไม่ต้องการให้เลือดนองทั่วเมืองก็จงยอม
จำนนโดยเร็วเถิด” สีหน้าของเขายิ่งเย็นชาและมืดมน กลืนความรู้สึก
ทนไม่ไหวทั้งหมดกลับเข้าไปในดวงตา “น้องห้า ในที่สุดก็มีเพียงเจ้า
หรือข้าที่จะเหลือรอด”
ความเมตตาไม่อาจบัญชาเหล่าทหาร ความชอบธรรมไม่อาจทำ
การค้า คนไม่โหดร้ายไม่หยัดยืนมั่นคง
ผู้ที่คิดกบฏจะตาย หลังจากกบฏสำเร็จ ราชวงศ์ก็จะตาย
เมื่อเวลาแห่งการแย่งชิงอำนาจเริ่มขึ้น พวกเขาก็ถูกลิขิตให้ต้อง
สู้กันจนถึงที่สุด
เหล่าทหารองครักษ์พากันหันกลับมา สายตาของพวกเขาและ
ทหารรักษาเมือง จู้จ่างอวี้ ฟางหยวน รวมถึงแสงอาทิตย์ที่สาดส่องไป
ทั่วฟ้าต่างก็ตกลงบนร่างของจ่างเยี่ยน
จะสู้หรือยอมแพ้ จะลากทุกคนไปตายด้วยกันหรือจะกล้าหาญ
สละชีพเพียงคนเดียว ทั้งหมดนี้ล้วนขึ้นอยู่ในการตัดสินใจขององค์
ชายผู้นี้
เจียงเซิงในกลุ่มคนเหงื่อชื้นฝ่ามือ เวินจืออวิ่นรอยยิ้มหายไป เจิ้ง
หรูเชียนแยกเขี้ยวอ้าปาก
มีเพียงสวี่โม่กับจ่างเยี่ยนที่สบตากันแล้วมองไปทางประตูเมือง
ที่นั่น คลื่นลมพัดมาระลอกแล้วระลอกเล่า ฝุ่นฟุ้งกระจัดกระจาย
ม้าควบวิ่งจนแผ่นดินสั่นสะเทือน
ใครจะต้องเกรงกลัวใคร ใครจะต้องเป็นคนยอมแพ้
จ่างเยี่ยนยกมุมปาก พูดไม่ออกว่าเจ็บปวดหรือสะใจกันแน่
“เสด็จพี่รอง ตอนนี้ถึงคราวที่ท่านต้องเลือกแล้ว”