พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 494 การกลับมาของคนคุ้นเคย
ม้าศึกควบมาอย่างรวดเร็ว ประชาชนหลีกทางให้
เหล่าทหารที่ซ่อนตัวอยู่นอกเมืองมาเป็นเวลาสามวันเต็มรีบเร่ง
มาถึงหน้าประตูวังหลวงโดยเร็วที่สุด
ผู้นำที่อยู่แถวหน้าดูสง่างามและคล่องแคล่ว รูปร่างบอบบางทว่า
แข็งแรง ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากขุนพลหนุ่มฟางเหิงที่ได้รับการเลื่อน
ยศ
ตามมาติด ๆ คือเงาร่างอันองอาจอีกหกคน พร้อมด้วยทหารกว่า
พันนายที่ควบม้ามา เมื่อฝูงชนปรากฏแก่สายตา ฟางเหิงก็ชูแขนขึ้น
สูงพร้อมกับดึงบังเหียนม้าเบา ๆ
ม้าสีแดงใต้ร่างส่งเสียงร้องทันที ยกขาหน้าขึ้นสูงก่อนจะลงสู่พื้น
กองทัพที่อยู่เบื้องหลังเขาหยุดลงอย่างพร้อมเพรียง เงยหน้าขึ้น
ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแววกระหายเลือด จ้องมองตาไม่กะพริบ
แรงกดดันและไอสังหารแผ่ซ่านไปทั่ว
ผู้คนซึ่งเผชิญหน้ากันอยู่ที่ประตูเมืองแทบทั้งหมดเริ่มรู้สึกขนหัว
ลุก
เจียงเซิงและเจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้างพร้อมกัน น ้าตาคลอเบ้า พลาง
ร้องเรียก “พี่สาม เจ้าสาม”
ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัวแล้ว
คนที่ต่อสู้เก่งกาจที่สุดในครอบครัวกลับมาแล้ว
ดวงตาของฟางเหิงก็เริ่มชื้น เขายิ้มกว้างพลางประสานมือคำนับ
“คารวะองค์รัชทายาท คารวะใต้เท้าสวี่”
หลายปีที่จากลา ทุกคนต่างละทิ้งความเยาว์วัยและเติบโตอย่าง
รุ่งโรจน์ในด้านต่าง ๆ ของตนเอง เมื่อได้พบกันอีกครั้งก็อยู่ในฐานะที่
แตกต่างกันแล้ว
“ขุนพลน้อยฟาง” สวี่โม่ยิ้มกล่าวพลางค้อมกาย
การต่อสู้เพื่อชิงบัลลังก์ทำให้พี่น้องกลับมาพบกันอีกครั้งหลังห่าง
หายไปนาน
เห็นได้ชัดว่าเจิ้งหรูเชียนกำลังจะขัดจังหวะด้วยความไม่พอใจ ทำ
ให้การพบกันอีกครั้งนี้ดำเนินต่อไป แต่จ่างเยี่ยนรีบกระแอมสองครั้ง
เพื่อยั้งเขาแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้ให้เสด็จพี่รองเลือกเถอะ”
จะสู้หรือจะยอมแพ้?
เมื่อครู่ยังเป็นกองทัพองครักษ์หนึ่งพันคน ต่อสู้กับกองทัพทหาร
รักษาเมืองห้าพันคน
ฝ่ายแรกมาจากเหล่าตระกูลใหญ่ คนที่เก่งกาจก็มีความสามารถ
จริง ๆ ส่วนคนที่ไม่ได้เก่งกาจก็เป็นเพียงแค่คนที่มีลีลาการต่อสู้
สวยงามแต่ไร้แก่นสาร
ฝ่ายหลังมาจากสามัญชน ระดับความสามารถโดยรวมค่อนข้าง
สมดุล แต่ไม่มีคนที่โดดเด่นเป็นพิเศษ
หากทั้งสองฝ่ายต้องต่อสู้กันจริง ๆ กองทัพทหารองครักษ์อาจใช้
อาวุธที่เหนือกว่าต้านทานได้สักพัก แต่พละกำลังของมนุษย์นั้นมี
จำกัด หากกองทัพทหารรักษาเมืองใช้กลยุทธ์ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน
กันโจมตี แม้แต่เทพเซียนก็ไม่อาจทนได้ เมื่อพิจารณาเช่นนี้โอกาส
ชนะของจ่างเยี่ยนก็นับว่ามีไม่มากนัก
จนกระทั่งฟางเหิงนำทหารฝีมือดีหนึ่งพันคนมาถึง สถานการณ์
จึงพลิกผันในชั่วพริบตา
พวกเขาผ่านสนามรบมาแล้ว เคยเห็นเลือดเนื้อ เข่นฆ่าศัตรู ตัด
หัวผู้คน สิ่งที่ติดตัวพวกเขามาไม่ใช่แค่ความกล้า แต่คือกลิ่นอายแห่ง
การฆ่าฟัน
เมื่อเทียบกับทหารองครักษ์และทหารรักษาเมืองที่แทบไม่เคย
ผ่านการฆ่าฟัน พวกเขาย่อมเหนือกว่า
“ทหารองครักษ์หนึ่งพัน ทหารชายแดนหนึ่งพัน” น ้าเสียงของ
จ่างเยี่ยนฟังดูมั่นใจและสงบนิ่ง “ข้าสงสัยว่าหากต้องเผชิญหน้ากับ
ทหารรักษาเมืองห้าพันคนของเสด็จพี่รอง พวกเราจะมีโอกาสชนะ
หรือไม่?”
ไม่ใช่แค่มีโอกาสเท่านั้น แต่ต้องชนะแน่นอน
การที่ฟางเหิงสามารถนำคนมาได้ แสดงว่ากองทัพที่ตั้งค่ายอยู่
นอกเมืองได้รับข่าวและกำลังเข้าใกล้เมืองหลวง
แม้ว่ากองทัพทหารรักษาเมืองจะทนต้านทานกองทัพทหาร
องครักษ์และกองทัพทหารชายแดนได้ แต่กองทัพสามหมื่นนายที่ปิด
ล้อมเข้ามาก็เพียงพอจะทำลายพวกเขาได้อย่างราบคาบ
ไม่มีโอกาสจะรบชนะ แต่ก็ไม่ยอมแพ้
จู้จ่างอวี้หันหน้าไปมองฟางหยวนที่ปรึกษาของตน แต่ไม่คิดว่า
อีกฝ่ายจะมีแววตาลึกล ้า จ้องมองฟางเหิงผู้สง่างามและเก่งกาจ
คุณชายสองคนที่แซ่ฟางเหมือนกัน ตั้งแต่เด็กได้รับการฝึกฝน
วิชาการต่อสู้มาด้วยกัน ร ่าเรียนศึกษามาด้วยกัน เติบใหญ่มาพร้อม
กัน
พวกเขาควรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งบนเส้นทางของตน เหมือน
สองพี่น้องตระกูลเจียงที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เก่งกาจทั้งบุ๋นบู๊
แต่โชคชะตากลับทำให้พวกเขาเดินบนเส้นทางที่ต้องเป็นศัตรู
กัน สนับสนุนองค์ชายที่แตกต่างกัน และจบลงด้วยชะตากรรมที่
ต่างกัน
คนหนึ่งเป็นขุนพลน้อยผู้กล้าหาญไม่ธรรมดา คอยปราบศัตรูอยู่
ชายแดน อีกคนคือนักโทษหลบหนีการประหาร ไร้ชื่อไร้แซ่อยู่ในคุก
ฟางหยวนยกมุมปาก ชั่วขณะที่สายตาของทั้งสองสบกัน เขาเอ่ย
เรียกเสียงแผ่วเบา “ไม่ได้พบกันนาน พี่อาเหิง”
ตระกูลเจียงและตระกูลฟางต่างก็เป็นตระกูลแม่ทัพ
ตระกูลเจียงมีคนในตระกูลไม่มาก ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น แม้แต่
ลูกพี่ลูกน้องก็มีการจัดลำดับ ดังนั้นเจียงเฉิงเฟิงจึงเรียกเจียงเฉิง
เยวี่ยนอย่างสนิทสนมว่าพี่ใหญ่
แต่บุตรชายคนรองของตระกูลฟางกลับให้กำเนิดบุตรนอกสมรส
ก่อนกำหนด ทำให้การจัดลำดับสับสน ฟางหยวนจึงไม่ชอบเรียก
ตามลำดับ ทุกครั้งที่เข้าไปหา เขาจะต้องร้องเรียกอีกฝ่ายว่า “พี่อา
เหิง”
ไม่น่าเชื่อเลย ครั้งสุดท้ายที่เรียกคือเมื่อเจ็ดปีก่อน
ฟางหยวนรู้สึกสับสนไปหมด เขารู้ดีว่าตนเองจะไม่ได้เรียกคำว่า
“อาหยวน” อีกแล้ว จึงก้มหน้าลงพร้อมรอยยิ้มขมขื่น
เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เพียงชั่วพริบตาพวกเขาก็เปลี่ยนจาก
เด็กน้อยไร้เดียงสากลายเป็นเด็กหนุ่มผู้องอาจ จากที่เคยร้องไห้ยาม
ฝึกท่านั่งม้า ถึงตอนนี้ก็ได้นั่งอยู่บนหลังม้าจริง ๆ แล้ว
อีกทั้งยังชี้ดาบเข้าใส่กัน
บางภาพที่เคยคิดไว้หลายครั้งแต่ไม่เคยได้เห็นจริง ๆ กลับทำให้
ทุกคนต่างตกตะลึงและสั่นสะท้าน เช่นเดียวกับภาพหลอนที่ได้ยิน
ซ ้าๆ หลายครั้ง ไม่มีอะไรที่ทำให้เลือดในกายเย็นเยียบได้เท่ากับการ
ได้ยินด้วยหูของตัวเอง
“อาหยวน” ฟางเหิงกำสายบังเหียนแน่น ตอบรับเบา ๆ
แต่ก็เป็นเพียงการตอบรับเท่านั้น
ชีวิตของพวกเขาถูกแยกจากกันเพราะฮูหยินท่านแม่ทัพ การไล่
ล่าหลายปีของฟางเหิง มีการทุจริตการสอบของสวี่โม่ และตอนนี้ยังมี
การแย่งชิงอำนาจราชบัลลังก์
พวกเขาไม่ได้เดินบนเส้นทางเดียวกันอีกต่อไปแล้ว เสียงนี้คือ
การไว้อาลัยให้กับช่วงเวลาที่เติบโตมาด้วยกันในอดีต
เมื่อหันกลับมา ยามนี้ก็เหลือเพียงขุนพลน้อยที่เต็มไปด้วยจิต
สังหาร เขากล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “พวกเจ้าเหล่าทหารรักษาเมืองจง
ฟังให้ดี การคิดกบฏเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารทั้งตระกูล
กองทัพสามหมื่นนายปิดล้อมเมืองหลวงไว้ทั้งหมดแล้ว กลับใจคิด
ใหม่เสียแต่เนิ่น ๆ ซะ จงวางอาวุธลงและยอมจำนน!”
“จงกลับใจเสียแต่เนิ่น ๆ วางอาวุธและยอมจำนน!” ทหาร
ชายแดนนับพันร้องตะโกนพร้อมกัน
สายลมเย็นเฉียบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายความตายโอบล้อมทุก
คน แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูร้อน แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเหน็บ
จู้จ่างอวี้รวบชายเสื้อคลุมที่ขาวซีด สบตากับฟางหยวน
พวกเขาไม่มีทางยอมแพ้ ชีวิตที่ถูกพันธนาการต่างหากที่ไร้
ความหวัง สำหรับพวกเขาแล้ว ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีโอกาส
ดังนั้น สิ่งที่เหลืออยู่คือการหลบหนี!
ฟางหยวนหันหัวม้า ผ้าคลุมพลิ้วไหวบนร่าง นำหน้าควบม้ามุ่งไป
ทางทิศตะวันตกของเมือง
จู้จ่างอวี้ตามติดอยู่ด้านหลัง ควบม้าไปข้างหน้า ฝั่งทิศตะวันตก
ของเมืองมีกลอุบายที่พวกเขาวางเอาไว้ และเป็นประตูที่อยู่ใกล้เมือง
ข้างเคียงมากที่สุด แค่บุกเข้าไปในเมืองถัดไป กองทัพย่อมไม่กล้า
ค้นหาคนอย่างไร้ยางอาย
แต่พวกเขายังไม่ทันหนีไปได้ไกลถึงร้อยก้าวก็มีคนหลายร้อย
ขวางทางอยู่เบื้องหน้า
ผู้ที่นำกำลังคนมาไหล่กว้างผอมเพรียว ร่างกายสูงสง่า เขาคือ
เจียงเฉิงเยวี่ยนแห่งตระกูลเจียงที่ไม่ได้พบกันนาน
เขาแทบไม่มีเวลาชำเลืองมองน้องสาวก็ถือดาบยาวพลางกล่าว
เสียงเคร่งขรึมว่า “ใครคิดจะผ่านไป ฆ่าให้หมด!”
สนามรบเป็นสถานที่ที่หล่อหลอมคนได้ดีที่สุด
อดีตเด็กหนุ่มผู้ไม่มั่นคง หลังจากผ่านหยดเลือดและความ
เจ็บปวด ในที่สุดก็กลายเป็นคนที่กล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและไร้
ความกลัว
เขากับฟางเหิงยืนอยู่ซ้ายขวา ขวางเส้นทางสองด้าน บีบให้
กองทัพทหารรักษาเมืองถอยกลับไปยังจุดเริ่มต้น
ยังคงเป็นหน้าประตูวังหลวง ยังคงเป็นการมองกันจากที่ไกลๆ
จ่างเยี่ยนยืนอยู่แถวหน้าสุดของผู้คน สองมือไขว้กัน แสดงท่าที
พร้อมบัญชาการ
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการเป็นผู้สืบทอดโดยชอบธรรม
ขุนนางข้าราชการสนับสนุนเขา เหล่าแม่ทัพรักใคร่เขา
ประชาชนทั่วหล้าล้วนภักดีต่อเขา ต่างหลีกทางให้กองทัพโดยสมัคร
ใจ
“แต่ทำไม ทำไมกัน” จู้จ่างอวี้มองด้วยความสงสัย “ตกลงแล้วมัน
เป็นเพราะอะไรกันแน่?”
ต่างก็เป็นโอรสของฮ่องเต้ ต่างก็มีความสามารถล ้าเลิศ ทำไมคน
หนึ่งถึงได้ครอบครองแผ่นดิน ในขณะที่อีกคนกลับต้องกลายเป็น
นักโทษหลบหนี
คนหนึ่งได้รับความรักจากพ่อแม่ แต่อีกคนกลับไม่มีใครเหลียว
แล
คนหนึ่งได้รับดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ แต่อีกคนกลับต้องอยู่ใน
ดินแดนที่แห้งแล้ง
ตกลงแล้วมันเป็นเพราะอะไรกันแน่?
“มันไม่มีเหตุผลอะไรมากมายนักหรอก” จ่างเยี่ยนเอ่ยในที่สุด
แววตาฉายความเศร้า “เสด็จพี่รอง เรื่องนี้ท่านทำผิดจริง ๆ”
“เหมือนที่ท่านปฏิเสธจวีกุ้ยเฟย วันนี้ข้าก็จะปฏิเสธท่านเช่นกัน”