พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 495 หนีออกจากเมืองหลวง
“ท่านอาจจะคิดว่าจวีกุ้ยเฟยทำผิด ทั้ง ๆ ที่เป็นสนมคนโปรดมา
ตลอดยี่สิบปี แต่กลับไม่รู้จักพอ ยังต้องการแย่งชิงตำแหน่งนั้น”
“แต่เสด็จพี่รอง ท่านเองก็ไม่รู้จักพอเช่นกัน ท่านมักใช้สถานะ
ของตนเองมาบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แค้นเคืองกับความทุกข์
ทรมานตลอดสิบเจ็ดปี สาบานว่าจะต้องต่อสู้เพื่อเอาคืนให้ได้”
“ท่านรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม รู้สึกว่าไม่ควรใช้ชาติกำเนิดมาตัดสิน
ชีวิตและความตาย แต่ในโลกนี้ยังมีคนอีกมากมายที่ทุกข์ยากกว่า
ท่านมากนัก”
จ่างเยี่ยนหันหน้าไปดึงน้องสาวที่น่ารักน่าชังเข้ามาใกล้ แล้วพูด
เบา ๆ ว่า “ทั้งเมืองหลวงต่างรู้ว่าคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเจียงเคยพลัด
พรากไปอยู่ข้างนอก ท่านรู้หรือไม่ว่านางหายตั้งแต่ยังเป็นทารก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางต้องใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกคนเดียว ต้อง
อดทนกับการถูกทุบตีสารพัด แล้วนางไม่ควรจะโกรธ ไม่ควรจะรู้สึก
ขุ่นเคืองกับความไม่ยุติธรรมบ้างหรือ?”
“ไม่ ๆ ๆ” เจียงเซิงที่เพิ่งได้สติส่ายหน้า “ตอนนี้ข้าสุขสบายดี
ไม่ได้โกรธอะไรเลย ถ้าข้าไม่ได้พลัดพรากไปก็คงไม่ได้เจอกับพวก
ท่าน”
จนกระทั่งเนื้อนุ่มที่เอวถูกบีบเบา ๆ นางจึงรู้ตัวและร้องไห้คร ่า
ครวญว่า “ข้าโกรธ ข้าโกรธมาก ๆ ใครเป็นคนทิ้งข้าออกไป ทำให้
ข้าต้องแย่งข้าวกินกับสุนัขทุกวัน ต้องถูกตีตลอด ไม่มีวันไหนที่ไม่
ฟกช ้าดำเขียว ไม่เคยกินอิ่มสักมื้อเลย”
“แค่ก ๆ” จ่างเยี่ยนกระแอมสองสามครั้งเป็นการเตือนว่าแสดง
ละครมากเกินไปแล้ว
เจียงเซิงจึงหยุดทำหน้าเศร้า แล้วยิ้มออกมาอย่างสดใส “แต่ก็ดีที่
รอดมาได้ มีคนมากมายที่อดตายในหิมะ คนอย่างข้าถือว่ามีบุญ
วาสนาดี โชคดีรอเราอยู่ข้างหน้าต่างหาก”
นางรู้จักพอใจจริง ๆ
ได้เงินสองเหวินก็พอใจ กินซาลาเปาได้หนึ่งลูกก็พอใจ มีขาหมู
และปลาตุ๋นกินทุกวันก็ยิ่งพอใจเข้าไปใหญ่
ถึงแม้ว่าโชคชะตาของนางไม่ควรเป็นเช่นนี้ ถึงแม้ว่าฐานะของ
นางจะสูงส่งจนคนครึ่งเมืองหลวงต้องหลีกทางให้
ก่อนจะรู้ความจริง เจียงเซิงรู้สึกดีใจที่ได้เจอกับพี่ชาย แต่
หลังจากรู้ความจริงแล้ว นางก็ไม่ได้เสียดายความมั่งคั่งที่เสียไป
คนเรามีวิถีชีวิตเป็นล้าน ๆ แบบ มีชาติกำเนิดเป็นล้าน ๆ แบบ
การเป็นโอรสของฮ่องเต้อาจจะไม่สบายนัก แล้วการเป็นขอทาน
ต้องทุกข์ทรมานอย่างแน่นอนหรือ?
ลูกหลานของขุนนางเล็ก ๆ ควรจะโกรธแค้นหรือไม่ที่ไม่ได้เกิด
มาในครอบครัวตระกูลขุนนางใหญ่
หรือว่าความสุขอยู่ที่ใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ในโลกนี้จะมีความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร และจะมี
เหตุผลที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร
สิ่งสำคัญก็คือการรับรู้
ในกลุ่มคน มีใครบางคนแอบเช็ดน ้าตาที่มุมตา บางคนเหมือน
กำลังครุ่นคิด
สวี่โม่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วคำนับ “ข้าสวี่โม่ บิดาข้าเป็นจิ้
นซื่อในรัชสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อน ถูกส่งไปเป็นนายอำเภอใน
อำเภอเซี่ยหยาง ถูกพวกคนชั่วใส่ร้ายป้ายสี บิดาเสียชีวิต มารดาฆ่า
ตัวตายตาม เหลือเพียงให้ข้าที่ขาพิการทั้งสองข้าง ใช้ชีวิตอย่าง
ยากแค้น”
“ในเส้นทางการสอบขุนนาง ข้าถูกสับเปลี่ยนกระดาษคำตอบ
เพราะความแค้นส่วนตัว ทำให้เสียตำแหน่งฮุ้ยหยวน และยังต้องสอบ
ไม่ผ่านอีกด้วย”
“หากจะพูดถึงความไม่ยุติธรรม หากจะพูดถึงความขุ่นเคือง ข้าผู้
นี้ก็สมควรได้รับส่วนแบ่งด้วยหรือไม่”
เขามองเห็นทั้งขุนนางที่โลภ และเห็นทั้งขุนนางที่ซื่อสัตย์ ในช่วง
เวลาที่ได้รับความอยุติธรรม เขาก็ได้รับความอบอุ่นและความสบาย
ใจ
ดังนั้นเขาจึงยืนอยู่ที่นี่ ยังคงเต็มใจที่จะเชื่อในการสอบขุนนาง
และยังคงเต็มใจที่จะเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์สุจริต
องค์ชายรอง จู้จ่างอวี้ เติบโตมาด้วยความยากลำบาก แต่มีจวีกุ้ย
เฟยที่ไว้ชีวิตเขา ต่อมามีฮองเฮาเหยียนที่ช่วยขับไล่ขันทีน้อยไป และ
หลังจากบรรลุนิติภาวะแล้ว เขาก็ออกจากเมืองหลวงไปสู่เขต
ปกครองของตน และจากนั้นชีวิตของเขาจะเป็นของตัวเองอย่าง
แท้จริง
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ใครกันแน่ที่น่าสงสารกว่า?
ผู้คนเงียบกริบ แม้แต่ทหารรักษาเมืองยังตะลึงงัน
เจิ้งหรูเชียนกัดฟันแล้วตะโกนขึ้น “ข้าไม่ได้พูดจาเป็นทางการ
เหมือนพี่ใหญ่ แต่ข้าเป็นเด็กที่เติบโตมาจากหอนางโลม ไม่รู้จัก
แม้กระทั่งพ่อ พออายุสิบขวบก็ถูกไล่ออกจากมา ต้องดิ้นรนต่อสู้ถึง
มาถึงจุดนี้”
“ทุกครั้งที่ทำการค้าก็ถูกกลั่นแกล้ง โดนดูถูก แล้วข้าไม่สมควร
โกรธแค้นหรือ ทำไมถึงไม่ได้เกิดในตระกูลใหญ่ ทำไมถึงไม่ได้เป็น
คุณชายเจ้าสำราญ ทำไมไม่มีบิดาที่มีอำนาจ”
เวินจืออวิ่นถึงกับกลั้นเสียงสะอื้นไว้ “พ่อแม่ของข้าไม่เคยมีเรื่อง
บาดหมางกับใคร แต่กลับต้องมาตายต่อหน้าต่อตา ทำให้ข้าต้อง
เร่ร่อนไปทั่ว ทำให้ข้าต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด แล้วข้าควรจะโทษ
ใคร เกลียดใคร แก้แค้นใคร”
“บิดาของข้าตายในสนามรบ มารดาของข้าถูกกักขัง ตระกูล
ของข้าไล่ตามสังหาร คนที่เคยเป็นญาติกลับหักหลังในชั่วพริบตา
แล้วข้าควรทำอย่างไรเล่า” ฟางเหิงพึมพำ
เจียงอีที่อยู่ข้างหลังเขาตาแดง “พ่อแม่ของข้าตายหมด ญาติพี่
น้องขับไล่ข้าออกมา หลังจากกอบโกยทรัพย์สมบัติไปหมดแล้วก็ยัง
จะไล่ข้าไปอยู่แดนไกล สุดท้ายก็ต้องขายตัวเองเพื่อให้มีชีวิตรอด
แล้วข้าจะไปโทษใครว่าไม่ยุติธรรม”
“ยังมีข้าอีก…”
“พ่อแม่ของข้ายังอยู่ แต่ก็อยากจะขายข้าเพื่อเอาอาหารไปให้
น้องชาย…”
“แล้วข้าควรจะโกรธแค้น ควรจะขุ่นเคืองกับความไม่ยุติธรรม
อย่างไร…”
ผู้คนมากมายเปิดปากพูด ชีวิตมากมายหลอมรวมกัน
พวกเขาอาจจะยากจน อาจจะถูกเลือกปฏิบัติ อาจจะน่าสงสาร
อาจจะเจ็บปวด
ถ้าเป็นไปได้ พวกเขาก็อยากจะอยู่ในครอบครัวที่มั่งคั่ง มีชีวิตที่
สดใส ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปตลอด
แต่โลกก็เป็นเช่นนี้ ชาติกำเนิดยากจะเลือกสรร หนทางยากที่จะ
ขยายออก
ถ้าจะพูดถึงความแค้น โอรสของฮ่องเต้ยังสมควรเป็นหนึ่งในพวก
เขาด้วยซ ้า
แม้แต่เมืองที่ยากจนก็ยังเป็นเขตปกครองของเขา แม้แต่องค์ชาย
ที่ธรรมดาที่สุดก็ยังเป็นเชื้อพระวงศ์
การได้ใช้แซ่จู้ก็ถือว่าอยู่เหนือคนมากมายแล้วในชีวิตนี้
หากแม้แต่สถานะของจู้จ่างอวี้ก็ยังไม่รู้จักพอ แล้วคนอื่น ๆ จะมี
ชีวิตอยู่อย่างไร?
“เสด็จพี่รอง” เมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์เบาลง จ่างเยี่ยนจึงเอ่ย
ขึ้นมา “ท่านก็รู้ชาติกำเนิดของข้าดี และรู้ว่ามารดาของข้าเป็น
ฮองเฮาแต่กลับตรอมใจตาย ถ้าแม้แต่ท่านยังคิดว่ามันคือความไม่
ยุติธรรม แล้วข้าในฐานะรัชทายาทโดยชอบธรรม จะส่งเสียงเรียกร้อง
โต้แย้ง และตะโกนด้วยความโกรธแค้นได้หรือไม่?”
ในโลกนี้มีคนที่มีความสุขน้อยมาก ส่วนใหญ่ต้องทนทุกข์กับ
ความยากลำบากที่เกินจะกล่าว
ในการปีนป่ายท่ามกลางสภาวะที่ยากลำบาก จะมีเรื่องที่ไม่พอใจ
มากมายที่ไหนกัน แล้วจะยังมีประตูมังกรให้กระโดดข้ามได้มาก
ขนาดนั้นได้อย่างไร
การแย่งชิงอำนาจก็คือการแย่งชิงอำนาจ จวีกุ้ยเฟยไม่ควรใช้
ความผิดหวังเป็นข้ออ้าง จู้จ่างอวี้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะใช้ความไม่
ยุติธรรมเป็นข้ออ้าง
จ่างเยี่ยนกล่าวเบา ๆ ว่า “ความไม่พอใจอาจเป็นเพียงสิ่งที่
เพิ่มพูนความทะเยอทะยาน การมีอยู่ของความคิดนั้นต่างหากที่เป็น
สาเหตุหลัก จวีกุ้ยเฟยเป็นเช่นนั้น แล้วท่านเล่า?”
จู้จ่างอวี้นั่งอยู่บนหลังม้า นิ่งเงียบไปนาน
บางทีเขาอาจจะโกรธแค้นเพราะความไม่พอใจจริง ๆ ตอนนี้
ความกระหายอยากจะแย่งชิงบัลลังก์จึงลดลงไปมาก
การเป็นอ๋องในเมืองที่ห่างไกลจะสบายใจหรือไม่? จะมีความสุข
หรือไม่?
จะไม่มีใครกลั่นแกล้งเขาอีก ทุกคนจะเคารพเขา รักเขา ใช่
หรือไม่?
แต่ทำไมคำพูดนี้ถึงเพิ่งได้ยินตอนนี้กันเล่า
“องค์ชาย…” เสียงถอนหายใจอย่างแผ่วเบาของฟางหยวนดังขึ้น
ดวงตาของจู้จ่างอวี้น ้าตาคลอ มือจับบังเหียน “น้องห้า ข้าถอย
ไม่ได้แล้ว ข้าไม่มีทางถอยแล้ว”
ไม่ใช่แค่ทหารรักษาเมืองห้าพันคนที่จงรักภักดี แต่ยังเป็นสมรภูมิ
ชายแดนที่อยู่ห่างไกล เป็นการวางแผนมาอย่างยาวนาน เป็นการ
ตัดสินใจทำในขณะที่ถูกความโกรธแค้นบังตา
“เสด็จพี่รองหมายความว่าอย่างไร” สีหน้าของจ่างเยี่ยน
เปลี่ยนไปเล็กน้อย
จู้จ่างอวี้ส่ายหน้า ส่งสัญญาณให้ทหารรักษาเมืองบุกเข้าไปใน
ถนนที่แออัด ใช้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นโล่ ทำให้ทหารองครักษ์และ
ทหารชายแดนต้องลังเลที่จะโจมตี
เขากับฟางหยวนมองวังหลวงเป็นครั้งสุดท้าย ใช้ริมฝีปากบอก
คำว่า “ชายแดน” แล้วควบม้าจากไปอย่างรวดเร็ว