พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 496 จัดการเรื่องราว
หน้าประตูวังหลวงวุ่นวายไปหมด
ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกใช้เป็นโล่ ทหารชายแดนและทหาร
องครักษ์ที่เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด และข้าวของรอบข้างที่ปลิวว่อน
ไปทั่ว
เมื่อเห็นว่าสองร่างนั้นกำลังจะหายลับไปที่ปลายถนน ฟางเหิงก็
กระตุ้นม้าแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้า
เจียงอีและคนอื่น ๆ ก็ตามไปทันทีพร้อมกับจิตสังหาร
พวกเขาได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก และยังได้ต่อสู้กับพวกชน
เผ่าต๋าลู่ ทำให้มีทักษะการขี่ม้าที่ยอดเยี่ยม สามารถหลบหลีก
ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้อย่างคล่องแคล่ว การตามทันฟางหยวนและจู้
จ่างอวี้ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา
คิ้วที่ขมวดของจ่างเยี่ยนคลายลงในที่สุด แต่ชั่วขณะถัดมาก็กลับ
ขมวดอีกครั้ง
ที่ปลายถนนด้านประตูเมืองตะวันตก เมื่อเหล่าทหารรักษาเมืองที่
หนาแน่นเห็นฟางเหิงและคนอื่น ๆ ที่กำลังควบม้ามา ต่างมองหน้ากัน
แล้วจับมือกันเป็นเส้นตรง
พวกเขาใช้เลือดเนื้อสร้างกำแพง พวกเขายอมให้ม้าเหยียบย ่า
เพียงเพื่อซื้อเวลาให้คนที่อยู่ข้างหลัง
“มันคุ้มค่าแล้วหรือ!” ฟางเหิงตะโกนถามอีกครั้ง
ม้าหลายร้อยตัวพาเหล่าทหารชายแดนเข้ามา หากไม่ดึง
บังเหียนให้แน่น เท้าที่เคยเหยียบย ่าเลือดของชนเผ่าต๋าลู่มานับไม่
ถ้วนก็จะเหยียบย ่าร่างของคนร่วมชาติ
พวกเขาคือพี่น้องร่วมชาติ
ชนชาติเดียวกัน หน้าตาคล้ายคลึงกัน สำเนียงใกล้เคียงกัน
แม้กระทั่งเป็นคนรู้จักที่คุ้นเคย
เวลานี้พวกเขากลับต้องหันอาวุธเข้าหากัน
“มีอะไรที่คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่ากันเล่า! พวกข้าได้รับความเมตตา
จากองค์ชายรอง บัดนี้ข้าจะใช้ชีวิตตอบแทนท่าน” ใครคนหนึ่งพูด
ด้วยความกล้าหาญแล้วหลับตาลง
ทหารรักษาเมืองไม่มีม้า มีเพียงดาบเหล็กที่ยากจะต้านทานทหาร
ม้าได้
การเหยียบย ่าผ่านไปไม่ยาก สิ่งที่ยากคือการที่ต้องใช้กีบเท้าที่
แข็งแกร่งเหยียบย ่าร่างของคนร่วมชาติ
การยื้อเวลาของห้าพันชีวิต แม้ว่าจะเหยียบย ่าผ่านไปก็ยากจะ
ตามเงาร่างของจู้จ่างอวี้และฟางหยวนได้ทัน
ฟางเหิงกำบังเหียนแน่น สะกดอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แล้วหันไป
มองจ่างเยี่ยนใที่อยู่ไกล ๆ
ท่ามกลางกลุ่มคน เด็กหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ
เขาไม่รู้ว่ารู้สึกผิดหวังหรือเสียใจกันแน่ เขาโบกมือเป็น
สัญญาณให้ทหารชายแดนยึดอาวุธ และจับกุมทหารรักษาเมืองทั้ง
ห้าพันนายไว้รอการพิจารณาสืบสวน
หลังจากทหารองครักษ์หลบหลีกประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้วก็เข้ามา
ช่วยกัน
จ่างเยี่ยนถอนหายใจ รู้ว่าความวุ่นวายในวังครั้งนี้ได้จบลงอย่าง
แท้จริง
“เจ้าห้า เจ้าปล่อยให้เจ้าบ้าสองคนนั่นหนีไปแล้วหรือ?” เจิ้งหรู
เชียนเข้ามาใกล้ “พวกเขาเป็นภัยร้าย หากไม่กำจัดก็จะเป็นปัญหา
ไม่จบไม่สิ้น”
“วางใจเถอะ” สวี่โม่กล่าว สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “ข้างนอกยังมี
ทหารอีกสามหมื่นคน ถ้าเจอกันเมื่อไหร่ พวกเขาต้องถูกจับกุม
แน่นอน”
คำสำคัญคือ “ถ้าเจอ”
หมายความว่าถ้าไม่เจอก็คงจะยุ่งยากอยู่ไม่น้อย
เจิ้งหรูเชียนฟังไม่เข้าใจ แต่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แล้วยกนิ้วขึ้นมานับว่าตอนนี้เขาจะสามารถทำเรื่องสมรู้ร่วมคิด
ระหว่างขุนนางกับพ่อค้าได้ถึงระดับไหน
ผู้คนต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนอย่างรวดเร็ว
มีทั้งคนที่คอยนับจำนวนประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับบาดเจ็บ มีทั้ง
คนที่กำลังจัดการกับความเสียหายของสิ่งของในตำหนักเฟิงเทียน มี
ทั้งคนที่ปลอบประโลมขุนนางที่ตกใจ และยังมีคนที่กำลังเล่าเรื่องราว
ในอดีตด้วยน ้าตาคลอเบ้า
“พี่ใหญ่!” เจียงเฉิงเฟิงกระโดดเข้ามาหาเจียงเฉิงเยวี่ยน ดวงตา
เป็นประกายด้วยความคาดหวัง “ท่านกลับมาได้อย่างไร?”
“รัชทายาทส่งจดหมายมาขอกำลังทหาร ข้าคิดว่าน่าจะพอช่วย
ได้บ้าง” เจียงเฉิงเยวี่ยนหัวเราะเบา ๆ พลางตบไหล่น้องชาย “ข้าได้
ยินว่าเจ้าสอบจวี่เหรินผ่านแล้วหรือ? ปีนี้ก็ต้องสอบจิ้นซื่อแล้ว ต้องได้
อันดับสูง ๆ นะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่ชายของข้าได้เป็นขุนพลขั้นห้า ข้าจะ
น้อยหน้าได้อย่างไร” เจียงเฉิงเฟิงยิ้มเผยฟันขาว “พี่ใหญ่ ท่านมีเวลา
หรือไม่ ข้าอยากฟังท่านเล่าเรื่องในสนามรบ ในจดหมายเขียนไว้สั้น
เกินไป…”
สองพี่น้องคุยกันไปหัวเราะกันไป เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของ
พวกเขาดีมาก
ฟางเหิงมองอยู่ข้างๆ อย่างเหม่อลอย จนกระทั่งถูกเจิ้งหรูเชียน
เอามือกระทุ้งเข้ามา เขาจึงสะดุ้งตอบโต้โดยพลัน จนเกือบจะทำให้
แขนของพี่ชายคนรองหลุดออกมาแล้ว
“อ๊ากกกกกก เจ้าจะฆ่าข้าแล้ว” เจิ้งหรูเชียนร้องโหยหวนเหมือน
หมูถูกเชือด
ทำเอาเจียงเซิงและเวินจืออวิ่นตกใจ รีบวิ่งเข้ามากา คนหนึ่งถาม
ด้วยปาก อีกคนลงมือดูแล
“ข้าไม่ได้ ข้าไม่ได้ทำนะ” ฟางเหิงรีบเก็บมือกลับ ความเหม่อ
ลอยทั้งหมดหายไป
“ท่านนี่นะ” เจียงเซิงเอามือเท้าเอวแล้วชี้ไปที่พี่สาม “รู้จักเบามือ
หน่อย พวกเราเป็นพี่น้องกันนะ”
เด็กสาวโตขึ้นแล้ว ถึงกับเริ่มใช้น ้าเสียงสั่งสอนคนอื่น
ฟางเหิงกลั้นหัวเราะ ไม่โต้เถียงกับนาง
เจียงอียื่นหน้าเข้ามา “คุณหนู ถ้าไม่ได้เป็นคนในครอบครัว
เดียวกัน ก็ลงมือหนัก ๆ ได้หรือ?”
ทันทีที่เขาพูดจบ เจียงอู่ก็ยื่นมือไปบิดเอวของเขา ทำเอาเจ็บจน
น ้าตาเล็ด
เจียงซานและเจียงซื่อหัวเราะลั่นอยู่ข้าง ๆ “เจ้าห้าใช้ความจริง
บอกพวกเราว่า ต่อให้เป็นญาติกันก็ลงมือหนักได้”
เจียงลิ่ว เจียงชี เจียงปาก็หัวเราะ ทุกคนต่างหัวเราะกันจนท้อง
แข็ง
ช่างดีเหลือเกิน
ทุกคนกลับมาแล้ว
จ่างเยี่ยนยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ยิ้มมองไปทางสวี่โม่ “แล้วคน
จากจวนรัชทายาทเล่า?”
ความวุ่นวายในวังครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปราบกบฏ แต่ยัง
เป็นการทดสอบ เป็นกุญแจสำคัญในการตรวจสอบการคิดร้ายและ
ความกล้าหาญ
เมื่อวันก่อน ปั๋งเหยี่ยนซุนเสี่ยวเซิงมาหาถึงที่ด้วยตนเอง สวี่โม่
ลังเลใจ คิดว่าคนคนนี้มีแนวโน้มที่จะเข้ามาเพราะหวังพึ่งพาพวกเขา
แต่ก็มีความสามารถอยู่บ้าง เหมือนเป็นไก่ที่ใช้ก็ไม่ได้แต่จะทิ้งก็
เสียดาย
สุดท้ายจ่างเยี่ยนจึงเป็นคนพูดเอง ว่าตราบใดที่เป็นคนซึ่งเต็มใจ
เข้ามาอยู่ภายใต้การบัญชาของจวนรัชทายาทก็จะรับไว้หมด
ไม่ว่าจะมีใจคิดร้ายหรือความกล้าหาญ ใจจริงไม่กลัวไฟ ความ
ซื่อตรงไม่กลัวความผิด
คนที่ควรมาก็หนีไม่พ้น คนที่ควรหนีก็หนีไม่รอด
ตั้งแต่เริ่มเกิดความวุ่นวายในวัง ก็มีคนจ้องมองคนของจวนรัช
ทายาท คอยสังเกตพฤติกรรมของพวกเขา สังเกตความผิดปกติของ
พวกเขา
จนกระทั่งความวุ่นวายสิ้นสุดลง องครักษ์คนสนิทก็ปรากฏตัวขึ้น
ประสานมือกล่าวว่า “ทูลองค์รัชทายาท เหล่าคนของจวนรัชทายาท…
ไม่มีใครมีความผิดปกติเลยแม้แต่คนเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
พวกเขาไม่เพียงประพฤติตนอย่างเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยัง
พยายามคิดหาวิธีเสนอกลยุทธ์ และให้ความร่วมมือกับทหารองครักษ์
ในการช่วยเหลืออีกด้วย
ผลลัพธ์นี้ค่อนข้างน่าประหลาดใจจริง ๆ
ในขณะที่จ่างเยี่ยนยังคงครุ่นคิดอยู่นั้น ซุนเสี่ยวเซิงก็ได้นำ
บรรดาที่ปรึกษาวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นองค์รัชทายาทปลอดภัย เขาจึง
ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“องค์รัชทายาท” บรรดาที่ปรึกษาต่างคำนับ
สีหน้าของจ่างเยี่ยนไม่แสดงอารมณ์โกรธหรือพอใจ “ทุกท่านลุก
ขึ้นเถอะ ข้าต้องขออภัยที่ทำให้พวกท่านตกใจเมื่อครู่”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งก็กล่าวต่อ “ความวุ่นวายในวังครั้งนี้
เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?”
ที่ปรึกษาสิบกว่าคนรัชทายาทมองหน้ากันไปมา ลังเลไม่รู้ว่าควร
ทำอย่างไร
การจลาจลในวังเป็นเรื่องภายในของราชวงศ์ จะสำเร็จหรือ
ล้มเหลวก็เป็นเรื่องของราชวงศ์ แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับเหล่าที่ปรึกษา
เล่า?
จนกระทั่งซุนเสี่ยวเซิงเหมือนจะคิดอะไรออก ก้าวออกมา
ข้างหน้าแล้วกล่าวว่า “องค์รัชทายาททรงสงสัยการเข้าร่วมของพวก
กระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
จ่างเยี่ยนนิ่งเงียบไม่ตอบ
จวนรัชทายาทเพิ่งก่อตั้งขึ้น ไม่ได้มีความสามัคคีและความเข้าใจ
กันมานาน แล้วจะมีความไว้วางใจกันได้อย่างไร
ซุนเสี่ยวเซิงก็ไม่ได้หวังว่าจะได้รับคำตอบ ประสานมือกล่าวต่อ
ว่า “กระหม่อมกับจอหงวนสวี่อยู่ในระดับเดียวกัน กระหม่อมเคย
อิจฉาความสง่างามของเขา อิจฉาที่เขาได้รับการชื่นชม แต่
กระหม่อมคิดว่าความอิจฉาแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ตราบใดที่
ควบคุมพฤติกรรมเอาไว้ก็ไม่ต่างจากอารมณ์ว่าชอบหรือไม่ชอบ”
“กระหม่อมรู้ดีว่าองค์รัชทายาทกับจอหงวนสวี่มีความสัมพันธ์อัน
ดีต่อกัน กระหม่อมก็เคยอิจฉาเขา แต่ก็ยังต้องการเข้าร่วมจวนรัช
ทายาท เพราะจวนรัชทายาทเป็นแนวโน้มของสถานการณ์ หาก
กระหม่อมมีความทะเยอทะยาน การพึ่งพาแนวโน้มของสถานการณ์
ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ยินดีให้ตรวจสอบอย่างเปิดเผย”
“กระหม่อมก็อยากเชื่อว่าองค์รัชทายาทมีความสามารถในการ
รับคนทำงาน โดยแบ่งหน้าที่ตามความสามารถ ไม่ใช่กำหนดความ
ใกล้ชิดด้วยความสนิทสนมหรือห่างเหิน”
“กระหม่อมซุนเสี่ยวเซิง ปรารถนาจะช่วยเหลือองค์รัชทายาท ทำ
หน้าที่ของขุนนางอย่างสุดความสามารถ อุทิศตนเพื่อแผ่นดิน”