พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 497 แจ้งฮ่องเต้
ในโลกนี้มีคนที่มีความสามารถยอดเยี่ยมมากมาย และคนที่มี
ความเปิดเผยตรงไปตรงมาก็มีไม่น้อย
แต่การที่จะสามารถรวมตัวกันได้ ยอมรับความรู้สึกอิจฉา และ
ยอมรับว่ามาอยู่จวนรัชทายาทเพราะเห็นแนวโน้มของสถานการณ์
แล้ว ก็ถือว่ายอดเยี่ยมเหนือใครแล้ว
ราชวงศ์มีสายตาที่เฉียบแหลม ซุนเสี่ยวเซิงคนนี้ใช้ได้
“ขุนนางซุนลุกขึ้นเถอะ” จ่างเยี่ยนเป็นฝ่ายเข้าไปประคองเขาขึ้น
“ข้าชื่นชมคำกล่าวที่ว่าแนวโน้มของสถานการณ์ของท่านมาก การ
รู้จักสถานการณ์ต่างหากคือความฉลาดที่หาได้ยาก”
หรือพูดได้ว่า ความกล้าหาญและการเผยตรงไปตรงมานี้อยู่
เหนือกว่าคนส่วนใหญ่แล้ว
ใครบ้างไม่อยากเลือกผู้ปกครองที่เฉลียวฉลาด ใครบ้างไม่อยาก
เข้าหาแนวโน้มของสถานการณ์
คนอ่อนแอเท่านั้นที่ประณามการกระทำแบบคนเห็นแก่ได้ คน
แข็งแกร่งจะรอคอยอย่างยิ้มแย้ม รอคอยผู้มีความสามารถที่เข้ามา
พึ่งพิงภายใต้แนวโน้มของสถานการณ์นี้
“ซุนเสี่ยวเซิงขอบพระทัยรัชทายาท” ซุนเสี่ยวเซิงประสานมือ
คำนับแล้วเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าของเขาฉายแววเจิดจ้า
บางทีในชีวิตนี้เขาอาจจะอยู่เหนือกว่าสวี่โม่ได้ยาก แต่เขาจะไม่
ถูกสวี่โม่ทิ้งห่าง
การใช้ประโยชน์จากความรู้สึกอิจฉาอย่างเหมาะสม จะ
กลายเป็นพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
จ่างเยี่ยนโบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนจัดการกับความวุ่นวาย
ต่อไป
ทหารรักษาเมืองห้าพันนายไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ การจับขังไว้ใน
คุกทั้งหมดก็เป็นปัญหา ท่านเจ้าเมืองเฟิ่งที่แก่ชราถึงกับเกาหัวด้วย
ความกระวนกระวายใจ สุดท้ายก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นมา นำคนส่วน
หนึ่งไปไว้ในคุกใต้ดินของพระราชวัง แล้วทำการพิจารณาคดีเป็น
รอบ ๆ
การก่อกบฏเป็นความผิดร้ายแรง แม้จะไม่ถูกประหารชีวิตก็ต้อง
ถูกเนรเทศ โอกาสมากที่สุดคือถูกส่งไปใช้แรงงานในเหมืองแร่ ต้อง
แยกย้ายกันไปทั่วทุกสารทิศ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาก่อการกบฏ
ขึ้นมาอีก
ไม่รู้ว่าทหารรักษาเมืองห้าพันนายเสียใจหรือไม่ แต่การได้รับ
การสนับสนุนแบบนี้ ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ความสามารถของจู้จ่างอวี้
แล้ว
จ่างเยี่ยนยืนอยู่ที่ประตูวังหลวง มองถนนทั้งสายที่กลับคืนสู่
สภาพปกติ ชาวบ้านค่อย ๆ เปิดประตูหน้าต่างออกมาอย่างระมัดระวัง
ความคึกคักวุ่นวายค่อย ๆ กลับมาเหมือนเดิม
เขายิ้มน้อย ๆ แล้วเรียกองครักษ์ประจำตัวมา สั่งให้ห้องเครื่อง
เตรียมอาหารเพิ่มขึ้น จากนั้นก็เห็นผู้บัญชาการทหารองครักษ์รีบ
ร้อนเข้ามา
ในฐานะคนสนิทของฮ่องเต้ ชายคนนี้เป็นคนที่สุขุมและเด็ดขาด
มาโดยตลอด
การที่สามารถบัญชาการทหารองครักษ์ได้นับพันคน ก็แสดงให้
เห็นถึงความสามารถและไหวพริบของเขา
แต่ตอนนี้ ในดวงตากลับเผยความตื่นตระหนก พยายามรักษา
ฝีเท้า เข้ามาใกล้แล้วกระซิบว่า “องค์รัชทายาท จวีกุ้ยเฟย
สิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สตรีที่เข้มแข็งมาตลอดชีวิต ไม่รู้ว่าแกว่งไกวอยู่บนขื่อนาน
เท่าไหร่ กว่าที่นางกำนัลที่นำน ้ามาให้จะพบเห็น
เดิมทีองครักษ์ที่ทำหน้าที่เฝ้าดูแลถูกไล่ออกไปหมด ต่างเฝ้าอยู่
ข้างนอกอย่างงงงวย
หากการตายของของจู้จ่างหงเป็นอุบัติเหตุ การตายของจวีกุ้ยเฟ
ยยิ่งดูเหมือนเป็นความบกพร่องในหน้าที่ ถือเป็นความผิดพลาดของ
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์
จึงไม่น่าแปลกใจที่ตอนนี้เขาจะตื่นตระหนกแบบนี้
จ่างเยี่ยนสูดหายใจลึก ไม่อาจบอกได้ว่ารู้สึกหนักใจหรือเสียใจ
กันแน่
การนองเลือดจากความวุ่นวายเป็นสิ่งที่อยู่ในความคาดหมาย
แต่การจากไปของจวีกุ้ยเฟยและลูกชายกลับเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือ
ความคาดหมาย ฮ่องเต้ก็ป่วยจนไอเป็นเลือดอยู่แล้ว หากได้ยินข่าวนี้
อีก…
“ไปดูกันเถอะ” เขาพยักหน้าให้สวี่โม่ แล้วรีบมุ่งหน้าไปยัง
ตำหนักเฉิงเฉียนโดยเร็วที่สุด
ตำหนักเฉียนชิง ตำหนักเฉิงเฉียน
จากชื่อก็พอจะเห็นได้ถึงความโปรดปราน ในประวัติศาสตร์ก็
มักจะเป็นที่ประทับของพระสนมที่โปรดปราน
แต่ยามนี้ ร่างไร้วิญญาณของจวีเหลียนรั่วกับจู้จ่างหงสองแม่ลูก
นอนตายอยู่ในห้องโถง ผ้ผ้าขาวที่ห้อยตกแกว่งไปมาตามลม ทำให้
เกิดบรรยากาศเย็นยะเยือกอันน่าประหลาด
“กุ้ยเฟย ท่านจากไปแล้วหรือ กุ้ยเฟยตื่นขึ้นมาเถอะเพคะ โปรด
ลืมตามามองหน้าพวกหม่อมฉันหน่อย”
นางกำนัลคนสนิทหลายคนร้องไห้สะอึกสะอื้น
พวกนางร้องไห้ให้กับอดีตเจ้านาย แต่ยิ่งกว่านั้นคือร้องไห้ให้กับ
ชะตากรรมของตนเอง
เมื่อเปลี่ยนฮ่องเต้ก็เปลี่ยนขุนนาง เมื่อเปลี่ยนเจ้านายก็ต้อง
เปลี่ยนทาส
ตอนจวีกุ้ยเฟยยังมีชีวิตอยู่ พวกนางเป็นนางกำนัลที่สูงส่ง มีขันที
และสาวใช้มากมายมาประจบสอพลอ แต่เมื่อจวีกุ้ยเฟยสิ้นไป อย่าง
เบาพวกนางก็จะถูกส่งกลับไปทำงานปัดกวาด อย่างหนักก็อาจถึงขั้น
เอาชีวิตเป็นเดิมพัน
โชคชะตาก็เป็นเช่นนี้ สิ่งที่นายบ่าวมีร่วมกัน ไม่ได้มีแค่ความมั่ง
คั่งรุ่งเรืองเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจที่สั่นคลอน และอนาคตที่มืดมัวด้วย
“แค่ก ๆ” ขันทีน้อยอู๋ยืนอยู่ด้านข้าง เอ่ยเสียงแหลมว่า “องค์รัช
ทายาทเสด็จ”
นางกำนัลหลายคนรีบหยุดร้องไห้ แล้วคุกเข่าลงบนพื้นอย่าง
เรียบร้อย ไม่ส่งเสียงจนเงียบกริบ
จ่างเยี่ยนก้าวไปข้างหน้า มองใบหน้าเขียวคล ้าของจวีกุ้ยเฟย
แล้วหลุบตาลงสั่งการ “ให้จัดการพระศพของจวีกุ้ยเฟยกับองค์ชาย
ใหญ่เถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยอู๋รีบสั่งให้คนไปจัดการทันที
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ที่อยู่ข้าง ๆ อ ้าอึ้งไม่กล้าพูด
การจัดการพระศพไม่ใช่ประเด็นสำคัญ การได้เห็นเป็นครั้ง
สุดท้ายก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญก็คือ จะบอกเรื่องนี้กับ
ฮ่องเต้อย่างไร จะบอกกับชายคนที่กำลังนอนป่วยอยู่บนเตียงได้
อย่างไร
คนรักของเขา และลูกชายที่เขารักที่สุดล้วนตายไปแล้ว
พวกเขาตายในความวุ่นวายของวังหลวง ตายในช่วงเวลาแห่ง
การเปลี่ยนผ่านอำนาจของจักรพรรดิ
เขาจะเสียใจหรือไม่ จะเกลียดชังจ่างเยี่ยนหรือไม่ จะคิดแก้แค้น
หรือไม่
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจล่วงรู้
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังคงเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในตอนนี้
และเขายังไม่ตาย
เมื่อฮ่องเต้โกรธเกรียวขึ้นมาก็ต้องมีคนมากมายที่ล้มตาย
แม้กระทั่งรัชทายาทก็ยังต้องหลีกเลี่ยงความโกรธเคืองของ
ฮ่องเต้
“กระหม่อมพาจวีกุ้ยเฟยเข้าไปในตำหนักเฟิงเทียน เป็นสิ่งที่
ฮ่องเต้ทรงอนุญาตพ่ะย่ะะค่ะ” ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ไม่กล้า
ปิดบัง จึงพูดความจริงออกมา “ฮ่องเต้ทรงทราบถึงความ
ทะเยอทะยานของจวีกุ้ยเฟย การทำเช่นนี้ก็เพื่อให้นางหมดหวังโดย
สิ้นเชิง พร้อมทั้งสั่งให้กระหม่อมคุ้มครองจวีกุ้ยเฟยให้ดี…”
เขาปกป้องจวีกุ้ยเฟยได้จริง แต่ปกป้ององค์ชายใหญ่ไม่ได้
การตายของจู้จ่างหงนำไปสู่การจากไปของจวีกุ้ยเฟย
บัดนี้ทั้งแม่และลูกต่างเสียชีวิต ช่างยากที่จะอธิบายจริง ๆ
ดวงตาของจ่างเยี่ยนขยับเล็กน้อยแล้วถอนหายใจ
ตอนนี้มีสองทางเลือก
จะฉวยโอกาสที่ฮ่องเต้ป่วยอยู่นี้ ปิดบังข่าวการตายของจวีกุ้ย
เฟยและลูกชายไว้ แต่จะปิดบังได้นานแค่ไหนก็ไม่อาจบอกได้ หรือ
อย่างน้อยก็คงปิดบังไว้จนกว่าฮ่องเต้จะสิ้นลม
หรือหากพูดไปตรง ๆ ก็ยังให้โอกาสฮ่องเต้ได้พบจวีกุ้ยเฟยเป็น
ครั้งสุดท้าย แต่จะทำให้เขาเสียใจมากเกินไป หรืออาจจะถึงขั้นโกรธ
แค้นคนได้
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์พูดความจริงก็เพราะว่าเกรงกลัว
ความโกรธแค้นของฮ่องเต้ แต่ก็ไม่กล้าบังอาจปิดบัง จึงโยนปัญหานี้
ไปให้องค์รัชทายาท
จ่างเยี่ยนยืนนิ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อยู่นาน สุดท้ายก็หันหลัง
เดินไปยังตำหนักเฉียนชิง
นี่เท่ากับเป็นการเผชิญหน้ากับความโกรธแค้นแล้ว
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ใจหายใจคว ่า แล้วเดินตามไปอย่าง
ระมัดระวัง
ทั้งสองเดินผ่านทางเดินที่เงียบสงบ ไปถึงตำหนักเฉียนชิงที่
ยิ่งใหญ่ ยังไม่ทันก้าวเข้าไปก็ได้ยินเสียงไอดังมาเป็นระลอก
หัวหน้าขันทีอู๋ดูร้อนใจและเป็นห่วง เมื่อเห็นจ่างเยี่ยนมาก็อ้าปาก
เหมือนจะพูดอะไร แต่ก็กลืนลงไป
เขาเพียงคำนับและกล่าวว่า “องค์รัชทายาท เรื่องที่เกิดขึ้นก่อน
หน้านี้… แก้ไขได้หมดแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
จ่างเยี่ยนพยายามฝืนยิ้มแล้วพยักหน้าให้
“แก้ไขได้ก็ดี แก้ไขได้ก็ดีแล้ว” หัวหน้าขันทีอู๋พึมพำ “พระองค์ไม่
รู้หรอก แม้จะถึงเวลาที่ฮ่องเต้ควรบรรทม แต่พระองค์ก็ไม่ยอมหลับตา
พลิกตัวไปมาด้วยความกังวล ทั้ง ๆ ที่การนอนหลับจะช่วยบรรเทา
อาการได้ แต่กลับไอมาจนถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าองค์ชายใหญ่…”
เขารู้ตัวว่าพูดผิด จึงรีบเปลี่ยนคำพูดว่า “ไม่รู้ว่าพิธีแต่งตั้งองค์
รัชทายาทดำเนินไปถึงไหนแล้ว”
แน่นอนว่าความรักและความเอ็นดูนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ความ
ห่วงใยก็ไม่มีวันลดน้อยลงไป
จ่างเยี่ยนยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าให้หัวหน้าขันทีอู๋เปิดประตู
ท่ามกลางเสียงไอที่ดังขึ้นเป็นระยะ เขาเดินไปยืนหน้าเตียงมังกร
ชายที่เคยแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ในตอนนี้กลับผอมซูบจนแก้ม
ตอบ ดวงตาลึกโบ๋ ริมฝีปากซีดเซียว
เมื่อรู้สึกถึงเสียงฝีเท้า ก็ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะค่อยๆ ลืมตา
ขึ้นมาได้ แล้วถามด้วยเสียงแหบแห้ง “มาแล้วหรือ… เป็นอย่างไร
บ้าง… ทุกอย่างราบรื่นดีหรือไม่… ทุกคนสบายดีหรือไม่”
แม้ไม่มีประธานในประโยค แต่จ่างเยี่ยนก็รู้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลัง
ถามถึงใคร
ในใจของเขาพลันเกิดความเศร้าขึ้นมาอย่างน่าประหลาด จึง
ตอบกลับไปโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย “ไม่ดีเลย แย่มากทีเดียว”