พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 498 ฮ่องเต้ตกอยู่ในอันตราย
ชายบนเตียงนิ่งไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาที่เคยเหนื่อยล้ากลับ
แข็งทื่อ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นการอดกลั้น ก่อนจะกลับมาเหนื่อยล้าอีก
ครั้ง
จ่างเยี่ยนไม่รู้ว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น อีกฝ่ายอารมณ์ขึ้นลงมาก
เพียงใด ได้ยินแค่เสียงของเขาแหบพร่ามากขึ้น “แย่มากแค่ไหน?”
ดังนั้นคำพูดตรงไปตรงมาที่เตรียมไว้จึงติดอยู่ในลำคอ
ความผูกพันเล็กน้อยระหว่างพ่อลูกก็สามารถเปลี่ยนเป็นความ
ใส่ใจเล็กน้อยได้เช่นกัน หายไปในยามโกรธ และปรากฏขึ้นในยามที่
ไม่อาจทนได้
ภาพของแม่ลูกจวีกุ้ยเฟยที่นอนนิ่งผุดขึ้นมาในความคิด จ่างเยี่ย
นขยับริมฝีปากเล็กน้อย “เจอ… เจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน”
“อืม” ฮ่องเต้ไม่ได้พูดอะไร
เขายังคงนอนอยู่บนเตียง แต่ราวกับรับรู้ถึงลางสังหรณ์ ดวงตา
ขุ่นมัวพลันเคลือบไปด้วยหยาดน ้าตาที่กำลังจะไหลแต่ก็ฝืนไม่ให้มัน
หยดลงมา
เขาหายใจเข้าลึก ๆ มือที่ผอมแห้งเหมือนท่อนไม้เกาะขอบเตียง
พยายามยกขึ้นเบาๆ หลายครั้ง แต่ก็ตกลงกลับมาอย่างแรง
“พูดมาเถอะ พูดมา” เขาพูดเสียงเบา “ยังไงข้าก็มีสิทธิ์จะรู้”
จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ข้ามผ่านลมพายุมาแล้วมากมาย
จ่างเยี่ยนไม่อาจปิดบังได้อีกจึงกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “เสด็จพี่
ใหญ่ถูกจวีกุ้ยเฟยทำร้ายโดยไม่ตั้งใจ ดาบเปื้อนพิษระกำรุนแรง ไม่
สามารถช่วยชีวิตไว้ได้”
“จวีกุ้ยเฟยรู้สึกเสียใจและปวดใจ นางจึงได้จบชีวิตตนเองใน
ตำหนักเฉียนชิงแล้ว”
ไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ เป็นเพียงการบรรยายความจริงที่มาจาก
ความจงรักภักดีขององค์รัชทายาทที่มีต่อฮ่องเต้
จ่างเยี่ยนหลับตาลง ภาพมากมายผ่านเข้ามาในความคิด
มีทั้งภาพที่ฮ่องเต้ตำหนิและโกรธเกรี้ยว มีภาพที่ผู้บริสุทธิ์ถูกดึง
เข้ามาเกี่ยวข้อง และภาพของการร ่าไห้ด้วยความเจ็บปวด
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือ โลกกลับเงียบสงบ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็เห็นเพียงหยาดน ้าตาที่ไหลจากหางตา
ของชายคนนั้น ไหลลงมาบนปลอกหมอนสีเหลืองสด แล้วหายไป
อย่างไร้ร่องรอย
“อืม ข้ารู้แล้ว” เขาตอบอย่างเหม่อลอย “เจ้าออกไปเถอะ จัดการ
จวนรัชทายาทให้ดี ทำเพื่อความผาสุกของประชาชน”
จ่างเยี่ยนถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรู้สึกตัวและแสดงความ
สับสนของเด็กหนุ่มออกมา
“ไปเถอะ ลูกข้า” ฮ่องเต้ยังคงสงบนิ่ง “ไปสร้างความยิ่งใหญ่ ไป
ทำในสิ่งที่เจ้าควรทำ”
ไม่มีการตำหนิ ไม่มีอะไรที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องพัวพัน
เขาไม่ได้ฆ่าป๋อเหริน แต่ป๋อเหรินกลับตายเพราะเขา
จู้จ่างหงจากไปในการเปลี่ยนแปลงอำนาจของราชวงศ์ คนที่ควร
จะโกรธที่สุดคงเป็นฮ่องเต้ แต่เมื่อคิดดูแล้ว คนที่ไม่ควรโกรธที่สุดก็
น่าจะเป็นเขาด้วย
เพราะอำนาจนี้ เขาเป็นคนมอบมันให้กับจ่างเยี่ยนเอง
บางทีในขณะที่ตัดสินใจจะแต่งตั้งรัชทายาท เขาอาจจะคาดเดา
ถึงจุดจบของลูก ๆ ไว้แล้ว เพียงแต่ก่อนจะถึงจุดนั้นก็ยังคงมีความหวัง
เหลืออยู่บ้าง
เขาหวังว่าพวกเขาจะเติบโตอย่างปลอดภัยแล้วออกจากเมือง
หลวง หวังว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในเขตปกครองของ
ตัวเอง หวังว่าพวกเขาจะไม่เกิดความทะเยอทะยานที่ไร้ความหวัง
แต่ความจริงมักจะโหดร้ายเสมอ
เหมือนเมื่อครั้งที่เขาแย่งชิงอำนาจกับพี่น้อง พี่ชายที่โหดเหี้ยมก็
ใช้วิธีการต่าง ๆ แม้กระทั่งการใส่ร้าย จนสุดท้ายก็พากันพ่ายแพ้ไป
เหลือเพียงเขาที่เป็นคนอ่อนแอ
เหล่าองค์ชายมักจะปรารถนาในตำแหน่งที่ไขว่คว้าได้โดยง่าย
ผสมกับความไม่พอใจและความโกรธแค้นที่สั่งสมมา ย่อมกระตุ้นให้
เกิดความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่สุด
สุดท้ายแล้วคนที่เหลืออยู่ข้างกายฮ่องเต้ก็เป็นเพียงบรรดาพี่ชาย
ร่วมสายและหลานของพี่ชายเท่านั้น
เขาไม่สามารถเรียกร้องให้เหล่าบุตรชายไม่แย่งชิงกันได้
เหมือนกับที่บิดาผู้กล้าหาญของเขา ไม่สามารถห้ามปรามพี่ชาย
ไม่ให้เข่นฆ่ากันเองได้
“ตายก็ตายไป คนที่กล้าแย่งชิงก็ต้องกล้าตาย” เสียงทุ้มลึกของ
อดีตฮ่องเต้ยังคงดังก้องอยู่ในหู
ฮ่องเต้ก็เตือนตัวเองเช่นกัน กระทั่งไม่กล้าจะตำหนิจ่างเยี่ยนด้วย
ซ ้า
แต่เมื่อตำหนักเฉียนชิงกลับสู่ความเงียบสงบ ความรักนับร้อยก็
หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจ ความผูกพันในอดีต นับจากเสียงร้องไห้ตอน
แรกเกิดของทารก จนถึงการขี่ม้า และเรียกเขาว่า “เสด็จพ่อ”
จากการรู้จักกันตั้งแต่วัยไร้เดียงสา จนถึงความรักที่อยู่ด้วยกัน
มาตลอดยี่สิบปี
ความเจ็บปวดรุนแรงพลุ่งพล่านขึ้นในใจ เขากระอักเลือดออกมา
เป็นจำนวนมาก
มีบางสิ่งบางอย่างถูกดึงออกจากร่างกาย เป็นชีวิตหรือ หรือว่า
เป็นพลังใจอันเข้มแข็ง
สีแดงเข้มข้นแผ่ซึมไปบนสีเหลืองสด เหมือนดังเช่นหญิงสาวร่า
เริงคนนั้นในอดีตที่มาพบเขา ผู้ที่ไม่ชอบการแย่งชิง และแบ่งปันให้
อย่างเปิดเผยท่ามกลางฝูงชน “เอ้า ท่านก็มีด้วย”
เขายกมุมปากขึ้นแล้วก็สลบไป
ในความพร่าเลือนมีใครบางคนวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก
คือขันทีคนสนิทที่อยู่ด้วยกันมานานหลายปี และลูกของเขาที่กำลังจะ
สืบทอดบัลลังก์… ลูกของข้า
“ฝังเข็ม!”
“โสมล่ะ เอาโสมมา!”
“รีบไปต้มยา!”
“เช็ดคราบเลือดเร็วเข้า…”
ทั้งตำหนักเฉียนชิงวุ่นวายไปหมด ทุกคนในสำนักหมอหลวงมา
รวมตัวกันที่นี่ หมอผู้อาวุโสที่สุดรับผิดชอบฝังเข็ม ส่วนคนที่อายุน้อย
กว่าคอยเป็นลูกมือ แม้จะเมื่อยล้าจนแขนขาชาก็ไม่กล้าส่งเสียงบ่น
จ่างเยี่ยนกับจู้จ่างอิ๋นยืนอยู่ข้างเตียง บรรดาพระสนมรออยู่ใน
ห้องโถงด้านข้าง เจียงเซิงกับพี่น้องก็ไม่ได้ไปไหนไกล
เกิดความวุ่นวายในวังได้ไม่นาน ฮ่องเต้ก็กระอักเลือด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้ผู้คนเหนื่อยใจ แต่เมื่อคิดดูแล้ว
ก็อยู่ในความคาดหมาย
“ร่างกายของพระองค์ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว” จู้จ่างอิ๋นกล่าวเบา ๆ
“คราวนี้กระอักเลือดออกมา กลัวว่า…”
เขาไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่ทุกคนก็เข้าใจดี
ฮ่องเต้คงเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
“เขาไม่ได้ตำหนิข้า ไม่ได้อาละวาด” จ่างเยี่ยนรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง
“ข้าควรจะสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่แรก”
“ถึงสังเกตเห็นก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องนี้เกินกว่าที่พวกเราจะ
ควบคุมได้แล้ว” จู้จ่างอิ๋นปลอบใจน้องชาย
จู้จ่างหงเอาความรักจากบิดาไปมากเกินไป สิ่งที่เหลือให้พวกเขา
นั้นมีน้อยมาก
แต่ถึงจะน้อย มันก็คือความรักจากพ่อ
หากฮ่องเต้จากไปจริง ๆ พวกเขาก็จะไม่มีบิดาอีกต่อไป
สองพี่น้องรู้สึกเช่นเดียวกัน จ้องมองความวุ่นวายของคนใน
สำนักหมอหลวง มองเข็มเงินนับไม่ถ้วนที่ฝังลงไป หัวใจยังคงแขวน
ค้างอยู่บนลำคอตลอดเวลา
ในที่สุด หมอหลวงเฒ่าก็ถอนเข็มเงินทั้งหมดออก เช็ดเหงื่อแล้ว
พูดว่า “ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว แค่ต้องดูว่าอาการจะไม่แย่ลงไปอีก”
คนทั้งตำหนักเฉียนชิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก หัวหน้า
ขันทีอู๋ทรุดตัวลงข้างเตียง สะอื้นไห้ “ฝ่าบาท ฝ่าบาทจะทิ้งกระหม่อม
ไปไม่ได้นะ ต้องอดทนนะพ่ะย่ะค่ะ”
ใครเล่าจะรู้ได้แน่ชัด เหล่าหมอหลวงยังคงเช็ดเหงื่อ ถกเถียงกัน
ว่าจะฝังเข็มและใช้ยาอย่างไร
จ่างเยี่ยนในฐานะรัชทายาท ได้รับการมอบหมายให้รับผิดชอบ
ทุกเรื่องโดยไม่มีข้อสงสัย
จู้จ่างอิ๋นตบไหล่ของเขาเบา ๆ “ลำบากเจ้าแล้วนะ”
ก่อนหน้านี้องค์รัชทายาทเป็นแค่ผู้สำเร็จราชการครึ่งหนึ่ง เวลามี
เรื่องสำคัญก็ต้องรายงาน แต่เมื่อฮ่องเต้สลบไปเช่นนี้ อำนาจใน
ราชการก็ตกเป็นของจวนรัชทายาทอย่างสมบูรณ์
บรรดาขุนนางที่ผ่านประสบการณ์มามากมายถึงกับเสนอให้รีบ
ตัดฉลองพระองค์มังกรเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นครองราชย์
ด้วยซ ้า
จ่างเยี่ยนรู้สึกไม่ชอบใจ แต่ก็ตอบตกลง
เขาเห็นฮ่องเต้รักษาจนเสร็จ ส่งคนจากสำนักหมอหลวงออกไป
เหลือเพียงซุนซือจี้ที่เฝ้าอยู่หน้าเตียง หลังจากนั้นก็ให้หัวหน้าขันทีอู๋
ไปพักผ่อน แล้วค่อย ๆ ปิดประตูตำหนักเฉียนชิงลง
จู้จ่างอิ๋นมีธุระจึงต้องกลับจวนก่อน เมื่อเหล่าสนมรู้ว่าฮ่องเต้ยังไม่
ตายก็พากันจากไป เหลือเพียงความเงียบเหงาภายในตำหนัก
จ่างเยี่ยนถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว พอหันกลับไปก็เห็นเงาร่างของ
คนห้าคนที่ยืนเรียงแถวอยู่ใต้ชายคาของตำหนักด้านข้าง