พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 499 ทรยศ
“พี่ห้า” เจียงเซิงเอามือไพล่หลัง ดูเหมือนอยากจะยิ้ม แต่เมื่อ
ตระหนักว่ามันไม่เหมาะสมจึงกลับมาทำสีหน้าจริงจัง “พวกเราอยู่ที่นี่
กันหมดแล้ว”
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” เจิ้งหรูเชียนมองสำรวจเขา “ยังดูดีอยู่
ไม่ได้ถูกกดดันจนพังทลาย แข็งแกร่งยิ่งกว่าลาที่บ้านเราเสียอีก”
“เจ้าห้าอย่ากลัวไป พี่สามกลับมาปกป้องเจ้าแล้ว” ฟางเหิงยังคง
พูดตรงไปตรงมาเช่นเคย “ถ้าใครรังแกเจ้า ข้าจะต่อยมัน”
เวินจืออวิ่นพยักหน้าอย่างบ้าคลั่งอยู่ข้าง ๆ
แม้ว่าพวกเขาจะแย่งชิงอำนาจ ร่วมมือกับคนตระกูลใหญ่ และ
ก่อตั้งจวนรัชทายาท แต่การพยายามแบกรับท้องฟ้านี้ไว้ กับการ
จำเป็นต้องแบกรับภาระนี้มันแตกต่างกัน
ไม่ว่าจ่างเยี่ยนจะวางแผนอย่างรอบคอบเพียงใด เขาก็ยังคงเป็น
เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีเท่านั้น
“เจ้าห้า” สวี่โม่ที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น “ตอนนี้จวนรัชทายาทยัง
อ่อนแออยู่ ขุนนางก็มีอายุน้อย ถ้ามีเรื่องที่ไม่แน่ใจ ให้ปรึกษา
เสนาบดีกรมต่างๆ และท่านราชเลขาธิการซุนก็คงกำลังเตรียมตัวที่จะ
เกษียณแล้ว”
พูดให้ถูกต้องคือราชเลขาธิการซุนควรจะเกษียณไปนานแล้ว
แต่ด้วยคำขอของฮ่องเต้ เขาจึงยึดตำแหน่งราชเลขาธิการไว้
เพื่อหลีกเลี่ยงคนตระกูลใหญ่ที่อาจมีอำนาจมากเกินไป
ตอนนี้เมื่อรัชทายาทว่าราชการแทน ราชเลขาธิการคนใหม่ก็จะ
ถือกำเนิดขึ้นมา
อาจจะเป็นคนตระกูลเจียงหรือคนตระกูลโต้ว แต่จะไม่มีคนจาก
ตระกูลที่สามแน่นอน
คำปลอบโยนของสวี่โม่ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนน้องชายน้องสาว
แต่ก็ใช้ได้ผล ด้วยการสนับสนุนของคนตระกูลใหญ่เหล่านี้ และการ
ชี้แนะของราชเลขาธิการที่ไว้ใจได้ เส้นทางข้างหน้าของจวนรัช
ทายาทคงไม่ยากลำบาก
แต่พวกเขาทั้งหมดไม่รู้
สำหรับจ่างเยี่ยนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่พวกเขาทุกคนอยู่
พร้อมหน้ากัน
ความกังวลเมื่อเกือบจะสูญเสียบิดา ความสับสนเมื่อค้นพบความ
รักจากบิดา รวมถึงความตื่นเต้นที่กำลังจะได้ปกครองแผ่นดิน
ทั้งหมดนี้มลายหายไปทันทีที่ได้เห็นพี่ชายและน้องสาว
คนเราอาจจะอ่อนแอได้ แต่เมื่อมีสิ่งที่ต้องการจะปกป้อง คนคน
นั้นก็จะกล้าหาญและไม่หวาดกลัว
และสิ่งที่เขาอยากจะปกป้อง คือพี่ชายและน้องสาวของเขา
“ใจคนเรากว้างใหญ่ได้ ใส่ได้ทั้งแผ่นดิน”
“ใจคนเราเล็กได้ ใส่ได้แค่ห้าคน”
“คนห้าคนนี้ คือโลกของข้า”
จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ นำพี่น้องทั้งห้าคนออกจากตำหนักเฉีย
นชิง
เรื่องวุ่นวายในวังสงบลงอย่างสมบูรณ์ กองทัพชายแดนหลังจาก
พักผ่อนชั่วครู่ ก็ต่างแยกย้ายไปประจำการตามตำแหน่งของทหาร
รักษาเมือง กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมของเมืองหลวง
ทหารองครักษ์ก็กลับมาเป็นระเบียบเรียบร้อย เปลี่ยนเวรยามตาม
เวลาที่กำหนด
คนของจวนรัชทายาทก็ได้รับมอบหมายงานและทำหน้าที่ของ
ตัวเอง
แต่ดูเหมือนจะมีบางคนขาดหายไป
จ่างเยี่ยนครุ่นคิดไปมา จึงนึกขึ้นได้ว่าผู้ติดตามทั้งแปดไม่อยู่
แม้แต่พี่น้องตระกูลเจียงก็หายไปด้วย
“พวกเขาไปตามจับกบฏแล้ว” ฟางเหิงรายงาน “เมื่อคำนวณดู
กองทัพห้าหมื่นนายคงกำลังจะไปถึงนอกเมืองแล้ว ถ้าเข้าโจมตีสอง
ทางก็จะจับกุมได้ง่ายขึ้น”
เขาลังเลเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ตอนที่องค์ชายรองจากไป ท่าทาง
ตอนที่พูดออกมานั้น สรุปแล้วมันใช่คำว่าชายแดนจริงหรือ เช่นนั้น
เขาจะพูดคำนี้ทำไมเล่า?”
ทำไม? แค่จับมาสอบถามก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ
จ่างเยี่ยนไม่ลังเลแม้แต่น้อย พาพี่น้องรวมถึงซุนเสี่ยวเซิงและที่
ปรึกษาที่เก่งกาจอีกหลายคนจากจวนรัชทายาท ตรงดิ่งไปยังประตู
ใหญ่ของวังหลวง
การเผชิญหน้าเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนยังคงชัดเจนอยู่ในความทรง
จำ พริบตาเดียวทุกอย่างก็กลับมาสงบ
ร้านค้าเปิดประตูขายของ พ่อค้าถังหูลู่เดินไปมาตามท้องถนน
ชาวเมืองที่ถือของเดินไปมา สร้างภาพที่แสดงถึงความรุ่งเรืองและ
คึกคัก
จนกระทั่งเสียงม้าทั้งหลายที่วิ่งอย่างบ้าคลั่งมาทำลายความเงียบ
สงบนี้
กฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋มีข้อกำหนดว่า ห้ามขี่ม้าบนถนน
นอกจากจะมีรายงานด่วนทางทหาร แต่วันนี้เกิดเหตุวุ่นวายในวัง มี
เหตุฉุกเฉิน พวกชาวบ้านเห็นจนชินตา จึงต่างหลีกทางให้ทันที
เจียงเฉิงเยวี่ยนขี่ม้าสีขาวตัวใหญ่ บังคับม้าให้ช้าลงเมื่อใกล้ถึง
ประตูวัง ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้าวิ่งมาหา “ทูลองค์รัชทายาท
กองทัพห้าหมื่นนายมาถึงนอกเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“สามารถสกัด…องค์ชายรองกับฟางหยวนไว้ได้หรือไม่” จ่าง
เยี่ยนหยุดไปชั่วครู่ ยังคงไม่อยากใช้คำว่า “กบฏ”
เจียงเฉิงเยวี่ยนลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าและส่ายหน้า
“มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ” จ่างเยี่ยนอนุญาต
เจียงเฉิงเยวี่ยนสูดหายใจเข้าลึก ๆ “กองทัพห้าหมื่นนายเดินทาง
ไปช้า ๆ พยายามใช้การสำรวจค้นหา จนพบร่องรอยขององค์ชาย
รองและฟางหยวนในหมู่บ้านที่อยู่ระหว่างเมืองหลวงกับแคว้นสู่ แต่
ก่อนที่กองทัพใหญ่จะไปถึง พวกเขาก็ถูกคนพาตัวไปแล้ว”
“ตามที่แม่ทัพหลงหูของกองทัพเมืองหลวงเล่ามา บริเวณนั้นมี
รอยเท้าของม้าชัดเจนมาก และ… รอยเท้าม้าก็กว้างมาก ระยะห่าง
ระหว่างกีบเท้าก็มาก เป็นลักษณะของม้าที่มาจากทุ่งหญ้า”
ทุ่งหญ้าอยู่ทางเหนือ ทางเหนือเป็นที่อยู่ของชนเผ่าต๋าลู่
ไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพเจียง หรือขุนพลฟาง พวกเขาก็ต่อสู้มาหลาย
ปีเพื่อขับไล่พวกชนเผ่าต๋าลู่และปกป้องชายแดน
แต่ตอนนี้ ศัตรูได้พาตัวองค์ชายรองแห่งราชวงศ์ต้าอวี๋ไปเสียแล้ว
จ่างเยี่ยนรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก
ไปชั่วขณะหนึ่ง
ตั้งแต่ที่เขาอ่านปากของจู้จ่างอวี้ออก ความรู้สึกไม่ดีก็ผุดขึ้นมา
ในใจ แต่เขาก็ยังคงมีความหวังอยู่บ้าง หวังว่าเสด็จพี่รองจะไม่ทำเรื่อง
โง่เขลา
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เขายอมให้ทหารก่อความวุ่นวายภายใน
ดีกว่าให้จู้จ่างอวี้ร่วมมือกับศัตรูและทรยศบ้านเมือง
อีกฝ่ายคือศัตรูเชียวนะ
ศัตรูที่ต่อสู้กันมาหลายปี เพียงเพราะอำนาจในราชสำนัก เพียง
เพื่อจะเอาชนะ กลับกลายเป็นพันธมิตรกันอย่างน่าประหลาดใจ
กระทั่งยอมบุกเข้ามาในเขตตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อรับตัวจู้จ่างอวี้
“พวกเขา…พวกเขาเข่นฆ่า เผาทำลาย ปล้นสะดม และลักพาตัว
สตรีและเด็กของต้าอวี๋ไปมากมาย” จ่างเยี่ยนหลับตาลง
ผู้ที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน ย่อมมีจิตใจที่แตกต่าง
เป็นเหตุผลที่เรียบง่ายมาก จู้จ่างอวี้ไม่มีทางไม่เข้าใจ เขาถูก
ความกระหายในชัยชนะบดบังสายตาไปแล้ว เขาถูกอำนาจใน
ราชวงศ์ปิดกั้นการรับรู้ทั้งหมดไปเสียแล้ว
“บางที บางที…” มีคนพึมพำ พยายามพูดเพื่อองค์ชายรอง
แต่ครึ่งวันก็พูดอะไรไม่ออก
ไม่ว่าจะคับแค้นใจแค่ไหนก็ไม่ควรทรยศประเทศชาติ
เมื่อทรยศพี่น้องร่วมชาติแล้ว คนคนนั้นก็จะถูกลบล้างเกียรติยศ
ในอดีต ถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังสาปแช่ง
“เขายังบอกข้าเรื่องชายแดน” จ่างเยี่ยนลืมตาขึ้น ม่านตาขยาย
กว้างทันที “สถานการณ์ที่ชายแดนช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“มีการสู้รบกันไปมา สามารถใช้การปลอมตัวโจมตีชนเผ่าต๋าลู่
ได้หลายครั้ง” ฟางเหิงประสานมือรายงาน “หากดำเนินการเช่นนี้
ต่อไปได้ ภายในสิบปีจะต้องปราบชนเผ่าต๋าลู่ได้แน่นอน”
“ไม่ ไม่ใช่เรื่องนี้” จ่างเยี่ยนส่ายหน้า “ตอนนี้เป็นฤดูร้อน ชน
เผ่าต๋าลู่ต้องกลับไปเลี้ยงวัวเลี้ยงแกะในทุ่งหญ้า ทหารชายแดนก็ต้อง
พักผ่อน แต่จู้จ่างอวี้ไปแล้ว เขาต้องหาทางแสดงความภักดีถึงจะทำ
ให้พวกชนเผ่าต๋าลู่ยอมรับเขา”
อะไรจะทำให้ชนเผ่าต๋าลู่เชื่อใจเขาได้เท่ากับเลือดเนื้อของ
ทหารต้าอวี๋
หลายปีมานี้ ชายแดนอยู่ภายใต้การดูแลของแม่ทัพเจียง แต่เขา
อายุมากแล้ว จึงกำลังมุ่งเน้นฝึกฝนเจียงเฉิงเยวี่ยนและฟางเหิงอย่าง
จริงจัง
แม้แต่การกลับมาช่วยเมืองหลวงแบบนี้ ก็ยังยกความดี
ความชอบให้กับคนรุ่นหลัง
ดังนั้นที่ชายแดนจึงเหลือเพียงท่านแม่ทัพที่มีโรคภัยไข้เจ็บ
มากมาย ให้ต้องเผชิญหน้ากับการวางแผนของจู้จ่างอวี้และชน
เผ่าต๋าลู่อย่างไม่ทันตั้งตัว
ชีวิตของเขา ศีรษะของเขา จะกลายเป็นเหตุผลให้พวกชนเผ่าต๋า
ลู่ได้เฉลิมฉลอง
“ไม่นะ ท่านพ่อ” น ้าตาของเจียงเซิงพลันร่วงหล่นทันที