พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 500 สิ่งของที่สูญหาย
เจ็ดปีแห่งความโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่ง จนกระทั่งได้ย้ายมาอยู่ที่
เมืองหลวง ชีวิตของนางจึงได้มีบิดาและท่านย่าอีกครั้ง
เจียงเซิงไม่ใช่คนโลภมาก นางพอใจในสิ่งที่ตนมีเสมอ แต่
สำหรับความรักในครอบครัว นางไม่อาจปล่อยมือหรือลืมมันไปจาก
ความทรงจำได้ง่าย ๆ
ในโลกนี้ นอกจากพี่ชายทั้งห้าคนแล้ว สิ่งที่นางอยากจะยึดมั่นไว้
ให้แน่นก็มีเพียงท่านพ่อและท่านย่าเท่านั้น
นางไม่อาจยอมรับการสูญเสียใครคนใดคนหนึ่งไปได้
“ไม่ ไม่เอา” เด็กสาวส่ายหน้า น ้าตาพร่างพรม
ทั่วทั้งหน้าประตูวังหลวงเงียบงัน ทุกคนนิ่งเงียบไม่กล้าพูดอะไร
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่รู้สึกปวดใจ ตะโกนเสียงดัง “เจ้าห้า เจ้าพูด
แบบนี้ไม่ได้ แม่ทัพเจียงออกรบมาหลายสิบปี เขาจะมาตายง่าย ๆ
ด้วยน ้ามือพวกชนเผ่าต๋าลู่ตัวเล็ก ๆ ได้อย่างไร”
“ใช่ ๆ” เจียงซานรีบพูดเสริม “ปีนี้คุณหนูเพิ่งจะอายุสิบสาม แม่
ทัพเจียงก็อายุยังไม่มาก เขายังหนุ่มแน่นอยู่เลย”
เจียงซื่อที่อยู่ข้าง ๆ สะกิดเขา แล้วชำเลืองมองไปทางเจียงเฉิง
เยวี่ยนที่มีสีหน้าเคร่งเครียด “เขาคนนั้นอายุสิบเก้าแล้ว”
ปีนี้แม่ทัพเจียงอายุสี่สิบปีพอดี การออกรบมาหลายปีทำให้
ร่างกายของเขามีแต่บาดแผล ดูเหนื่อยล้ากว่าคนในวัยเดียวกันจริง ๆ
เจียงซานปิดปาก มองเจียงเซิงที่น ้าตาไหลลงมากขึ้นเรื่อย ๆ เขา
เริ่มตื่นตระหนก
ระยะห่างระหว่างนางกับบิดาไกลเหลือเกิน ไกลจนนางไม่
สามารถทำอะไรได้เลย
ความรู้สึกไร้พลังหนักหน่วงปกคลุมทั่วร่าง ความสิ้นหวังจากการ
สูญเสียเข้าครอบงำนาง
ขณะที่หัวใจของทุกคนกำลังเต้นรัว ในที่สุดเจียงเฉิงเยวี่ยนก็
รวบรวมความกล้า เดินไปหาน้องสาวแล้วพูดเสียงหนักแน่นว่า “ขิง
น้อย อย่าร้องไห้เลย ข้าจะกลับไปชายแดนเดี๋ยวนี้ ข้าจะไม่ยอมให้
ท่านพ่อได้รับอันตรายอะไร ข้าจะพาท่านกลับมาอย่างปลอดภัย”
“เชื่อข้าสักครั้งเถอะ ได้หรือไม่ แค่ครั้งเดียว”
เขาอายุสิบเก้าปีแล้ว การฝึกฝนที่ชายแดนทำให้เขาสูญเสีย
ผิวพรรณที่ขาวสะอาดของคุณชาย ปลายนิ้วหยาบกร้านแห้งแตกมี
รอยเลือด ไม่ได้หล่อเหลาเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ทำให้รู้สึกสบายใจ
อย่างน่าประหลาด
เจียงเซิงหยุดร้องไห้ มองพี่ชายร่วมสายเลือดของตนเองอย่าง
เหม่อลอย
“เจ้าอย่า อย่าร้องไห้นะ” เจียงเฉิงเยวี่ยนเหมือนจะยื่นมือออกไป
เช็ดน ้าตาให้น้องสาว แต่พอนึกถึงเรื่องไม่ดีที่ผ่านมา เขาก็ดึงมือ
กลับไปข้างหลัง “ข้าจะไม่ยอมให้ท่านพ่อได้รับบาดเจ็บ จะไม่ยอมให้
ชนเผ่าต๋าลู่สมหวังเช่นกัน”
“เชื่อข้าสักครั้ง” เขาส่งสายตาเป็นสัญญาณ แล้วประสานมือให้
เจียงเฉิงเฟิง ราวกับจะมอบทั้งเมืองหลวงและน้องสาวให้ แล้วกระโดด
ขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว
ทหารชายแดนหลายร้อยคนที่มาด้วยกันก็เริ่มเคลื่อนไหวพร้อม
เพรียง เห็นได้ชัดว่าเป็นคนสนิทของเจียงเฉิงเยวี่ยน
เมื่อเห็นว่าคนกลุ่มนี้กำลังจะจากไป ฟางเหิงก็เพิ่งได้สติ “ช้า
ก่อน”
ตอนมาก็มาด้วยกัน ตอนไปก็ต้องไปด้วยกัน
แต่ก่อนจะไป ยังมีเรื่องที่ต้องพูดคุย
“องค์ชายรองไม่รู้เรื่องชายแดน ถึงจะไปพึ่งพาชนเผ่าต๋าลู่ ก็ไม่
น่าจะทำให้แม่ทัพเจียงมีอันตรายถึงชีวิตได้”
ฟางเหิงครุ่นคิด “ชนเผ่าต๋าลู่ต่อสู้กับพวกเรามาหลายปีจนรู้ทุก
อย่างแล้ว อีกฝ่ายจะเชื่อคำพูดขององค์ชายรองแล้ววางแผนทำร้าย
แม่ทัพเจียงได้อย่างไร”
คนต่างเผ่าย่อมมีจิตใจแตกต่าง
ราชวงศ์ต้าอวี๋กับชนเผ่าต๋าลู่ก็เช่นกัน
อันต๋าข่านคงไม่เชื่อใจองค์ชายของเมืองศัตรูได้ง่าย ๆ บางที
อาจจะสงสัยว่านี่เป็นการวางแผนของต้าอวี๋ด้วยซ ้า
“นอกจากว่า องค์ชายรองจะมีบางอย่างที่ทำให้ชนเผ่าต๋าลู่เชื่อ”
สวี่โม่พูดขึ้นด้วยแววตาที่มีความกังวล
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทันที
จ่างเยี่ยนไม่กล้าชักช้า รีบไปที่ห้องทรงอักษรอย่างรวดเร็ว ผ่าน
องครักษ์ที่คอยดูแลอย่างเข้มงวด หยิบกุญแจทองคำที่ใช้ควบคุมได้
เฉพาะผู้สำเร็จราชการ
ห้องหนังสือของคนตระกูลใหญ่ทั่วไปล้วนเก็บซ่อนความลับ
สำคัญไว้ นับประสาอะไรกับห้องทรงอักษรในวังหลวง
องครักษ์ที่รับคำสั่งจากฮ่องเต้เท่านั้นคอยดูแลอย่างเข้มงวด
รับรองได้ว่าแม้แต่แมลงวันก็บินเข้าไปไม่ได้
จ่างเยี่ยนกลั้นหายใจ หยิบแผนที่ป้องกันชายแดนออกมา เมื่อ
เห็นว่ามันยังไม่หายไป เรียวคิ้วก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้น
“องค์รัชทายาทไม่ควรดีใจหรือพ่ะย่ะค่ะที่แผนที่ป้องกันชายแดน
ไม่ได้ถูกองค์ชายรองขโมยไป” องครักษ์ที่อยู่ข้าง ๆ ไม่เข้าใจ
เขาส่ายหน้า “เสด็จพี่รองต้องการเข้าร่วมกับชนเผ่าต๋าลู่ก็
จำเป็นต้องแสดงความจริงใจบ้าง ถึงจะไม่ใช่แผนที่ป้องกันชายแดน
ในห้องทรงอักษร ก็ต้องเป็นของสำคัญอย่างอื่น”
แต่จะเป็นอะไรเล่า?
จ่างเยี่ยนไม่ได้ครุ่นคิดอยู่คนเดียว แต่ออกจากห้องทรงอักษรและ
ไปรวมตัวกับคนอื่น ๆ ที่อุทยานหลวง
“นอกจากแผนที่ป้องกันชายแดนแล้ว ยังมีอะไรที่จะทำให้อันต๋า
ข่านถือว่าได้รับของล ้าค่าอีก?” เขาถาม
ฟางเหิงกับเจียงเฉิงเยวี่ยนสบตา แล้วพูดออกมาพร้อมกันว่า
“แผนภาพกระบวนทัพ”
แผนที่ป้องกันชายแดนคือการจัดวางป้อมปราการเพื่อป้องกัน
ชนเผ่าต๋าลู่ หากถูกผู้อื่นล่วงรู้ ก็เหมือนกับเปิดเผยจุดอ่อนทั้งหมด
รอให้พวกชนเผ่าต๋าลู่มาฆ่าล้าง
ส่วนแผนภาพกระบวนทัพเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้มอบไว้ เป็นการ
จัดทัพเพื่อใช้คนน้อยต่อสู้กับคนมาก และใช้คนมากบดขยี้ศัตรู
ผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นอย่างแม่ทัพฟางยังคิดค้นกระบวน
ทัพใหม่ ๆ อีกมากมาย ซึ่งตอนนี้ฟางเหิงก็สอนให้กับทหารคนสนิท
ทำให้กระบวนทัพนี้ยิ่งรุ่งเรืองในแดนเหนือ
หากรั่วไหลออกไป ความพยายามหลายปีที่ผ่านมาก็จะสูญเปล่า
การจัดทัพใหม่ต้องเสียทั้งกำลังคนและทรัพยากร ซ ้าใน
สถานการณ์ที่ไม่อาจตั้งตัวยังทำให้สูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์อีกด้วย
เมื่อคิดถึงคนของฟางหยวนที่ติดตามองค์ชายรองไปด้วย ฟาง
เหิงก็กัดฟันกรอด “แผนภาพกระบวนทัพที่ท่านพ่อของข้าทิ้งไว้…
หรือว่าจะเป็นแผนภาพกระบวนทัพที่พ่อข้าทิ้งไว้จริง ๆ ?”
แผนที่ป้องกันชายแดนเป็นของราชสำนัก เมื่อแม่ทัพใหญ่
เสียชีวิตไปแล้วก็ต้องส่งมอบคืนไป
แต่แผนภาพกระบวนทัพที่คิดค้นขึ้นเองนั้น สามารถสืบทอดและ
เก็บรักษาได้ตลอดไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ในแผนภาพกระบวนทัพที่แม่ทัพฟางทิ้งไว้
ยังมีคำแนะนำจากความพยายามของเขาในการป้องกันชายแดนและ
แผนการในอนาคตอีกด้วย
เจ็ดปีผ่านไป แผนการเหล่านั้นก็ถูกนำไปใช้จริงมากกว่าครึ่ง
แผนภาพกระบวนทัพไม่ใช่แค่กระบวนทัพของตระกูลฟางอีก แต่
ยังเทียบเท่ากับแผนที่ป้องกันชายแดนครึ่งหนึ่ง
“ไม่ เป็นไปไม่ได้ คนจากบ้านรองไม่มีทางรู้ว่าสมบัติที่ท่านพ่อทิ้ง
ไว้อยู่ที่ไหน แม้แต่ข้าเองยังไม่รู้เลย” ฟางเหิงยังคงไม่ยอมเชื่อ
หากเรื่องนี้เป็นความจริง แม่ทัพฟางที่ตายไปแล้วก็ต้องถูกใส่ร้าย
ว่าเป็นคนทรยศ
“ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ไปตรวจสอบที่จวนตระกูลฟางก็จะรู้” จ่าง
เยี่ยนไม่ลังเล “ไปเถอะพี่สาม อย่าเสียเวลาเลย”
ใช่ พวกเขาไม่มีเวลาให้รีรอแล้ว
ฟางเหิงมองเจียงเซิงที่น ้าตาคลอเบ้า แล้วกระโดดขึ้นหลังม้า
เขาหนีออกจากเมืองหลวงมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขากลับมา
ยังจวนของตระกูลฟาง
ภาพความทรงจำในอดีตที่มารดาจูงมือเขาไว้ด้วยความหวัง
ยังคงปรากฏอยู่ในโสตประสาท แต่แล้วเพียงพริบตาก็กลายเป็นความ
เศร้าหมองและโดดเดี่ยวหลังจากการยึดทรัพย์
ตระกูลใหญ่ที่เคยมีแขกเหรื่อมากมาย กลับต้องเงียบเหงาเพราะ
การแย่งชิงกันภายใน
ฟางเหิงตาแดงก ่า รีบมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือของบิดา ค้นหา
อย่างละเอียดจนสุดท้ายก็เปิดห้องลับได้สำเร็จ
นี่เป็นห้องลับที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ เป็นสถานที่เก็บสมบัติ
ครึ่งหนึ่งของตระกูลฟาง ตอนนี้มันถูกรื้อค้นไปบ้าง ข้าวของวางไว้
อย่างไม่เป็นระเบียบ
เมื่อเดินเข้าไปข้างในก็เห็นกล่องไม้สีม่วงเข้ม มันถูกคนขวานผ่า
ออก จดหมายและซองจดหมายกระจายเกลื่อน
เขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ ข้อความเริ่มต้น
ด้วยประโยคว่า “ลูกรักของข้า อาเหิง” หรือไม่ก็ “ภรรยาของข้า ฝู
หลิว” เป็นจดหมายจากท่านแม่ทัพที่คิดถึงภรรยาและลูกในสนามรบ
ดวงตาของฟางเหิงแดงเรื่ออีกครั้ง เขานึกขึ้นได้ว่าตอนยังเด็ก
บิดาของเขาเคยชี้ไปที่กล่องใบนี้พลางหัวเราะดังลั่น “ข้างในนี้มีแต่
ของมีค่าของพ่อและสิ่งที่พ่อได้เรียนรู้จากการออกรบหลายปี ใน
อนาคตก็จะส่งต่อให้กับลูกหลานตระกูลฟาง อาเหิงน้อยต้องขยันมั่น
เพียร สืบทอดเจตจำนงของพ่อให้ได้ต่อไปเล่า”