พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 50 ถูกขับไล่ออกจากวัดร้าง
วัดนี้ไม่มีเจ้าของ เจียงเซิงจึงสามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้,kถึงสามปี
แต่นั่นเป็นตอนที่คนของทางการไม่ได้มายุ่งเกี่ยว ทันทีที่พวกเขา
ตัดสินใจบูรณะซ่อมแซมและบำรุงรักษาใหม่ วัดก็จะกลายเป็นของ
ราชวงศ์ต้าอวี๋
นายอำเภอเซี่ยหยางใช้วิธีการนี้เพื่อแก้แค้นเจียงเซิงและพี่ชาย
ของนางอย่างเปิดเผย ด้วยการรื้อบ้านของพวกนางทิ้ง
สวี่โม่หัวเราะด้วยความโกรธ
ส่วนเจียงเซิงร้องไห้เพราะแค้นใจ
นี่เป็นสถานที่เดียวที่นางอาศัยอยู่อย่างมั่นคงมาสามปี เป็น
สถานที่ที่ได้พบกับเหล่าพี่ชาย ทั้งยังมีความทรงจำอันน่าประทับใจ
เสียงหัวเราะและน ้าตามากมาย
แต่ตอนนี้ นางกำลังจะถูกขับไล่
เพราะที่นี่ไม่ใช่บ้านของนาง แต่เป็นวัดของทางการ
เจียงเซิงก้มลงเก็บฝูกนอนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ชามและตะเกียบที่
นำมาจากสำนักแพทย์ น ้าตานางไหลพรากราวกับเม็ดถั่ว
พี่ชายทุกคนต่างรู้สึกเจ็บปวดและโกรธแค้น
เจิ้งหรูเชียนโอบกอดน้องสาวไว้ทันที ตะโกนเสียงดังว่า “พี่รองจะ
ซื้อบ้านหลังใหม่ให้เจ้า พวกเราจะมีบ้านของตัวเอง”
“พี่สามก็จะปกป้องเจ้า จะไม่มีผู้ใดมาแตะต้องข้าวของของพวก
เราได้อีก” ฟางเหิงกำกระบอกแน่น แววตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม
เวินจืออวิ่นเช็ดน ้าตา และจับมือเจียงเซิง “พวกเรากลับไปพักที่
สำนักแพทย์เถอะ”
จ่างเยี่ยนมองด้วยสายตาเย็นยะเยือก เขาสบตากับสวี่โม่
ในช่วงเวลานี้ไม่มีเหตุผลไปโต้แย้ง การโวยวายจะยิ่งทำให้ตนเอง
เดือดร้อน
ทั้งสองต่างเข้าใจความหมายของกันและกัน จึงตัดสินใจถอย
ออกมาก่อน
โชคดีที่มีเกวียนลาสองเล่มจอดอยู่หน้าวัดร้าง มีพื้นที่มากพอจะ
ใส่ข้าวของที่พับเก็บอย่างดีได้
ด้วยเหตุนี้ ฟางเหิงและเจิ้งหรูเชียนจึงบังคับเกวียนลา พาข้าวของ
และคนทั้งหมดไปจากหมู่บ้านสิบลี้
ถึงแม้จะดูเหมือนว่าพวกเขาย้ายออกไปเอง แต่ชาวบ้านต่างรู้ว่า
เด็ก ๆ พวกนี้ถูกขับไล่ออกไปโดยคนของทางการ ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใด
กล้าออกมาส่ง
มีเพียงป้าจางเท่านั้นที่เดินโซเซตามมาถึงนอกหมู่บ้านและ
ตะโกนว่า “เจียงเซิงเอ๋ย เดินทางปลอดภัยนะ!”
เจียงเซิงนั่งอยู่บนเกวียนลา จ้องมองเงาร่างป้าจางเล็กลงเรื่อย ๆ
นางยังมองเห็นหมู่บ้านสิบลี้หายลับไปจากสายตาเช่นกัน
“เจียงเซิง อย่าเสียใจเลย” สวี่โม่ก้มหน้าปลอบนาง “อย่าร้องไห้
เถอะ ข้าอยากพาพวกเจ้าย้ายออกไปอยู่แล้ว”
จากวัดร้างถึงตัวอำเภอ การเดินทางแต่ละครั้งใช้เวลามากกว่า
หนึ่งชั่วยาม การเสียเวลาสองสามชั่วยามไปกับการเดินทางในแต่ละ
วันเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าอย่างชัดเจน
แต่เจียงเซิงชอบวัดร้าง พี่ชายทั้งหลายจึงยอมเสียสละเวลา
เหล่านั้นเพื่อนาง
ยามนี้นายอำเภอเซี่ยหยางสั่งให้คนมาไล่พวกเขาออกไป กลับ
กลายเป็นโอกาสในการย้ายบ้าน
“พี่ใหญ่” เวินจืออวิ่นซึ่งไม่ค่อยพูดเอ่ยเสียงเบา “พวกเรา
สามารถย้ายไปอยู่ในสำนักแพทย์ได้”
สวี่โม่กลับส่ายหน้า
ครั้งแรกที่พวกเขาไม่เลือกที่จะอยู่ในสำนักแพทย์ เป็นเพราะกลัว
ว่าเวินจืออวิ่นจะเศร้าเมื่อต้องเห็นสถานที่แห่งนั้น
แล้วตอนนี้จะกลับไปได้อย่างไร
สวี่โม่มองเจิ้งหรูเชียนแล้วเอ่ยช้า ๆ ว่า “บางทีพวกเราอาจไปตั้ง
รกรากอยู่ในอำเภอ เจ้าสองจะได้สะดวกขนส่งผักและข้าที่ต้องไป
สำนักศึกษา”
“พี่ใหญ่ตัดสินใจเถอะ” เจิ้งหรูเชียนเข้าใจความหมายของ
สายตาที่สวี่โม่มองตน “เงินในบ้านไม่ได้หามาด้วยคนคนเดียว ทุกคน
ต่างมีส่วนช่วยทั้งนั้น ย่อมต้องมีสิทธิ์ใช้ด้วย”
อีกทั้งสวี่โม่ที่เป็นถึงพี่ใหญ่ เขาในฐานะน้องชายก็ยินดีฟังเขา
ถึงแม้พวกเขาจะเป็นคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่
เพราะเจียงเซิง พวกเขาจึงได้พบกัน ตั้งแต่นั้นพวกเขาก็เป็นเหมือน
ญาติพี่น้องกันจริง ๆ
ระหว่างพี่น้องจะสิ่งใดต้องแบ่งแยกกันอีกเล่า
ขอบตาสวี่โม่แดงเรื่อเล็กน้อย จมูกรู้สึกแสบร้อนไปจนถึงลำคอ
เขาต้องมีบุญวาสนามากเพียงใด จึงพบเจอน้องชายน้องสาวที่ดี
และมีเหตุผลเช่นนี้
ทั้งที่เขามีส่วนร่วมน้อยที่สุด หาเงินได้น้อยที่สุด แต่กลับใช้จ่าย
เพื่อเล่าเรียนมากที่สุด ในก้นบึ้งของจิตใจสวี่โม่ยังรู้สึกผิดอยู่เสมอ
แต่ตอนนี้ จิตใจของสวี่โม่กลับหนักแน่นขึ้นมาทันที เขาไม่รู้สึก
ผิดอีกต่อไป แต่บอกกับตัวเองว่า ตอนนี้เขาได้รับการดูแลจาก
น้องชายน้องสาว ต่อไปเขาจะต้องเป็นที่พึ่งพาให้พวกเขา เป็นร่ม
ปกป้องพวกเขาจากลมฝน และแบกรับทุกสิ่งแทนพวกเขา
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ไปเช่าบ้านในอำเภอกันเถอะ” สวี่โม่
กล่าวด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว “ตอนนี้อำเภอเซี่ยหยางไม่ต้องการพวก
เรา แต่ในอนาคตจะต้อนรับ”
นี่คือคำสาบานและเป้าหมายที่เขามุ่งมั่น
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้า บังคับเกวียนลาตรงไปยังตัวอำเภอเซี่ย
หยาง
เมื่อเทียบกับความเรียบง่ายและยากจนในหมู่บ้านแล้ว
สภาพแวดล้อมในอำเภอร ่ารวยกว่ามาก การซื้อเนื้อหนึ่งชั่งยังแพง
กว่าในหมู่บ้านถึงสองเหวิน ราคาเช่าบ้านย่อมไม่ใช่ถูก ๆ แน่นอน
พวกเด็กๆ ต่างเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินก็ยังตกใจไม่น้อย
“ท่านหมายความว่า เรือนหลังนี้ต้องจ่ายค่าเช่าปีละสิบตำลึง
หรือ” เจิ้งหรูเชียนประหลาดใจนัก “เงินสิบตำลึงข้าสามารถสร้างเรือน
หลังหนึ่งในหมู่บ้านได้แล้ว”
นายหน้านึกดูแคลน “เจ้าลองไปสร้างมันในอำเภอดูสิ ไม่ต้องพูด
ถึงเรือนขนาดใหญ่เช่นนี้ กระทั่งตรอกเล็ก ๆ ที่ถูกที่สุดฝั่งตะวันตก
ของอำเภอก็ยังต้องใช้เงินยี่สิบตำลึงเพื่อสร้างห้องหนึ่งห้อง”
เจิ้งหรูเชียนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
“จะเอาหรือไม่เอา นี่เป็นเรือนหลังนี้ที่หาได้ยากนะ มีถึงสี่ห้อง
หากเจ้าคิดว่าแพงเกินไป ข้าก็จะหาห้องเดี่ยวให้ ราคาเพียงสองตำลึง
ต่อปี” นายหน้าชี้ไปยังทางตะวันตกของอำเภอ
ผู้คนแบ่งแยกตามฐานะ ในอำเภอก็แบ่งเป็นรวยและจน
ทางตะวันออกของอำเภอเซี่ยหยาง ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่ของผู้ที่
ร ่ารวย ถนนหนทางเจริญรุ่งเรือง ส่วนฝั่งตะวันตกนั้นค่อนข้างเงียบ
สงบและเรียบง่ายกว่าเล็กน้อย
เจิ้งหรูเชียนเลือกตำแหน่งในกลางอำเภอ เพราะจุดนี้สะดวก
ให้สวี่โม่ไปสำนักศึกษา และเขาสามารถไปส่งผักที่ร้านเรือนโยว
หรานได้ง่าย
แต่น่าเสียดายที่ราคาแพงเกินไป
เจิ้งหรูเชียนต่อรองกับนายหน้าไปมาหลายรอบ ในที่สุดก็ลด
ราคาลงมาสองตำลึง
หลังจ่ายค่าเช่าหนึ่งปีและวางมัดจำอีกสองตำลึง พร้อมทั้งลงนาม
ประทับตราแล้ว เรือนสี่ห้องนี้ก็เป็นของพวกเขา
“ไม่คิดว่าจะต้องจ่ายเงินถึงสิบตำลึง” เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจ
พลางผลักประตูเรือนเข้าไป
ประตูไม้ค่อย ๆ เปิดออก ปรากฏตัวเรือนตั้งตระหง่านอย่างเงียบ
สงบ ต้นเหมยอยู่ในลานและมีบ่อน ้าอยู่ใต้ต้นไม้ ราวกับเป็นภาพวาด
ที่เปิดเผยสู่สายตา
หากกล่าวว่าบ้านในหมู่บ้านนั้นเรียบง่าย ใช้งานได้จริง แต่ไม่
สวยงามนัก
เรือนหลังเล็กในอำเภอนี้กลับสง่างาม เงียบสงบ และเต็มไปด้วย
กลิ่นอายของนักปราชญ์
แม้แต่เจียงเซิงซึ่งกำลังก้มหน้าก็ยังตกใจ นางปล่อยผ้าห่มที่กอด
แน่น เงยหน้าเดินไปใต้ต้นเหมย เขย่ามันเบา ๆ เพียงครั้งเดียว กลีบ
ดอกเหมยก็ร่วงหล่น
ข้างหน้ากำแพงแดงหลังคาเขียว ประตูกำแพงไม้จริง ชายคา
แกะสลัก กระดาษพิมพ์ลายประดับหน้าต่างอันงดงาม สิ่งเหล่านี้ที่เคย
เห็นในบ้านคนอื่น บัดนี้อยู่ใกล้เพียงเอื้อม
หมอกควันในดวงตาของเจียงเซิงจางหายไปในพริบตา
นางหันไปมองพี่ชายทั้งหลายที่ยังมีสีหน้ากังวล แล้วฉีกยิ้มกว้าง
“ข้าชอบที่นี่มาก”
วัดร้างอบอุ่นได้เพราะมีเหล่าพี่ชาย
ตอนนี้พวกเขาอยู่ด้วยกันทั้งหมด ซ ้ายังย้ายมาอยู่บ้านหลังใหญ่
สวยงาม เจียงเซิงไม่มีเหตุผลต้องให้เศร้าใจอีก
หากจะมีก็มีแค่อย่างเดียว
“แต่เงินแปดตำลึงนั้นแพงเกินไป” เด็กหญิงตัวน้อยขมวดคิ้ว
“ต่อไปต้องหาเงินเพิ่ม เพื่อนำแปดตำลึงนี้มาคืน”
พี่ชายทั้งหลายต่างถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะนึกขำ
เจิ้งหรูเชียนยิ่งตบอกตนเอง “เรื่องนี้ให้ข้าจัดการเอง!”
ทุกคนแบ่งห้องกันอย่างรวดเร็ว
เจียงเซิงเป็นเด็กผู้หญิง และตอนนี้อายุแปดขวบแล้ว จึงได้ไป
หนึ่งห้อง
ส่วนจ่างเยี่ยนอยู่ร่วมกับเวินจืออวิ่น และฟางเหิงอยู่กับเจิ้งหรู
เชียน
เหลือห้องเดี่ยวอีกห้องหนึ่ง เก็บไว้ให้สวี่โม่ที่ต้องจุดตะเกียงอ่าน
หนังสือ
สิ่งของอย่างหมอนผ้าห่มมีพร้อมแล้ว เพียงปูลงไปก็นอนได้
เรือนเล็กแห่งนี้ยังมีห้องครัวอีกห้อง ภายในก่อเตาด้วยดินเหลือง
ในที่สุดหม้อจานชามและช้อนก็มีห้องที่มันควรอยู่แล้ว
ปมในใจของเจียงเซิงคลายลงอย่างสิ้นเชิง นางนั่งอยู่ใต้ต้นเหมย
ทุกวันด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส
พี่ชายทั้งหลายถอนหายใจโล่งอก ในที่สุดก็มีใจคิดนั่งลง
ปรึกษาหารือเรื่องต่อจากนี้
“มีนายอำเภอผังอยู่ นายอำเภอเซี่ยหยางคงไม่กล้าลงมือกับพวก
เราโดยไม่มีเหตุผล” เจิ้งหรูเชียนกล่าว “แต่เขาก็คงไม่ปล่อยพวกเรา
ไปง่าย ๆ ต่อจากนี้เกรงว่าจะยังมีกลอุบายสกปรกอีกมาก”
ซ ้ายังเป็นอุบายที่ทำให้ตนไร้มลทิน แล้วให้เรื่องทั้งหมดมาลงที่
พวกเขาต่างหาก
“นายอำเภอผังข่มขู่เขาได้เพียงชั่วคราว ท้ายที่สุดแล้วพวกเราก็
ต้องเข้มแข็งให้ได้” จ่างเยี่ยนเคาะนิ้ว “เงิน อำนาจ คน ขาดอย่างใด
อย่างหนึ่งไม่ได้”
เจิ้งหรูเชียนตบอก “เรื่องเงินให้เป็นหน้าที่ข้า”
ฟางเหิงถือกระบอง “เรื่องการต่อสู้ให้ข้าจัดการ”
เวินจืออวิ่นขยับปาก แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมา
สวี่โม่ลุกขึ้นยืน “อาจารย์ข้าบอกว่าอีกสองวันผลการสอบระดับ
อำเภอก็จะออกมาแล้ว”
ถึงแม้จะเป็นเพียงการสอบระดับอำเภอ แต่การได้อันดับที่ดีเด่น
จากคนทั้งหมดก็เป็นกำลังใจที่ดีไม่น้อย
ชั่วขณะหนึ่งทุกคนต่างคาดหวัง
และห้าวันต่อมา การสอบระดับอำเภอก็ประกาศผล