พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 502 จดหมายส่งถึงบ้านมีค่าดั่งทองคำพันชั่ง
ย่างเข้าต้นฤดูร้อน เป็นช่วงที่หญ้าเขียวชอุ่ม ต้นไม้ดอกไม้เบ่ง
บาน
ชนเผ่าต๋าลู่อาศัยการเลี้ยงปศุสัตว์ในช่วงนี้ ทั้งวัว แพะ แกะ
เพื่อให้พวกมันอ้วนท้วนสมบูรณ์ รวมถึงม้าศึก รอเวลาฤดูใบไม้ร่วง
มาเยือนเพื่อปล้นสะดมและกักตุนเสบียง
ทหารของราชวงศ์ต้าอวี๋จึงมีโอกาสพักผ่อนพักผ่อน ทำไร่ไถนา
หรือกลับไปเยี่ยมบ้าน
เจียงจี้จู่ในฐานะแม่ทัพคุ้นชินกับเรื่องนี้ดี เขาจึงกำลังง่วนอยู่กับ
การเขียนจดหมายถึงบ้าน พร้อมกับรวบรวมของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ
เพื่อส่งให้เจียงเซิง
ออกรบมาหลายสิบปี นอกจากตอนเด็ก ๆ ที่คิดถึงบิดามารดา
เขาก็ไม่เคยอยากกลับไปเมืองหลวงมากเท่านี้มาก่อน
น่าเสียดายที่คนเราเมื่ออยู่ข้างนอกก็ต้องทำตามหน้าที่ ช่วงสอง
ปีมานี้การสู้รบกับชนเผ่าต๋าลู่ยิ่งทวีความรุนแรง ดินแดนที่ฮ่องเต้คน
ก่อนยอมแลกด้วยชีวิตจะยอมปล่อยไปไม่ได้ แม้ทหารหนุ่มจะกล้า
หาญ แต่ก็ยังอ่อนประสบการณ์ ต้องมีคนคอยอยู่เป็นเสาหลัก
ความคิดถึงนับไม่ถ้วนถูกกลั่นเป็นตัวอักษร สะสมสิ่งของที่
ประณีตและหายาก ฝากให้เจ้าหน้าที่ส่งสารนำกลับไปที่เมืองหลวง
ส่งถึงลูกสาวตัวน้อยที่น่ารักของเขา
“ท่านแม่ทัพกำลังเขียนจดหมายถึงบ้านอีกแล้วหรือขอรับ” รอง
แม่ทัพเปิดม่านเข้ามาอดหัวเราะไม่ได้ “ใคร ๆ ก็บอกว่าคนยิ่งแก่จะยิ่ง
คิดถึงบ้าน ท่านแม่ทัพดูแก่เร็วขึ้นทุกปีเลยนะขอรับ”
“รองแม่ทัพจินคงจะไถพรวนที่ดินเสร็จแล้วสินะ” เจียงจี้จู่วาง
พู่กันลงด้วยมือที่หยาบกร้าน “ข้าคิดถึงลูกสาวของข้าแล้วมันทำไม
ท่านไม่คิดถึงลูกชายตัวเหม็นสองคนของท่านบ้างหรือ”
“ท่านแม่ทัพก็บอกว่าพวกเขาตัวเหม็นนี่ขอรับ จะไปคิดถึงได้
อย่างไร” รองแม่ทัพจินแสดงท่าทีรังเกียจ “น่าเสียดายที่สองปีมานี้
ไม่ได้กลับบ้าน อยากให้ภรรยาคลอดลูกสาวอีกสักคนก็ไม่ได้ ท่าน
แม่ทัพนี่โชคดีจริง ๆ มีทั้งลูกชายลูกสาว ซ ้าลูกชายยังเก่งกาจ ส่วน
ลูกสาว… ลูกสาวก็ตัวกลมน่ารักน่าชัง”
ดูเหมือนว่าเขากำลังพยายามหาคำพูดอยู่ แต่เจียงเซิงนั้นไม่ว่า
หน้าตาจะโดดเด่นหรือมีกิริยาอ่อนช้อยสง่างาม แม้กระทั่งเรียวขาก็ยัง
ดูแข็งแรงแบบคนตระกูลเจียง
“ตัวกลมน่ารัก” คงเป็นคำพูดที่รองแม่ทัพจินสามารถสรรหาได้ดี
ที่สุดแล้ว
เจียงจี้จู่จ้องมองเขม็ง แต่พอนึกถึงเด็กหญิงตัวกลมจอม
ตะกละตะกลามก็หัวเราะออกมา “เจ้าจะรู้อะไร เด็กผู้หญิงอ้วนท้วน
เลี้ยงง่าย สุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วย ดีกว่าสิ่งใดทั้งหมด”
“ใช่ๆ คุณหนูทั้งว่านอนสอนง่าย ทั้งน่ารัก แถมยังส่งเนื้อมาให้
พวกเรากินด้วย” รองแม่ทัพจินรีบแก้ตัวพร้อมกับเหลือบตามองเข้า
ไปในกระโจม
นี่คือจุดประสงค์ที่เขามาที่กระโจมของแม่ทัพในวันนี้
หลังจากยอมรับเป็นบิดาแล้ว เจียงเซิงก็ไม่ได้ทำแต่ไส้กรอกและ
หมูรมควันมาให้กองกำลังของฟางเหิงเท่านั้น แต่ยังส่งให้กองทัพ
หลักของแม่ทัพเจียงด้วย
ด้วยเหตุนี้นางจึงกำชับให้ลุงจางขยายโรงผลิตเพิ่มอีกสามแห่ง
เพื่อให้ท่านป้าท่านน้าในเขตอันสุ่ยครึ่งหนึ่งได้เข้ามาทำงาน ช่วยกัน
ทำหมูและไส้กรอกรมควัน
ข้อดีคือชื่อเสียงของบุตรสาวตระกูลเจียงดังกระฉ่อนไปทั่ว
ชายแดนเหนือ ข้อเสียคือต้องเสียเงินไปไม่น้อย
ไส้กรอกรมควันและหมูรมควันทั้งหมดที่ส่งมานั้นไม่มีค่าใช้จ่าย
แม่ทัพเจียงเป็นห่วงบุตรสาว แต่ก็ไม่สามารถใช้เงินเดือนทหาร
ไปซื้อได้ จึงได้แต่เขียนจดหมายถึงฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเพื่อส่งเงินที่อยู่
ในเรือนโยวหรานไปให้
แต่มันก็ถูกเจียงเซิงปฏิเสธ
เด็กสาวกล่าวอย่างมีเหตุผลว่า “ข้าส่งเนื้อไปให้พี่สามกิน ข้าก็
อยากส่งเนื้อไปให้ท่านพ่อได้กินเหมือนกัน หากเอาเงินจากเรือนโยว
หรานก็เท่ากับท่านพ่อเป็นคนซื้อเนื้อ ข้าย่อมรู้สึกผิด”
พี่ชายมีอะไร ท่านพ่อก็ต้องมีด้วย
นางรักเงินทองมาก แต่นางรักครอบครัวของตนเองมากกว่า ตั๋ว
เงินในธนาคารอาจนำความสุขมาให้ แต่ถ้ามีมากเกินไปก็จะ
กลายเป็นเพียงตัวเลขที่ไร้ความรู้สึก
พี่รองเคยกล่าวว่า เงินนั้นมีชีวิต
ไม่ว่าจะนำไปทำเงินให้มีมากขึ้นหรือนำไปแลกกับชีวิตที่ดีขึ้น
กำไรของร้านจิ่วเจินสองแห่งนั้นเพียงพอจะเกื้อหนุนโรงผลิตทั้งสี่
แห่งของเขตอันสุ่ย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงร้านไป๋เว่ยเซิงที่ค่อย ๆ กลายเป็น
จุดเด่นของเมืองหลวง
เจียงจี้จู่จำใจต้องเก็บเงินกลับไป แต่ในใจรู้สึกซาบซึ้งมากขึ้น
เขามีบุญอะไรกันถึงได้มีลูกสาวที่ว่านอนสอนง่าย รู้จักโลกแต่ไม่ตาม
กระแสของโลกเช่นนี้
โดยเฉพาะหลังจากพลัดพรากจากกันมาถึงสิบเอ็ดปี
“ของที่ได้กลับคืนมานั้นล ้าค่าเกินกว่าของที่เคยมี”
เขาจรดพู่กันเขียนประโยคนี้ลงไปแล้วจึงหันมองรองแม่ทัพจิน
“อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว มีเนื้อสด ๆ ให้กินมากขึ้น การทำหมูรมควัน
คงไม่สะดวกแล้ว ข้าจะให้เขตอันสุ่ยหยุดส่งเสบียงไว้ก่อน รอถึงฤดู
ใบไม้ร่วงค่อยส่งมาใหม่”
ตามหลักแล้ว การได้กินเนื้อที่สดใหม่ย่อมดีกว่าเนื้อที่รมควัน
แน่นอน
แต่ในค่ายทหารก็มีคนที่ชอบรสชาติเฉพาะตัวของเนื้อรมควัน
ซึ่งเป็นรสชาติที่ไม่มีเนื้อของสัตว์ชนิดใดมาทดแทนได้
รองแม่ทัพจินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “เช่นนั้นข้าก็จะกลับไปไถ
พรวนที่ดินแล้วขอรับ” พูดจบก็เดินออกไปทันที
เจียงจี้จู่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ ไม่คิดว่าพวกหมูรมควันจะมี
เสน่ห์มากขนาดนี้ เขามองออกไปนอกกระโจมแล้วรีบไปค้นหา
สิ่งของที่อยู่ก้นหีบ เผยให้เห็นไส้กรอกสองอันที่มันเยิ้มไปด้วยน ้ามัน
“ดูเหมือนว่าของที่เหลือเพียงเล็กน้อยเช่นนี้คงซ่อนไว้ไม่ได้แล้ว”
เขาพูดพลางหัวเราะ แล้ววางไส้กรอกรมควันลงบนโต๊ะ
จดหมายถึงบ้านก็ยังต้องเขียนต่อไป ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ถูกห่อ
ด้วยเสื้อผ้าเก่าอย่างดี ส่วนไส้กรอกที่มันเยิ้มก็ห่อไว้ด้วยกระดาษไข
เมื่อลมจากหน้ากระโจมพัดมา กระดาษไขก็ไหวสั่น
ทุกสิ่งทุกอย่างช่างดูงดงาม
จนกระทั่งเสียงแตรเตือนภัยดังขึ้น
“ท่านแม่ทัพ พวกชนเผ่าต๋าลู่บุกโจมตี! บุกโจมตีพวกเราแล้ว…”
รองแม่ทัพอีกคนวิ่งโซเซเข้ามา “กองกำลังที่หนึ่ง สอง สาม และห้า
รวมพลเสร็จแล้ว ขอถามท่านแม่ทัพ พวกเราจะออกรบเลยหรือไม่”
แน่นอนว่าต้องออกรบ เพียงแต่การที่ชนเผ่าต๋าลู่บุกโจมตีใน
ช่วงเวลาที่ควรจะพักผ่อนนั้นมันผิดปกติเกินไป
เจียงจี้จู่เหลือบมองจดหมายที่เหลืออีกสองคำ เขาจำใจวางพู่กัน
ลงแล้วสวมชุดเกราะ “ป้องกันไว้ก่อน ส่งทหารลาดตระเวนไปสืบข่าว”
แสงแดดข้างนอกส่องสว่างเป็นสีทอง สาดส่องเข้ามาในกระโจม
ไส้กรอกที่ถูกห่อด้วยกระดาษไขนั้นยิ่งดูมันเยิ้ม น ้ามันบางไหลไป
ตามร่อง ก่อนจะมารวมกันที่ปลายและหยดลงบนพื้นที่ว่าง ๆ ของ
จดหมาย
“วู้ด~~~”
“วู้ด~~”
เสียงแตรดังขึ้นเป็นระยะ ๆ แต่ละครั้งมีความหมายแตกต่างกัน
“พวกศัตรูโจมตีอาจจะใช้กำลังคนจำนวนมาก” รองแม่ทัพจิน
เงี่ยหูฟัง “มันผิดปกติมาก ผิดปกติอย่างยิ่ง”
“หรือว่าพวกเขาจะฉวยโอกาสตอนที่เราไม่ทันตั้งตัวปล้นเสบียง
ให้มากขึ้น?” รองแม่ทัพหลิวขมวดคิ้ว
เจียงจี้จู่ส่ายหน้า “ชนเผ่าเร่ร่อนในทุ่งหญ้าจะฆ่าและปล้น เพราะ
ช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิขาดแคลนอาหาร ฤดูร้อนเป็นฤดูเก็บ
เกี่ยว หากพลาดโอกาสเลี้ยงวัวแพะพวกนั้นมาโจมตีพวกเรา พวก
เขาจะเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์มากกว่า”
หากการโจมตีได้ผลจริง ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาช่วงฤดูร้อนคง
ไม่ได้หยุดพักผ่อนจนกลายเป็นข้อปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายไปโดย
ปริยายแบบนี้
“ต้องมีอะไรที่ผิดปกติแน่นอน” เจียงจี้จู่เคาะโต๊ะเบา ๆ “แต่
อย่างไรก็ต้องออกไปสู้ พวกชนเผ่าต๋าลู่บุกเข้ามาแล้ว ทหารต้าอวี๋
ย่อมถอยไม่ได้ เพียงแต่การรบครั้งนี้จะต้องระมัดระวังให้มาก”
“รองแม่ทัพหลิวนำกองกำลังที่หนึ่งกับสามไปสู้ศึกทางด้านซ้าย
รองแม่ทัพสวีนำกองกำลังที่สองและห้าไปปิดล้อมด้านขวา ส่วนรอง
แม่ทัพจินนำกองกำลังที่สี่ไปสู้พร้อมกับข้าที่แนวหน้า”
เขารีบออกคำสั่งและวางแผนการรบ
ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อข้าศึกมาก็ต้องรบ เมื่อข้าศึกบุกก็ต้องสู้
เมื่ออยู่ในชายแดน การเป็นทหารย่อมมีหน้าที่ปกป้องประชาชน
และรักษาแผ่นดิน
เขาไม่ได้มองจดหมายที่เขียนไม่จบอีกต่อไป คว้าทวนประจำ
กายแล้วขึ้นม้าด้วยความเด็ดเดี่ยว มุ่งหน้าสู่สนามรบ