พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 512 ปิดล้อมโจมตีกองหนุน
การพูดว่าเป็นศึกตัดสินนั้นไม่ถูกต้องนัก
เพราะความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าต๋าฉู่กับราชวงศ์ต้าวี่ไม่เคยยุติ
ลง
แต่ก็อาจเรียกว่าศึกตัดสินได้เช่นกัน โดยมีองค์ชายสามอันต๋า
เป็นผู้จุดชนวน ในช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายควรจะหยุดรบ แต่กลับเป็นผู้
เริ่มสงคราม
“ข่านอันต๋าเฒ่าใกล้จะสิ้นลมแล้ว” เจียงจี้จู่เคาะโต๊ะพลางกล่าว
“องค์ชายทั้งสามต่างใช้กลอุบายเพื่อช่วงชิงบัลลังก์ องค์ชาย
ใหญ่ดึงพระญาติเข้าพวก องค์ชายรองร่วมมือกับขุนนางใหญ่ ส่วน
องค์ชายสามคนนี้เลือกเส้นทางที่แตกต่าง ต้องการยึดแนวป้องกัน
ชายแดนเพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรอง”
อย่างเช่น แนวป้องกันกวนจี่ที่กำลังสร้างใหม่ในตอนนี้
“ข้ามีคำถามจะทดสอบพวกเจ้า” เจียงจี้จู่หันมามองขุนพลน้อย
ทั้งสอง
“ทำไมชนเผ่าต๋าฉู่จึงมุ่งเป้าที่แนวป้องกันกวนจี่ แทนที่จะเป็นแนว
ป้องกันอื่น”
หากกล่าวว่าแนวป้องกันต้าตงกับแนวป้องกันกวนจี่ห่างไกล
เกินไป แต่แนวป้องกันกวนจี่กับแนวป้องกันกู้หยวนอยู่ไม่ไกลนัก
กำลังทหารที่ประจำการอยู่ก็มีจำนวนไม่ต่างกัน
สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ พื้นที่เหลียวตงที่อยู่หลังแนวป้องกันกวนจี่
นั้นอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง และร ่ารวยกว่า
เมื่อนึกถึงนิสัยของชนเผ่าต๋าฉู่ นึกถึงการที่พวกเขาบุกเข้ามาทุก
ครั้ง ฆ่าฟัน เผาทำลาย ปล้นสะดม และทำความชั่วทุกอย่าง นึกถึง
บ้านเมืองที่ถูกพวกเขาทำลาย แม้ผ่านไปหลายร้อยปีก็ยากจะฟื้นฟู
ได้
ฟางเพิงกับเจียงเฉิงเยวี่ยสีหน้าซีดขาวพร้อมกัน
องค์ชายสามคนนี้คงจ้องจะเล่นงานเสบียงอันอุดมสมบูรณ์ที่อยู่
หลังแนวป้องกันกวนจี่แน่
หากไม่มีทหารหนึ่งแสนนายที่สู้ตายเพื่อต้านทัพ หากไม่มีการ
ซุ่มโจมตีในยามค ่าคืน หากไม่สามารถขับไล่ชนเผ่าต๋าฉู่ไปได้…
ผลลัพธ์ที่ตามมานั้นคงไม่อาจจินตนาการได้
“กองทัพชนเผ่าต๋าฉู่หนึ่งแสนคนต้องพ่ายแพ้ถึงสองครั้งที่แนว
ป้องกันกวนจี่ ความน่าเชื่อถือขององค์ชายสามในเผ่าคงตกต ่าลง
อย่างรวดเร็ว เขาจำเป็นต้องทำบางสิ่งเพื่อกอบกู้ชื่อเสียง” เจียงจี้จู่
ขมวดคิ้ว “การโจมตีที่กองบัญชาการ คือการกระทำที่จะเพิ่มชื่อเสียง
ได้มากที่สุด”
ทำไมจึงเรียกว่าศึกตัดสิน เพราะอากาศกำลังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ
ทหารที่สวมชุดเกราะอย่างดีอาจจะยังไม่ทันได้เข้าสนามรบก็อาจจะ
ตายจากความร้อนในชุดเกราะเสียก่อน
การไม่ทำศึกในฤดูร้อนคือความเข้าใจร่วมกันของเหล่าทหาร
“แต่ว่า… การที่องค์ชายสามโจมตีแนวป้องกันกวนจี่ยังพอเข้าใจ
ได้ เพราะเขามีแผนภาพกระบวนทัพของท่านพ่อข้า แต่พวกเขาจะ
บุกไปที่กองบัญชาการได้อย่างไร?” ฟางเพิงถาม
พูดถึงตรงนี้ก็ต้องกล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์ต้าวี่และ
ชนเผ่าต๋าฉู่ที่มีมาหลายปี
ในสมัยที่ฮ่องเต้คนก่อนยังครองราชย์ เขาชื่นชอบการทำ
สงครามและการพิชิตดินแดน จนแทบจะทำให้ห้องพระคลังหมด
เกลี้ยงเพื่อขยายอาณาเขตของประเทศ โดยเฉพาะการทำสงคราม
กับชนเผ่าต่าง ๆ อย่างดุเดือด จนสุดท้ายก็บีบให้พวกเขาท้องต้องหนี
เข้าไปในดินแดนตะวันตกเพื่อเอาชีวิตรอด
มาถึงรัชสมัยของฮ่องเต้คนปัจจุบัน ท้องพระคลังก็แทบจะแห้ง
เหือด ถึงขนาดที่แม้แต่ม้าศึกคนละหนึ่งตัวสำหรับทหารชายแดนก็ยัง
มีไม่มี ให้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชุดเกราะและอาวุธ ทำได้แต่พยายามสร้าง
แนวป้องกัน เปลี่ยนจากการรุกมาเป็นการตั้งรับ
ชนเผ่าต๋าฉู่แม้จะมีกำลังคนน้อย แต่มีความกล้าหาญตั้งแต็
กำเนิด อาศัยความเชี่ยวชาญในการขี่ม้าและยิงธนู เร่อนไปตาม
ชายแดน คอยปล้นสะดมหมู่บ้านเป็นครั้งคราว และทำสงครามกับ
ทหารต้าวี่
ในทางกลับกัน ต้าวี่พยายามสร้างการป้องกันมาหลายปีจนถือว่า
แข็งแกร่งแล้ว หากชนเผ่าต๋าฉู่ไม่มีแผนภาพกระบวนทัพของท่านแม่
ทัพฟาง ก็คงไม่มีทางทะลวงแนวป้องกันกวนจี่ได้แน่นอน
แม้จะใช้กำลังบุกทะลวงได้ แต่ทหารม้าก็เสียเปรียบในการรบเมื่อ
ต้องเผชิญหน้ากับกำแพงเมือง การบุกปล้นหมู่บ้านย่อมได้ผลดีกว่า
มาก
แม้เพื่อองค์ชายสามจะต้องการตำแหน่งข่านก็ตาม แต่คงไม่มี
ทางสละทหารหนึ่งแสนคนเพียงเพื่อโจมตีกองบัญชาการของกองัพ
ตระกูลเจียง
“เมื่อมีอุปกรณ์ป้องกันกำแพงเมือง ต่อให้ทัพตระกูลเจียงเหลือ
แค่กองหมื่นคน ก็ยังสามารถป้องกันการโจมตีของชนเผ่าต๋าฉู่หนึ่ง
แสนคนได้” เจียงเฉิงเยวี่ยพูดขึ้นด้วยความไม่เชื่อเล็กน้อย
เด็กสองคนนี้…
เห็นได้ชัดว่าวิเคราะห์คำตอบได้แล้ว แต่เพราะเกรงใจความ
น่าเชื่อถือของแม่ทัพชรา จึงไม่กล้ายืนยันความคิดของตัวเอง
เจียงจี้จู่ส่ายหน้าถอนหายใจ “พวกเจ้าต้องเชื่อในการตัดสินใจ
ของตัวเอง เมื่อดูจากจำนวนคนและกำลังของชนเผ่าต๋าฉู่ในตอนนี้
พวกเขาไม่บุกตีเมืองแน่นอน”
“ท่านแม่ทัพหมายความว่า พวกเขาจะแกล้งทำเป็นโจมตี แต่
จริงๆ แล้วจงใจปิดล้อมเมืองใช่หรือไม่?” ฟางเพิงดวงตาเป็นประกาย
“ด้วยวิธีนี้ หากข่าวการโจมตีขององค์ชายสามถูกแพร่ออกไป
ชื่อเสียงของเขาก็จะเพิ่มขึ้นบ้าง”
เจียงจี้จู่พยักหน้าชื่นชม “เจ้าคิดถูกต้อง แต่ยังไม่พอ”
ฟางเพิงริมฝีปากขยับเล็กน้อย กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่
เจียงเฉิงเยวี่ยรีบพูดแทรกก่อน
“ต่อไปคงเป็นการปิดล้อมเมืองแล้วรอโจมตีกองกำลังสนับสนุน
ใช่หรือไม่”
ทั้งสองคนต่างเป็นขุนพลน้อย อีกทั้งยังมีน้องสาวคนเดียวกัน จึง
หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความทะเยอทะยานอยากเอาชนะ
ขณะนี้ทั้งสองสบตากันพลันเกิดประกายไฟแห่งการไม่ยอมแพ้
ในดวงตา
เมื่อเจียงจี้จู่เห็นเข้าก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “พวกเจ้าทั้งสองคน
เก่งมาก เดาถูกทั้งคู่ องค์ชายสามคนนั้นน่าจะปิดล้อมกองบัญชาการ
ไว้ เพื่อเด็ดหัวทหารกองหนุน”
จริงๆ แล้วมันคล้ายกับคืนสู้ศึกที่แนวป้องกันกวนจี่อยู่บ้าง
ทั้งมีการซุ่มโจมตี มีกองหนุนรออยู่ข้างนอก จำนวนกองหนุนก็
ไม่ได้มากนัก องค์ชายสามอันต๋าผิดพลาดตรงที่ไม่ได้ทำความเข้าใจ
สถานการณ์อย่างชัดเจน จึงต้องหนีด้วยความทุลักทุเล
ตอนนี้พวกเขาโจมตีอย่างเปิดเผยในยามกลางวัน ทหารแสนคน
ปิดล้อมกองบัญชาการทั้งหมด กองทัพตระกูลเจียงหกหมื่นคนย่อม
ไม่กล้าออกจากกำแพง
แนวป้องกันชายแดนใกล้เคียงก็ไม่สามารถส่งกำลังทั้งหมดมา
ช่วยได้ อย่างมากก็ส่งกองกำลังสนับสนุนมาแค่สามถึงห้าหมื่นคน
เพราะระยะทางและความล่าช้าของการส่งข่าวทำให้รวบรวมกำลังได้
ยาก สุดท้ายก็จะถูกโจมตีทีละส่วนจนพ่ายแพ้
“เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้กองกำลังสนับสนุนมาถึงพร้อมกัน แล้ว
รวมตัวกันโจมตี?” ฟางเพิงครุ่นคิด
เจียงจี้จู่ส่ายหน้า “ยาก ยากเกินไป”
สิ่งที่ทำให้สนามรบเปลี่ยนแปลงในชั่วพริบตา สาเหตุใหญ่ที่สุดก็
คือการส่งข่าวสารที่ทำได้ยาก ระยะทางที่ห่างไกลกัน แค่ครึ่งชั่วยามก็
อาจเป็นเหตุทำให้ถึงแก่ความตายได้แล้ว
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะรีบไปขอกำลังเสริม” เจียงเฉิงเยวี่ยกล่าว
“แค่ทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกัน อย่างมากก็แค่ออกไปสู้รบข้างนอก”
นี่ก็นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่ง
แต่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด
เจียงจี้จู่ลุกขึ้นยืน ตัดสินใจจะสั่งสอนขุนพลน้อยทั้งสองให้รู้แจ้ง
“รองแม่ทัพฟังคำสั่ง ให้กองทัพตระกูลเจียงหมื่นคนถอยร่นออกไปห้า
หมื่น เหลือทหารหนึ่งหมื่น พวกเจ้ามีความมั่นใจหรือไม่ว่าจะปกป้อง
แนวป้องกันนี้ได้?”
ทหารที่อยู่ใกล้กระโจมพากันเปล่งเสียงตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน
“มั่นใจ!”
ขุนพลน้อยทั้งสองที่อยู่ในกระโจมต่างมองหน้ากันไปมา จากตก
ตะลึงเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และจากเข้าใจกลายเป็นความเคารพยำ
เกรง
พวกเขาเข้าใจแผนการของเจียงจี้จู่แล้ว
กองทัพตระกูลเจียงห้าหมื่นคนที่ออกเดินทางไปรอกา รสนับส
นุนจากกองกำลังเสริมเพื่อร่วมกันสังหารชนเผ่าต๋าฉู่ ส่วนกองทัพ
ตระกูลเจียงหนึ่งหมื่นนายที่เหลือจะคอยรักษาประตูเมือง
ทุกคนต่างแบกรับความกดดันอันหนักอึ้ง เส้นทางเบื้องหน้าของ
ทุกคนล้วนเต็มไปด้วยอันตราย แต่เพื่อปราบปรามความหยิ่งยโสของ
ชนเผ่าต่างถิ่น และฟื้นฟูขวัญกำลังใจของทหารต้าวี่ การรบครั้งนี้
จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเหยียบย ่าซึ่งกันและกันเพื่อลุกขึ้นยืน ทั้ง
สองฝ่ายต่างต้องการสร้างความเสียหายที่ร้ายแรงให้อีกฝ่าย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจจนถึงวันที่กองทัพมาถึงหน้าเมือง
องค์ชายสามอันต๋าไม่ได้พยายามเก็บซ่อนแต่อย่างใด นำทัพม้า
หนึ่งแสนปิดล้อมป้อมปราการเมืองอย่างโจ่งแจ้ง ส่งชาวเผ่าต๋าฉู่ที่
เชี่ยวชาญภาษาเจียงอู่มาประกาศสงคราม
พวกเขาส่งคนมาท้ารบครั้งแล้วครั้งเล่า บีบให้กองทัพตระกูล
เจียงออกมาสู้นอกเมือง
ชนเผ่าต๋าฉู่กล้าพูดจาไร้สาระ พูดอะไรได้ก็พูดออกมา ทำให้
ทหารที่ป้องกันกำแพงเมืองโกรธจนแทบตาย แม้แต่ฟางเพิงกับเจียง
เฉิงเยวี่ยก็ยังกำดาบแน่น
แต่พวกเขาไม่สามารถออกไปได้ ทั้งไม่สามารถสู้รบได้
กำแพงเมืองคือเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดของต้าวี่ ทหารม้าบุกเข้า
มาไม่ได้ ชนเผ่าต๋าฉู่ก็ไม่อาจบุกเข้ามาตีแตก
พูดอีกอย่าง หากพวกเขาสามารถบุกโจมตีได้ จะเสียเวลาพูดจา
ซ ้าไปซ ้ามาเช่นนี้ทำไม
เมื่อเห็นที่ปรึกษาทั้งสามคนที่พูดภาษาทางการจนลิ้นแทบจะพัน
กัน แต่กองทัพตระกูลเจียงที่อยู่ด้านในก็ยังไม่เคลื่อนไหว องค์ชาย
สามอันต๋าก็เหลือบมองจู่จ่างอวี่และฟางหยวนที่อยู่ไม่ไกล