พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 513 ความตายขององค์ชายรอง
ที่บอกว่าอยู่ไม่ไกล ก็เป็นเพราะความแตกต่างทางเชื้อชาติ แม้ว่า
จะมีการตกลงเรื่อง “มอบแผนภาพกระบวนทัพ” อยู่ องค์ชายสามอัน
ต ่าก็ยังคงระแวดระวังทั้งสองคน จึงไม่ยอมให้พวกเขาเข้าใกล้
วันนี้มีเหตุผลพิเศษ องค์ชายสามอันต ่ายังชอบดูชาวต้าเวี่ทะเลาะ
กันเองเป็นพิเศษ จึงก้าวไปข้างหน้าสองก้าว พูดด้วยภาษาทางการที่
ติดขัดว่า “องค์ชายรอง กองทัพตระกูลเจียงช่างหน้าหนาเสียจริง
ระยะทางที่กองหนุนจะมาถึงก็ยังไกลมาก ไม่สู้ให้ท่านแสดงฝีมือสัก
หน่อยดีกว่า”
พูดให้ดูดีเรียกว่าแสดงฝีมือ พูดให้ฟังไม่ดูดีคือต้องการดูสุนัขกัด
กันเอง
จู้จ่างอวี่ก้มหน้า มองไม่เห็นสีหน้าชัดเจน ได้ยินเพียงน ้าเสียงที่
ฟังดูยินดีว่า “ขอบคุณองค์ชายสามที่ให้โอกาส ข้าจะต้องด่าพวกที่เส
แสร้งพวกนี้ให้เต็มที่ ระบายความโกรธในใจออกมาให้หมด”
องค์ชายสามอันต ่าหัวเราะด้วยความยินดี พยักหน้าให้เขาไป
แต่เขาเพิ่งจะก้าวเท้าออกไป ก็ถูกฟางหยวนดึงไว้
“องค์ชายรอง” อดีตทั่นฮวาหน้าซีดขาว พูดช้า ๆ ทีละคำว่า
“จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้หรือ? อย่าลืมว่า ท่านกับข้าต่างก็เคยมีความ
ทะเยอทะยานยิ่งใหญ่ ตราบใดที่ภูเขาเขียวยังอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะ
ไม่มีฟืนให้เผา”
“ภูเขาเขียวถูกทำลายไปนานแล้ว จะหาควันเขียวได้จากที่ใด
กัน” จู้จ่างอวี่พูดด้วยสีหน้ายากจะคาดเดา “เมื่อรังนกพังทลาย จะมี
ไข่ไม่แตกได้อย่างไร อาหยวนเจ้าถูกความปรารถนาบดบังดวงตาเสีย
แล้ว คิดว่าตนเองเป็นเทพเจ้าลงมาจุติ แต่กลับไม่รู้ว่าแม้แต่เทพแห่ง
หายนะก็ยังเป็นเทพเหมือนกัน”
ฟางหยวนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย มือขวาค่อย ๆ คลายออก
องค์ชายสามอันต ่าที่อยู่ข้าง ๆ มีสีหน้าประหลาด ดึงที่ปรึกษาเข้า
มาถาม “สองคนนี้กระซิบกระซาบอะไรกัน ทำไมข้าฟังไม่เข้าใจ”
“ดูเหมือนจะเป็นบทกวีของจงหยวน พูดถึงเทพเจ้าอะไรสักอย่าง
ขอรับ” ที่ปรึกษาครุ่นคิด “แต่คงหนีไม่พ้นเรื่องการแย่งชิงบัลลังก์”
องค์ชายสามอันต ่าจึงวางใจ ยื่นมือออกไปพลางกล่าวว่า “องค์
ชายรอง เชิญ”
ปากพูดดีแต่ความจริงแล้วพวกชนเผ่าต๋าซู่ที่ถือดาบก็เดิน
ตามมาติด ๆ มองจู้จ่างอวี่ที่ยืนอยู่ใต้ประตูเมือง มองเขาพับแขนเสื้อ
ขึ้นพลางด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว
“อย่าคิดว่าความผูกพันทางสายเลือดจะสามารถทำให้ข้าใจอ่อน
ได้ พูดว่าจะไว้ชีวิตข้า แต่ความจริงแล้วก็แค่ต้องการทำให้ข้าสับสน
ประวัติศาสตร์อยู่ในมือพวกเจ้าคงจะเขียนตามใจชอบอยู่แล้ว”
“จนกว่าจะถึงตอนนั้น ใครจะรู้ว่าเขาจะเลือกอย่างไร ใครจะรู้ว่า
จะไว้ชีวิตข้าหรือไม่ ข้าวางแผนเพื่อตัวเองแล้วมันผิดตรงไหน ข้าแค่
อยากมีชีวิตอยู่ อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้”
“เพียงแต่… พิณมีสายดีดสี่สิบเส้น แต่ละเส้นล้วนรำลึกถึงวันเก่า
ๆ”
เขาเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ว่ากำลังมองพี่น้องร่วมชาติที่กำลังชักดาบ
ง้างธนูอยู่บนกำแพงเมือง หรือกำลังคิดถึงตัวเองในอดีตที่เคยเฝ้า
มุ่งมั่นไปข้างหน้าด้วยความเคียดแค้น ในใจของเขาเต็มไปด้วยความ
เกลียดชัง วิธีการของเขาช่างสกปรกและต ่าช้า ไม่เพียงต้องการนั่ง
ในตำแหน่งนั้น แต่เป็นการแก้แค้นราชวงศ์นี้ด้วย
“พวกเจ้าพูดไม่ผิด ผู้ที่ไร้ความรักในหัวใจ มองใครก็เป็นสีดำไป
หมด”
จู้จ่างอวี่หมุนตัวกลับ เดินไปทางกองทัพต่างเผ่าทีละก้าว
ฟางเพิงที่อยู่บนกำแพงเมืองรู้สึกสงสัย “เขากำลังทำอะไร? ทำไม
จู่ ๆ ถึงได้ท่องบทกวีขึ้นมา?”
“ข้าก็ไม่รู้” เจียงเฉิงเยวี่ยนส่ายหน้า “กองหนุนจะมาถึงเมื่อไหร่
ข้าฟังพวกเขาด่าทอจนจะทนไม่ไหวแล้ว”
“น่าจะใกล้แล้ว” ฟางเพิงมองไปยังท้องฟ้า แล้วก็ดึงสายตา
กลับมา
จู้จ่างอวี่เดินมาอยู่ข้างกายองค์ชายสามอันต ่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
เมื่อสังเกตเห็นท่าทีระแวดระวังของเหล่าองครักษ์ เขาก็หยุดฝีเท้าลง
ทันที พลางยิ้มขื่นกล่าวว่า “องค์ชายสาม ข้าคงไม่ไปแล้ว คนของ
ท่านระแวดระวังพวกข้าเกินไป”
“อีกอย่าง ข้าจะไม่ไปด่าแล้ว ถึงอย่างไรนั่นก็คือบ้านเมืองของ
ข้า”
เขาแสดงสีหน้าทั้งรักทั้งชังออกมา ซับซ้อนจนยากจะอธิบาย
องค์ชายสามอันต ่าวางใจ หัวเราะกล่าวว่า “หากองค์ชายรองไม่
อยากไปก็ไม่ต้องไป ข้างกายท่านยังมีที่ปรึกษาอยู่ ให้เขาไปก็พอ”
สีหน้าของฟางหยวนแข็งค้างทันที “องค์ชายสามโปรดละเว้นข้า
เถอะ ท่านเห็นคนที่อยู่ข้างบนหรือไม่ นั่นคือพี่ชายร่วมตระกูลของ
ข้า”
เขาชี้ไปที่ฟางเพิง ในดวงตาฉายแววคิดถึงเล็กน้อย “เมื่อก่อน
นั้น พวกเราขร ่าเรียนมาด้วยกัน กับท่านปู่ คนหนึ่งเป็นแม่ทัพ อีกคน
เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น เขาบอกว่าจะปกป้องชายแดนและขับไล่ชน
เผ่าต๋าซู่ ข้าบอกว่าจะปกป้องราชบัลลังก์และควบคุมคนตระกูลใหญ่
พวกเราจะสร้างยุคทองแห่งความสงบสุขด้วยกัน”
สุดท้ายเมื่อผ่านไปสิบกว่าปี คนหนึ่งก็มายืนอยู่บนกำแพงเมือง
เพื่อป้องกันชนเผ่าต๋าซู่ ส่วนอีกคนยืนอยู่ใต้กำแพงเมืองร่วมกับชน
เผ่าต๋าซู่
“องค์ชายสาม ท่านมีจิตใจกว้างขวาง โปรดละเว้นข้าด้วย” ไม่รู้
ว่าฟางหยวนเข้าไปใกล้ตัวอีกฝ่ายเมื่อไหร่ ทำท่าประจบประแจง “ไม่
ว่าจะหน้าหนาขนาดไหน ข้าก็ไม่สามารถไปด่าพี่ชายร่วมตระกูลได้”
จังหวะนั้นองค์ชายสามอันต ่ากำลังเพลินกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า รู้สึก
ว่าคนอยู่ใกล้ตัวเกินไปจึงกำลังจะถอยห่างไปสองก้าว
ทันใดนั้นฟางหยวนก็ลุกขึ้นทันที เตะทหารองครักษ์ที่ถือดาบอยู่
จนล้ม
จู้จ่างอวี่ซึ่งอยู่ห่างออกไปรีบเงยหน้าขึ้น วิ่งเข้าไปเตะทหาร
องครักษ์อีกคนที่อยู่ข้าง ๆ จนกระเด็น เมื่อฟางหยวนจัดการกับที่
ปรึกษาได้แล้ว ก็เหลือแค่องค์ชายสามอันต ่าที่ยืนอยู่ใจกลางทัพ
“พวกเจ้า… พวกเจ้าไม่ใช่ขุนนางหรอกหรือ?” เขาพูดจา
ตะกุกตะกัก ไม่กล้าทำอะไร
“พวกเจ้าสองคนคิดจะทำอะไร เผ่าของข้ายินดีจะผูกมิตรกับพวก
เจ้า ยินดีจะสนับสนุนให้พวกเจ้าขึ้นครองบัลลังก์ อย่าทำอะไรสุ่มสี่สุ่ม
ห้าเชียว!”
“พวกเจ้าจะสั่นคลอนรากฐานของต้าเยวี่ได้จริงหรือ?” จู้จ่างอวี่
พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “แม้จะสั่นคลอนได้ แล้วจะส่งมอบอำนาจ
ฮ่องเต้ให้ข้าได้จริงหรือ?”
องค์ชายสามอันต ่าพูดไม่ออก
“ตอนที่เลือกพวกเจ้าก็เพราะข้าถูกบีบบังคับ ราชวงศ์ต้าเยวี่
ครอบครองพื้นที่จงหยวนทั้งหมด รอบด้านมีแต่โจรสลัดชาวเกาะ
หรือไม่ก็ชนเผ่าต๋าซู่ แม้แต่ที่หลบภัยก็ยังไม่มี”
“จริงอยู่ที่ข้าคิดจะแก้แค้น ข้าเกลียดชังแผ่นดินนี้ จึงได้มอบ
แผนภาพกระบวนทัพให้”
“แต่ความเกลียดชังของข้าไม่เกี่ยวกับทหารผู้บริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับ
ราษฎร”
“ข้าไม่ได้สำนึกผิด ข้าไม่ได้ปล่อยวางความแค้นลง ข้าแค่… ทน
ความเจ็บปวดของมโนธรรมไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ข้าไม่รู้ว่าน้องข้า
ต้องการไว้ชีวิตข้าจริงๆ หรือแค่พูดเกลี้ยกล่อมข้า แต่มันก็ไม่สำคัญ
แล้ว”
“ความผิดก็คือความผิด ความผิดได้ก่อขึ้นแล้ว ข้าผู้ทรยศจา
งอวี่ไม่มีหน้าจะเผชิญหน้ากับชาวต้าเยวี่ ทำได้เพียงพาดองค์ชาย
สามจากไปเท่านั้น”
“อย่าจารึกข้าไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นคนดี ข้ามีบาป เป็นบาป
ที่ไม่อาจให้อภัยได้”
เมื่อเขาพูดจบก็ดึงปิ่นสั้นเล็กออกจากมวยผม ทำให้เห็นใบหน้า
มีดวงตาเฉียบ แล้วเฉือนผ่านลำคอขององค์ชายสามอันต ่า
“ไม่…!!” ชนเผ่าต๋าซู่ร ่าไห้ด้วยความปวดร้าว ไม่สนใจสิ่งใดอีก
ต่อไป หอกนับร้อยพุ่งแทงเข้ามา ทะลุอกของชาวต้าเยวี่ผู้ปั่นป่วน ยก
ทั้งสองคนขึ้นและโยนลงบนพื้น
“ท่านบอกมาสิ… ทำไมจึงต้องทำแบบนี้ด้วย” ฟางหยวนพ่น
เลือดออกมา “ข้าเป็นเพียงขุนนางทรยศที่ขโมยชื่อเสียงของคนอื่น…
ตายก็สมควรแล้ว แต่ท่าน…ยังสามารถเป็นอ๋องที่สุขสบายได้นี่”
“เจ้าบอกว่า…อยากเป็นขุนนางผู้มีอำนาจ ควบคุมตระกูลใหญ่
ไม่ให้พวกเขากำแหงได้อีก…น่าเสียดายที่เลือกทางผิด โจมตีผิดคน”
จู้จ่างอวี่พูดด้วยลมหายใจที่อ่อนแรง
“หากย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน…เจ้าจะยังรังแกฮูหยินแม่ทัพฟาง
อีกหรือไม่”
“มันเกินกว่าที่ข้าจะควบคุมได้…” ฟางหยวนยิ้มพลางหลับตาลง
“บางสิ่งบางอย่าง…มันก็เกินกำลัง”
ชนเผ่าต๋าซู่ที่อยู่ห่างไปกรูกันเข้ามา แต่ก็พบว่าองค์ชายสาม
สิ้นใจแล้ว ความแค้นทำให้พวกเขากลับมาหอกขึ้นอีกครั้ง แทงทะลุ
เนื้อหนังของคนทั้งสอง จนร่างกายแหลกเหลว ไม่เหลือเนื้อดีแม้แต่
ชิ้นเดียว
ทว่าก็ยังไม่สาแก่ใจ อย่างที่รู้กันว่าจับโจรต้องจับตัวหัวหน้าก่อน
เมื่อองค์ชายสามผู้นำทัพสิ้นชีพก็ทำให้ขวัญกำลังใจของทหาร
สั่นคลอนอย่างหนัก
ชนเผ่าต๋าซู่ตาแดงก ่า ยกร่างที่แหลกเหลวของคนขึ้นสูง แล้วปา
ใส่กำแพงเมืองราวกับดินโคลน
“อย่า!!” ฟางเพิงที่มองเหตุการณ์ทั้งหมดส่ายหน้า เกือบจะ
กระโดดลงไป เจียงเฉิงเยวี่ยนรีบดึงเขาไว้ เงี่ยหูฟังเสียง “มาแล้ว ๆ
กองหนุนมาแล้ว”
กองกำลังเสริมจากแนวป้องกันจีนห้าหมื่นคน กองกำลังเสริม
จากแนวป้องกันกู้หยวนห้าหมื่นคน รวมกับกองทัพตระกูลเจียงที่แอบ
ถอยกำลังออกมาอีกห้าหมื่นคน รวมทั้งหมดหนึ่งแสนห้าหมื่นคน ปิด
ล้อมปราบชนเผ่าต๋าซู่
แม้องค์ชายสามจะยังอยู่ที่นี่ก็ยากจะพลิกสถานการณ์ได้ ยิ่งไป
กว่านั้นตอนนี้เขาจากไปแล้ว ฝ่ายศัตรูไร้ผู้นำ ส่วนฝ่ายเราบุกโจมตี
ได้ไร้ที่สิ้นสุด สงครามครั้งนี้จะต้องถูกบันทึกไว้อย่างแน่นอน ส่วน
ความดีความชั่วของคนทรยศทั้งสองก็จะถูกทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังตัดสิน