พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 514 การใช้อำนาจ
รัชศกเหอฉิ่งที่ที่สิบห้า ฤดูร้อน
ราชวงศ์ต้าอวี๋และชนเผ่าต๋าลู่เกิดการสู้รบกันอย่างดุเดือด
กองทัพม้าหนึ่งแสนห้าหมื่นคนสามารถทำลายกองทัพข้าศึกหนึ่ง
แสนคนได้ เป็นการทำลายที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
ในปีเดียวกันนั้น กบฏจู้จ่างอวี้และฟางหยวนถูกสำเร็จโทษ ศพ
ถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี
เมื่อข่าวส่งมาถึงเมืองหลวง อากาศก็เริ่มร้อนระอุขึ้นแล้ว
ลิ้นจี่จากร้านจิ่วเจินก็เริ่มมีปริมาณมากขึ้น คนมีเงินซื้อลิ้นจี่
จากหลิงหนาน ส่วนคนไม่มีเงินก็ซื้อลิ้นจี่จากฉวนอวี๋ ขนมหวานที่ทำ
จากลิ้นจี่ก็มีออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ร้านค้าทั้งสองแห่งในเมืองหลวงมีคนต่อแถวยาวเหยียด สินค้า
ขายดีจนขาดตลาด
แม้แต่จางเซียงเหลียนที่เป็นคนรอบคอบก็อดพึมพำไม่ได้ “ไป
ปรึกษากับหรูเชียนดูดีหรือไม่ เปิดร้านที่สามจะดีกว่าหรือไม่”
เจียงเซิงที่กำลังแอบกินลิ้นจี่อยู่เงยหน้าขึ้น “เขาหรือ? เขาไปดู
อิฐทองที่ซูโจวตั้งนานแล้ว ร้านในเมืองหลวงล้วนข้าเป็นดูแลทั้งหมด
เหนื่อยจนแทบตายทุกวัน”
“เจ้านับเงินยังบ่นว่าเหนื่อยอีก” เวินจืออวิ่นเลียสมุนไพรแล้ว
น ้าตาไหลเพราะความขม “เจ้าไม่ได้บอกว่าจะเปิดร้านจิ่วเจินให้มีทั่ว
ดินแดนหรือ? ตอนนี้ไม่เอาแล้วหรือ?”
“เอาสิ แน่นอนว่าเอา” เจียงเซิงกินเนื้อลิ้นจี่ตรงเมล็ดจนหมด
“เหมือนที่พี่รองเคยบอก พวกเราจะหาเงินจากคนในเมืองหลวงได้
อย่างไร ต้องหาเงินจากคนทั้งต้าอวี๋ต่างหาก”
จิตวิญญาณเช่นนี้น่าชื่นชมนัก
สวี่โม่พยักหน้าด้วยความพอใจ “แนวป้องกันกวนจิ่นเสียหาย
อย่างหนัก ทหารหนึ่งแสนห้าหมื่นคนได้รับบาดเจ็บ เกราะก็พัง ดาบก็
บิ่น สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เงินทั้งนั้น”
“โชคดีที่ชนะสงคราม ชนะอย่างสวยงาม ความเสียหายของ
ทหารม้าแสนคน ทำให้พวกเขาคงฟื้นตัวไม่ได้สามถึงห้าปีนี้”
หากชนเผ่าต๋าลู่ไม่สามารถฟื้นตัวได้ ก็จะไม่อาจบุกโจมตีเข้ามา
ได้ตามใจชอบ
ในทางกลับกัน เหล่าทหารชายแดนของราชวงศ์ต้าอวี๋ก็สามารถ
พักผ่อนได้ รอให้ท้องพระคลังมีเงินมากขึ้นได้
“แต่ว่า…” สวี่โม่กล่าว จากนั้นสีหน้าที่เคยยิ้มแย้มก็จางหายไป
“ในจดหมายของเจ้าสามบอกว่ามีคนตายมากมาย ทุกที่เต็มไปด้วย
แขนขาที่ถูกตัดขาด เขา…ไม่สามารถหาศพขององค์ชายรองกับฟาง
หยวนได้”
การแก้แค้นที่โหดร้ายเช่นนั้นถึงแม้จะพบศพก็ไม่อาจแยกแยะได้
ว่าเป็นใคร
“หาไม่เจอก็หาไม่เจอเถอะ” จ่างเยี่ยนที่สวมชุดรัชทายาทหันหลัง
กลับมา สีหน้าดูไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร “ความดีความชอบไม่อาจ
หักล้างความผิดได้ เขาทำให้ทหารผู้บริสุทธิ์ล้มตายก็ควรจะต้องตาย
ไปพร้อมกับทหารนับหมื่น”
แต่เมื่อนึกถึงชีวิตอันแสนทุกข์ระทมขององค์ชายรองก็อดทอด
ถอนใจไม่ได้
ทอดถอนใจให้กับความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา ทอดถอนใจ
ให้กับสรรพสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม
หากไม่มีจ่างเยี่ยน ด้วยความคิดและความสามารถของจู้จ่างอวี้
ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถแย่งชิงบัลลังก์มาได้ ใช่ว่าจะไม่สามารถปกครอง
แผ่นดินได้
ด้วยความคิดและกลยุทธ์ของฟางหยวน บางทีเขาอาจกลายเป็น
ขุนนางที่ทรงอำนาจแห่งยุคก็เป็นได้
ทว่าชะตากรรมมักเล่นตลก ชีวิตมักไม่แน่นอน เมื่อมีเยี่ยนแล้ว
เหตุใดจึงต้องมีอวี้ด้วย
“ข้าไม่อาจตัดสินถูกผิดระหว่างเสด็จพี่รองกับฟางหยวน บางที
วิธีของพวกเขาอาจจะไม่ถูกต้อง แต่ในท่ามกลางอำนาจ มีกี่คนที่
ซื่อสัตย์สุจริตอย่างแท้จริง” จ่างเยี่ยนลูบซองจดหมาย “เพียงแต่เมื่อ
ทำสิ่งที่น่าละอายลงไปแล้วก็ต้องยอมรับคำครหาเมื่อความจริงถูก
เปิดเผย”
อย่างเช่นการทุจริตการสอบ อย่างเช่นการแย่งชิงอำนาจและ
ทรยศบ้านเมือง
ประวัติศาสตร์ไม่เคยปรานี ทุกด้านทั้งดำขาวจะถูกเปิดเผย
ความขี้ขลาดและความชอบธรรมของราชวงศ์ ความหยิ่งผยองและ
ความเหิมเกริมของจูกุ้ยเฟย การไร้ความสามารถและขลาดกลัวของ
องค์ชายใหญ่ ความเย็นชาและความโศกเศร้าขององค์ชายรอง
“น่าเสียดายที่เรื่องราวไม่เป็นไปตามที่เสด็จปู่คาดหวัง อยากให้
คนตระกูลจู้รักใคร่ปรองดองกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”
แสงตะวันเจิดจ้า จ่างเยี่ยนสวมชุดมังกรสีส้มเหลืองของรัช
ทายาท เดินไปบนเส้นทางกลับวัง
หลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายที่หน้าประตูวังหลวง ฮ่องเต้ก็ไม่ได้สติอีก
เลย งานราชการเกือบทั้งหมดถูกส่งมอบให้องค์รัชทายาท โดยมีคน
จากจวนรัชทายาทเป็นผู้รับผิดชอบ
ยามว่าง จ่างเยี่ยนจะมาพบพี่น้องที่เรือนเล็ก แต่ส่วนใหญ่แล้วเขา
จะอยู่ในตำหนักตะวันออก เพื่อเขียนหนังสือและจัดการงานต่าง ๆ
ในแง่หนึ่ง เขามีอิสระแล้ว
แต่ในอีกแง่หนึ่ง เขาติดอยู่ในกรงขังตลอดกาล
เจียงเซิงถือลิ้นจี่สองลูกไว้ในมือ มองแผ่นหลังของพี่ห้าอย่าง
เหม่อลอย ไม่รู้จะพูดอะไรดี
สวี่โม่ลูบหัวของนาง “ร่าเริงหน่อยสิ ชนะสงครามแล้ว ท่านแม่ทัพ
กับเจ้าสามก็จะได้กลับบ้านแล้ว”
“จริงหรือ?” เจียงเซิงยิ้มกว้างทันที “รอให้พี่สามกลับมา พวกเรา
ทุกคนจะอยู่ในเมืองนี้เป็นเพื่อนพี่ห้าใช่หรือไม่ เขาจะได้ไม่เหงา ไม่
อยู่คนเดียวแล้วใช่หรือไม่”
สวี่โม่ไม่ได้ตอบอะไร
“เจียงเซิงน้อย มีคนมาเจรจาการค้าที่ร้านจิ่วเจิน” เสียงเรียกของ
จางเซียงเหลียนดังขึ้นมาพอดี
เจียงเซิงขานรับเสียงใสก่อนจะรีบไปทำธุระ
สวี่โม่พลันถอนหายใจ
แสงแดดในฤดูร้อนช่างร้อนแรงเหลือเกิน เขากางร่มกระดาษ
น ้ามัน ค่อย ๆ เดินออกจากเรือนเล็ก นั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังเรือนพัก
เล็ก ๆ ที่อยู่นอกเมืองหลวง
การเรียกที่นี่ว่าเรือนพักนั้นไม่ถูกต้องนัก เพราะกำแพงรั้วสูง
ตระหง่าน ประตูไม้หนาทึบแข็งแรง บนกลอนประตูยังมีโซ่เหล็กขนาด
เท่าข้อมือคล้องอยู่
สวี่โม่ดึงบังเหียนรถม้าให้หยุด ผูกเชือกบังเหียนอย่างคล่องแคล่ว
ชำนาญ หยิบห่อของออกจากรถม้าจากนั้นใช้กุญแจไขโซ่เหล็กแล้ว
ผลักประตูเข้าไป
หากน้องชายน้องสาวมาเห็นเข้าคงตกใจจนลูกตาจะหลุดออกมา
คิดว่าเขากำลังแอบซ่อนสาวงามไว้
เมื่อมองอีกครั้ง ในเรือนก็มีหญิงสาวนั่งอยู่จริง ๆ นางอายุยังน้อย
งดงามดั่งบุปผา แต่ท่าทางการปักผ้านั้นแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา การ
เคลื่อนไหวราวกับเป็นเครื่องกล
เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดนางจึงหันหน้ามา เผยให้เห็นใบหน้าซีด
ขาว “เจ้ามาแล้ว”
สวี่โม่วางห่อผ้าลงอย่างเย็นชา “นี่คืออาหารและน ้าสำหรับสอง
สามวัน”
“จงมีชีวิตอยู่ให้ดีเถอะ”
หญิงสาวราวกับได้ยินเรื่องตลก “เจ้าขังข้าไว้ที่นี่ แต่กลับบอกให้
ข้ามีชีวิตอยู่ให้ดี คนภายนอกรู้หรือไม่ว่าใต้เท้าสวี่ผู้สูงส่งดูแคลน
กฎหมาย ละเมิดระเบียบวินัยเช่นนี้”
สวี่โม่นิ่งเงียบ
แต่ก่อนเขาไม่เข้าใจ มักคิดว่าการเป็นคนต้องซื่อตรง ต้องไม่
รู้สึกผิดต่อมโนธรรม
จนกระทั่งหวังฝูเฟิงจากไป แต่ตัวการสำคัญอย่างหวังอวี้เหยา
กลับยังคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ดวงตาของเขาถูกย้อมด้วยสีเลือด
เขาพยายามหาทาง แต่ก็ยากที่จะจับผิดคนได้ตามกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูงของฟางหยวน หรือ
การชิงอำนาจทรยศชาติของจู้จ่างอวี้ ล้วนทำให้หวังอวี้เหยาหลุดพ้น
จากเรื่องทั้งหมดได้สำเร็จ
นางเป็นเพียงหญิงที่ไร้ญาติขาดมิตร อาศัยอยู่ในบ้านของคู่หมั้น
ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
จนกระทั่งคนทรยศทั้งสองหนีไป ตระกูลจูและตระกูลเถากลับใจ
ทันที แต่หวังอวี้เหยาก็เพียงเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับเขตอันสุ่ย
แต่นาง…มีสิทธิ์อะไร?
คนที่ทำร้ายหวังฝูเฟิงจนตาย วันเวลาของพวกเขาจะต้องล่มจม
สวี่โม่จึงใช้อำนาจเป็นครั้งแรก บังคับจับตัวหวังอวี้เหยามาแล้วขัง
นางไว้ในเขตชานเมืองที่ห่างไกลผู้คน
“ข้าให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะให้เจ้ามีชีวิต
ที่ดีจริง ๆ” ในที่สุดเขาก็พูดออกมา น ้าเสียงเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ
“ข้าเห็นแก่อาเหิงถึงได้ไว้ชีวิตเจ้า เพื่อให้เจ้าได้พบเขาเป็นครั้ง
สุดท้าย”
เมื่อพูดถึงสหายวัยเยาว์ หน้ากากของหวังอวี้เหยาก็แตกสลาย
นางหมุนตัวอย่างร้อนรน กระโปรงสีเหลืองอ่อนพลิ้วไหวใน
อากาศ “ไม่… เจ้าห้ามพาเขามา เจ้าฆ่าข้าเถอะ ปล่อยให้ข้าตาย ข้า
จะใช้ชีวิตชดใช้ให้ได้หรือไม่”
สวี่โม่หัวเราะเยาะ “ไม่ได้ หากเจ้ากล้าฆ่าตัวตาย ข้าก็จะไปเขต
อันสุ่ย ทำลายตระกูลซุนให้สิ้นซากซะ”
“จงมีชีวิตอยู่ต่อไปเถอะ นี่คือโทษทัณฑ์ของเจ้า”
ประตูใหญ่ปิดลงอีกครั้ง โซ่เหล็กส่งเสียงดัง กุญแจถูกลงกลอน
อย่างแน่นหนา
คนเราเมื่อมีกิเลสแล้วก็ยากจะรักษาความซื่อตรงได้
สวี่โม่มองกำแพงสูงตระหง่านเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะขับรถม้ามุ่ง
หน้ากลับสู่เมืองหลวง