พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 515 รัชทายาทคือพี่ชายของข้า
เจียงเซิงทำตามที่พูดไว้ นางเริ่มดำเนินการเปิดร้านสาขาของ
ร้านจิ่วเจินในเมืองโดยรอบ
เริ่มจากการสังเกตสภาพแวดล้อม เพื่อตรวจสอบว่าชาวบ้านใน
เมืองมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยหรือไม่ จากนั้นจึงสำรวจ
โดยรอบเพื่อตรวจสอบว่าชาวบ้านมีนิสัยซื่อสัตย์หรือไม่
ในยุคสมัยนี้การเดินทางโดยรถม้าเป็นเรื่องยาก หากต้องการ
เปิดร้านค้าให้กระจายไปทั่วทุกทิศทุกทาง ก็ต้องเรียนรู้วิธีของเรือน
โยวหราน คือการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นและใช้ประโยชน์จากคนใน
ท้องถิ่น
ไม่ใช่แค่ส่วนผสมอย่างแป้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนงานที่
สามารถค ้าจุนร้านได้อีกด้วย
หากผู้ดูแลร้านเป็นดั่งจิตวิญญาณ เป็นคนสนิทที่ส่งมาจากเมือง
หลวง คนงานก็เป็นดั่งเสาหลัก เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ร้านและโรง
ผลิตสามารถดำเนินงานต่อไปได้
คนเรานั้นมีหลายประเภท บางคนเกิดมาขี้เกียจ เห็นแก่กิน ไม่ว่า
จะให้เงินเท่าไหร่ก็ไม่สามารถละทิ้งนิสัยเดิมได้
บางคนอดทนต่อความยากลำบากได้ หากมีคนยื่นมือช่วยเหลือ
พวกเขาก็จะสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้ และยังจงรักภักดี
อีกด้วย
การเดินทางครั้งนี้เจียงเซิงพาเจียงซาน เจียงซื่อ และเหมียวเจา
อิงกับลูกสาวที่ยืนยันจะติดตามมาด้วย ไปยังเมืองลั่วหยาง
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเดินทางไกลขนาดนี้ เมื่อมาถึงก็รู้สึกว่าลม
ที่นี่แตกต่างออกไป มีกลิ่นอายแห่งความแปลกใหม่
“ลมจากใต้ไปเหนือยังแตกต่างกันได้อีก” เหมียวเจาอิงเอามือปิด
ปากหัวเราะ “ข้าว่าคุณหนูคงอยู่ในเมืองหลวงจนเบื่อ จึงถือโอกาส
ออกมาเปิดหูเปิดตาเสียมากกว่า”
“คำพูดของท่านป้าไม่ถูกต้อง” เจียงเซิงส่ายนิ้วชี้ “ท่านลองดมดู
ดี ๆ สิ ในลมมีกลิ่นหอมจริง ๆ”
ต้ายาเติบโตเป็นสาววัยแรกแย้มแล้ว นางหันหน้าไปมาเล็กน้อย
เพื่อมองหาที่มา ในที่สุดก็เห็นร้านค้าทางขวา เขียนชื่อร้านง่าย ๆ ว่า
“น ้าแกงไม่พลิกตระกูลสวี”
มีชายหนุ่มแข็งแรงกำลังคนน ้าแกงข้น กลิ่นหอมเย้ายวนลอย
ตามลมมา ช่างเป็นกลิ่นที่แปลกใหม่จริง ๆ
เจียงเซิงทนไม่ไหวอีกแล้ว รีบวิ่งเข้าไป ชี้แผ่นแป้งบาง ๆ ที่วาง
ซ้อนกันบนกระทะ ถามว่า “เถ้าแก่ นี่คืออะไรหรือ”
“นี่คือน ้าแกงไม่พลิกที่ทำจากถั่วเขียว” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น
“เป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองลั่วหยางของเรา ทำจากส่วนผสมหลาย
อย่าง ท่านลูกค้าจะลองชิมสักชามหรือไม่?”
“เอา ๆ เอามาห้าชาม” เจียงเซิงพูดด้วยความใจกว้าง วางเหรียญ
ทองแดงลง
เจียงซานกับเจียงซื่อยังคงผูกเกวียนอยู่ เหมียวเจาอิงเป็นห่วง
เจ้านาย ไม่ยอมให้นางถือชามเอง
น ้าแกงไม่พลิกห้าชาม ต้องเดินไปกลับสามรอบ
ต้ายาเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย อาสาถือสองชามแทนมารดา แต่
ก็ต้องรีบชักมือกลับเพราะมันร้อนเกินไป
ชายหนุ่มวางกระบวยลงทันที รีบเข้าไปช่วยถือแทน “ให้ข้าช่วย
ถือแทนคุณหนูเถอะ น ้าแกงนี้เพิ่งต้มเสร็จใหม่ ๆ หากไม่มีหนังด้าน ๆ
ที่มือคงทนความร้อนไม่ไหว”
ต้ายากล่าวขอบคุณอย่างเขินอาย แต่ทันทีที่พูดจบ เจียงซานกับ
เจียงซื่อก็โผล่มาเหมือนลิง พวกเขาร้องเฮพร้อมกับรับชามน ้าแกงไป
อาจเป็นเพราะรสชาติอร่อย หรืออาจเป็นเพราะความแปลกใหม่
เจียงเซิงซดจนหมดชาม ก็ยังไม่หายอยาก
“พอเถอะคุณหนู พวกเรายังต้องไปดูหมู่บ้านใกล้ ๆ อีก อย่าทำ
ให้การเปิดร้านล่าช้าเลย” เหมียวเจาอิงยิ้มเอ่ยเตือน “อีกอย่าง ตอนนี้
อิ่มแล้ว ถ้าเจอของอร่อยกว่านี้จะทำอย่างไรเล่า”
เจียงเซิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง เมื่อคนอื่นทานเสร็จก็เช็ดปากและลุก
ขึ้น
ขณะเดินผ่านประตู ชายหนุ่มที่กำลังคนน ้าแกงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะถามขึ้น “ขอถาม พวกท่านจะไปดูอะไรที่หมู่บ้านหรือ? จะซื้อ
ที่ดิน? หรือว่าจะย้ายมาอยู่?”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง” เจียงเซิงตอบด้วยความระมัดระวัง “แค่มา
เดินดูเฉย ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกท่านลองไปทางใต้ของเมืองสิ บ้านข้าอยู่แถว
นั้น” ชายหนุ่มพูดพลางคนน ้าแกงข้นต่อไป “ถ้าพวกท่านสนใจนะ”
จะสนใจหรือไม่สนใจก็ไม่สำคัญ ในเมื่อมาเดินเที่ยวเล่น จะไป
ทางไหนก็ได้ทั้งนั้น
เจียงเซิงสั่งให้เจียงซานขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านทางใต้ของ
เมือง
ตลอดเส้นทาง ผู้คนที่นี่มีนิสัยเรียบง่าย ชาวบ้านไม่หวาดกลัวคน
แปลกหน้า หากเก็บของได้ก็จะนำมาคืน ผู้ใหญ่รวมกลุ่มพูดคุยกัน
ส่วนเด็ก ๆ วิ่งเล่นไปมา เพื่อนบ้านอยู่กันอย่างสงบสุข
แต่ไม่ว่าที่ไหนจะดีอย่างไร ก็ต้องมีคนเลว ไม่ว่าหมู่บ้านจะ
ปรองดองกันอย่างไร ก็ต้องมีการทะเลาะเบาะแว้ง
พวกเขาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
ได้ยินเสียงชายตะคอกดุด่า เสียงหญิงร้องไห้ เสียงเด็กร ่าไห้ และเสียง
ข้าวของที่แตกหัก
เหมียวเจาอิงอดทนแล้วอดทนอีก แต่ก็ไม่อาจทนต่อไปได้ จึงส่ง
สัญญาณให้เจียงซานเจียงซื่อ”ไปถีบเถอะ”
“ได้เลยขอรับ” สองหนุ่มน้อยที่คันเท้ามานานกระโดดออกไป
ทันที ยกเท้าถีบประตูไม้จนหลุดออกครึ่งบาน
เสียงร้องไห้โวยวายจากด้านในหยุดลงทันที
ชายคนนั้นตกใจเล็กน้อย แล้วเดินออกมาโดยไม่สวมเสื้อ เมื่อ
เห็นว่าเป็นเพียงเด็กและสตรีก็ด่าว่า “พวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว
หรือ กล้าถีบประตูบ้านข้า พวกเจ้าจะชดใช้ได้หรือไม่? หากข้าไม่ได้
เงินหนึ่งตำลึงก็อย่าหวังว่าจะจบเรื่องกันได้ จ่ายเงินมา!”
เจียงซานยักไหล่ “ไม่มีเงิน มีแต่ชีวิต”
“ดีจริงๆ กล้ามาหาเรื่องข้าหลิวเอ้อร์โก่ว” ชายคนนั้นโกรธจัด
คว้าจอบที่อยู่หลังประตูออกมา “ถ้าไม่จ่ายเงินก็เอาชีวิตมาแทน”
เขาพุ่งเข้ามาประชิดตัว
เจียงซานเตรียมจะยกเท้าขึ้นแล้ว แต่ก็เห็นหญิงที่ใบหน้าฟกช ้า
รีบเข้ามาขวาง “พ่อของลูก อย่าลงมือเลย อย่าทำเช่นนั้น”
แต่เพียงชั่วพริบตา นางก็ถูกผลักไปชนกับถังน ้าจนหมดแรงจะ
ขยับตัว
เด็กหญิงในบ้านอายุประมาณเจ็ดแปดขวบ ร้องไห้ปกป้องมารดา
“อย่าตีท่านแม่ของข้า อย่าตีท่านแม่ของข้าเลย”
ชีวิตของสตรีช่างน่าสงสารเหลือเกิน
เหมียวเจาอิงเช็ดน ้าตา พยักหน้าให้สัญญาณเจียงซานและเจียง
ซื่อเข้าไปจัดการ จับชายที่ด่าทออยู่ลงไปกับพื้น และจับมัดไว้
ส่วนนางก็เดินเข้าไปจับมือสตรีคนนั้น ถามว่า “น้องสาว ทำไม
ไม่หย่าเล่า ทำไมต้องทนต่อไปด้วย”
การให้กำเนิดบุตร การทำอาหาร ล้วนควรมาพร้อมกับการให้
เกียรติและความรักจากคู่ครอง
การแต่งงานเป็นข้อผูกมัด แต่ไม่ใช่โซ่ตรวน หากถึงเวลาที่ต้อง
ทำลายก็ควรจะทำลาย
“พี่สาว” สตรีผู้นั้นกล่าวเสียงแผ่วเบา “หากหย่าแล้ว ลูกของข้า
จะทำอย่างไร จะทิ้งก็ตัดใจไม่ได้ จะพาไปด้วยก็เลี้ยงไม่ไหว ข้าจะเอา
ลูกไปตายด้วยได้อย่างไร…”
เหมียวเจาอิงน ้าตาไหลอีกครั้ง นางกุมมือสตรีผู้นั้นแน่น ราวกับ
กำลังจับมือตัวเองในอดีต หรือเหมือนตอนที่จางเซียงเหลียนจับมือ
นางไว้ หรือเหมือนจางเซียงเหลียนในอดีตที่ถูกเจียงเซิงจับมือไว้
“หากข้าสามารถจัดหาที่อยู่และอาหารให้เจ้าได้ เจ้ากล้าจะหย่า
หรือไม่?”
“หากข้าสามารถช่วยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ได้ เจ้าเต็มใจจะทำลายโซ่
ตรวนนี้หรือไม่?”
น ้าเสียงเดียวกัน เสียงที่แตกต่างกัน คำพูดที่คล้ายกัน ดังก้องอยู่
ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
เจียงเซิงยกยิ้มมุมปาก ต้ายาสะอื้นเบา ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน หญิงคนนั้นก็ตอบว่า “ตกลง…”
ราวกับเป็นการตอบรับของเหมียวเจาอิง
ราวกับเป็นการตอบรับของจางเซียงเหลียน
ราวกับเป็นการตอบรับของสตรีนับไม่ถ้วนที่ถูกชีวิตคู่ทำร้าย
ไม่ช้าก็เร็ว พวกนางจะต้องลุกขึ้นมายืนหยัดได้
หลิวเอ้อโก่วยังคงด่าทออยู่ข้าง ๆ ขู่ว่าจะฟ้องร้องทางการ และจะ
ส่งคนพวกนี้เข้าคุกจนตาย
สตรีผู้นั้นยังคงตกใจ เหมียวเจาอิงจึงปลอบนาง
ต้ายาเช็ดเช็ดน ้าตาเบา ๆ และปลอบใจเด็กผู้หญิงอายุเจ็ดแปด
ขวบคนนั้น
เจียงเซิงเดินไปหาหลิวเอ้อโก่ว จู่ ๆ ก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นมา
ยังจำได้ว่าตอนที่ช่วยเหมียวเจาอิง ต้องใช้กลอุบายต่างๆ ต้อง
หลอกล่อและวางแผน ต้องเข้าออกศาลาว่าการถึงสองครั้งเพื่อเปลี่ยน
สถานะทาส
แต่ตอนนี้ นางแค่ก้มตัวลงถีบชายคนนั้นเบา ๆ แล้วพูดว่า “ท่าน
ไปฟ้องสิ พี่ชายของข้าคือองค์รัชทายาท”