พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 517 คุณชายฟาง
ทุกปีทหารชายแดนจำเป็นต้องมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน เพื่อ
หลีกเลี่ยงการประจำการเป็นเวลานานจนทำให้ชีวิตไร้ความหวัง
ปีนี้ทหารที่กลับมาด้วยชัยชนะราวสามหมื่นคน จะต้องสับเปลี่ยน
กับทหารใหม่สามหมื่นคนที่เพิ่งฝึกฝนจากเมืองหลวง เมื่อฝึกฝนชุด
ต่อไปเสร็จแล้วก็จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันอีก
มีเพียงการผ่านความนองเลือดในสนามรบเท่านั้น จึงจะหล่อ
หลอมให้เป็นทหารที่แข็งแกร่งและมีเกียรติได้
แม้แต่คนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเพียงแค่ชำเลืองมองก็สามารถ
สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบและความน่าเกรงขามของเหล่าทหารบน
หลังม้า
พวกเขาไม่ยิ้มแย้ม ระมัดระวังคำพูดและการกระทำ ยืนตัวตรง
และเป็นระเบียบ
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาอดหยุดยืนมองไม่ได้ เมื่อหยุดดูก็รู้สึก
ตื่นตะลึง เมื่อรู้สึกตื่นตะลึงก็เกิดความเคารพยำเกรง
เมื่อเจียงเซิงและฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมาถึงก็พบกับภาพที่เป็น
ระเบียบและเงียบสงบเช่นนี้
ไม่มีเสียงเพลงและเสียงหัวเราะเหมือนตอนที่จอหงวนเดินขบวน
แห่ ไม่มีบรรยากาศรื่นเริงเหมือนตอนฉลองปีใหม่ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้น
ล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึม คนที่อ่อนไหวถึงกับน ้าตาคลอ
มันเป็นความรู้สึกหดหู่ที่แผ่ซ่านไปทั่ว อีกทั้ง… ผ้าพันแผลที่
เปื้อนเลือด เหล่าเด็กหนุ่มที่เหลือแขนเดียวหรือขาเดียว ทหารที่เหลือ
ตาข้างเดียว รวมถึงผู้บาดเจ็บที่อ่อนแอจนต้องมีคนช่วยพยุง
เจียงจี้จู่ผู้นำทัพสูงและสง่างาม บนอกพันผ้าพันแผลหนา ๆ เครา
ที่รกครึ้มไม่อาจปิดบังริมฝีปากที่ซีดขาว อีกทั้งบนแก้มยังมีรอย
แผลเป็นรอยใหม่
ไม่แปลกใจที่ท่านย่าบอกว่าอย่าเสียใจ นางคงเห็นภาพครอบครัว
ที่เต็มไปด้วยบาดแผลมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว นางรู้ดีว่าทหารที่กลับมา
จากสงครามย่อมไม่มีทางจะไม่บาดเจ็บ
สงครามที่ชนะแล้วก็ยังคงเป็นสงครามอยู่ดี
ตราบใดที่ยังมีสงคราม ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้
“ท่านพ่อ” เจียงเซิงพึมพำเบา ๆ ดวงตากลมโตเคลือบไปด้วย
น ้าตา เพียงกะพริบตาเบา ๆ ก็ไหลรินลงมาแล้ว
ราวกับรับรู้ถึงความรู้สึก เจียงจี้จู่ที่อยู่บนหลังม้าหันกลับมามอง
เห็นบุตรสาวน้อยของเขาท่ามกลางฝูงชนได้อย่างแม่นยำ
เขายิ้มกว้าง แต่เมื่อเห็นน ้าตาใส ๆ ที่ไหลลงมาก็รู้สึกใจสั่นและ
อึดอัด แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปปลอบโยนได้
โชคดีที่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยื่นมือออกไปตบไหล่หลานสาวเบา ๆ
เมื่อมองไปด้านหลัง เจียงเฉิงเยวี่ยนมีบาดแผลที่ขาซ้าย ฟางเหิง
มีผ้าพันแผลที่แขนขวา ผู้ติดตามทั้งหกคนล้วนมีผ้าพันแผลมากบ้าง
น้อยบ้าง แต่โชคดีที่ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีใครสูญเสียอวัยวะไป
เจียงเซิงถอนหายใจ ซบอยู่ในอ้อมกอดของท่านย่า พูดอะไรไม่
ออกอยู่นาน
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงปลอบเสียงเบา “รอพวกเขาเข้าวังรายงานตัว
เสร็จ ก็จะกลับบ้านแล้ว อย่าเสียใจกับบาดแผลเลย การที่ได้กลับมาก็
เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ?”
เจียงเซิงไม่ได้พูดอะไร
นางรีบกลับไปยังจวนตระกูลเจียงโดยเร็ว นางรู้สึกเสียใจที่ก่อน
หน้านี้ให้ความสำคัญกับบิดาน้อยเกินไป นางรออยู่นานไม่รู้เท่าไหร่
ในที่สุดเจียงจี้จู่ที่สวมชุดเกราะก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูจวน
“ท่านพ่อ!” เจียงเซิงตะโกนเรียกแล้วกระโจนเข้าไปหา
ไม่สำคัญอีกแล้วว่าชุดเกราะจะสกปรกแค่ไหน หรือหนวดเครา
ของบิดาจะเยอะหรือไม่
นางเหมือนกระสอบใบเล็ก ๆ จับชุดเกราะของเขาไว้ กลัวว่าจะไป
โดนบาดแผลของเขา ท่อนแขนแข็งทื่อ มองจากไกล ๆ ก็ราวกับมีคน
คั่นกลางพวกเขาอยู่
“เด็กคนนี้” เจียงจี้จู่หลุดขำ “รอให้ท่านพ่อไปอาบน ้าโกนหนวด
ก่อนเถอะ”
เจียงเซิงจึงยอมปล่อยมือ และพบว่าด้านหลังมีพี่ชายสองคนยืน
อยู่
“ข้าบอกแล้วว่าน้องสาวต้องอยู่ที่นี่แน่” เจียงเฉิงเยวี่ยนตื่นเต้น
มาก “พนันกันแล้วก็ต้องยอมรับ ขอยืมดาบที่เจ้าได้มาจากชนเผ่าต๋า
ลู่มาให้ข้าเล่นหน่อย”
“เอาไปเลย ๆ” ฟางเหิงทำสีหน้ารังเกียจ “น้องสาวมาหาท่านแม่
ทัพ ไม่ได้มาหาเจ้าสักหน่อย ดีใจอะไรนักหนา”
“นั่นไม่เหมือนกันนะ แสดงว่าน้องสาวยังให้ความสำคัญกับ
ตระกูลเจียงเป็นอันดับแรก” เจียงเฉิงเยวี่ยนถูมือพลางเข้าไปใกล้ด้วย
ความคาดหวัง “ขิงน้อย วันก่อนข้าได้ยินที่หน้าวังหลวง เมื่อไหร่เจ้า
จะเรียกข้าว่าพี่ชายอีกครั้งเล่า”
เขารอคอยมานานแสนนาน ในที่สุดก็มีวันนี้
เจียงเซิงน ้าตาคลอเบ้า “พี่ชาย ขอบคุณที่ท่านกลับมาอย่าง
ปลอดภัย ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ถือโทษโกรธท่านอีก ตราบใดที่
ท่านยังมีชีวิตอยู่ แค่มีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว”
ทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่ควรค่าแก่การโอ้อวด แต่เจียงเฉิงเยวี่ยนกลับ
กลั้นน ้าตาไว้ไม่อยู่
ทำได้เพียงหันหลังแล้วต่อยฟางเหิงไปหนึ่งหมัด
ฟางเหิง “…”
โชคดีที่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงส่งถานเยี่ยมา “คุณชายทั้งสองอย่าเพิ่ง
พูดคุยกันเลย รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าล้างตากันก่อนเถอะ
คุณชายฟางไม่ต้องกังวล ที่จวนตระกูลเจียงเตรียมข้าวของไว้ให้ท่าน
พร้อมแล้ว”
เจียงเฉิงเยวี่ยนหมุนตัวเดินจากไปทันที ตั้งใจจะทำตัวให้สง่างาม
สมกับเป็นพี่ชายที่จะอยู่เคียงข้างน้องสาว
ฟางเหิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ข้ายัง… ข้ายังมีธุระบางอย่างที่ต้อง
จัดการ”
ครั้งก่อนตอนกลับเมืองหลวง เขาก็อยากจะจัดการเรื่องนี้ แต่ติด
ที่สถานการณ์การรบเร่งด่วนจึงต้องจากไป บัดนี้ในที่สุดก็กลับมา
อย่างมีชัย ความรู้สึกรอคอยของเขาจึงเข้าใจได้
คนตระกูลฟางสายรองยังอยู่ในคุกและรอการประหาร
เจียงเซิงชี้นิ้วอ้วนกลมขึ้นมา “พี่สามทำไม่ถูก ตอนนี้ท่านเป็นถึง
ขุนพล ชัยชนะครั้งนี้พี่ห้าต้องมอบรางวัลพิเศษให้ท่านแน่ ถ้าตอนนี้
เจ้าไม่วางท่าขุนพลหนุ่ม แล้วจะรอไปวางท่าตอนไหน?”
ฟางเหิงพลันเข้าใจ ไม่ลังเลต่อไปอีก หมุนตัวไปล้างหน้าล้างตา
และเปลี่ยนเสื้อผ้า
เมื่อเดินออกมา ขุนพลหนุ่มผู้มีดวงตาเปี่ยมความองอาจ ร่างกาย
สง่าผ่าเผยและแข็งแกร่ง แม้จะผอมแต่ก็เต็มไปด้วยพละกำลัง สวม
เสื้อคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ห้อยจี้หยกประจำตระกูลฟางที่เอว
คุณชายน้อยแห่งตระกูลฟางในวันวาน ในที่สุดก็กลับมาแล้ว
เขาเคยได้รับการยกย่องไปทั่วเมืองหลวง ได้รับการขนานนามว่า
เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของบิดาผู้เป็นแม่ทัพ ต่อมาตระกูลของเขา
ประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ ต้องร่อนเร่พเนจรไปตามป่าเขา จนได้
พบกับคนที่รักที่สุดในชีวิตและพบกับเส้นทางที่สดใส
เขาไม่ได้เหยียบย ่าเกียรติยศของบรรพบุรุษเป็นบันไดไต่เต้า แต่
ใช้รอยเท้าอันมั่นคงพิสูจน์ให้เห็นว่า คนธรรมดาก็สามารถสร้าง
อนาคตได้
ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ในที่สุดก็ยืนหยัดอย่างสง่างาม
ตอนนี้เขาจะไถ่ถามความจริงให้กับมารดาที่ตายไปอย่างไม่เป็น
ธรรม ไถ่ถามให้กับตัวเขาเองที่ยังเด็กในวันนั้น
ภาพที่คิดไว้ในหัวมาหลายปีกำลังจะกลายเป็นจริง แม้แต่ฟางเหิง
ผู้กล้าหาญก็อดรู้สึกลังเลไม่ได้ แต่เมื่อเปิดประตูและเห็นพี่น้องยืน
เรียงรายอยู่ด้านนอก เขาก็ส่ายหน้าพลางหัวเราะออกมา
สวี่โม่ที่ทำงานอยู่ในจวนรัชทายาทสามารถเข้าออกได้อย่าง
อิสระ เวินจืออวิ่นที่เปิดสำนักแพทย์ก็ทำได้ตามใจชอบ เจิ้งหรูเชียนที่
ทำการค้าก็หอบแฮ่ก ๆ มา คนพวกนี้ยังไม่เป็นไร แต่ทำไมจ่างเยี่ย
นจากตำหนักตะวันออกถึงโผล่มาได้
“พี่สาม พวกเราจะไปกับท่านด้วย” เจียงเซิงกระโดดออกมา “พี่
รองโชคดีจริง ๆ ระหว่างขนอิฐทองคำก็ได้ยินข่าวว่ากองทัพกลับมา
อย่างมีชัยจึงรีบกลับมาทันพอดี”
“ใช่ ๆ ๆ ข้าเกือบจะพลาดเรื่องสนุกไปแล้ว” เจิ้งหรูเชียนพูดทั้งที่
ยังหอบอยู่
จากนั้นก็ได้รับสายตาดูแคลนจากเหล่าพี่น้อง
“ไปกันเถอะ ไปเรือนจำที่ศาลาว่าการเมืองหลวงกัน” เจียงเซิงหัน
หลังแล้วยกมือขึ้น “ออกเดินทาง!”
ด้วยมีองค์รัชทายาทและป้ายหยกประจำตำแหน่ง ทุกอย่างก็
เป็นไปอย่างราบรื่น
สี่พี่น้องยืนอยู่ห่างออกไป ปล่อยให้ฟางเหิงเผชิญหน้ากับคน
ตระกูลฟางสายรองที่สภาพมอมแมมซูบผอม
ฟางหวายเหริน อดีตขุนนางคนสำคัญของตระกูลฟางที่เคยหยิ่ง
ยโสโอหังในท้องพระโรง บัดนี้นอนแผ่อยู่บนเตียงฟาง ดิ้นรนเพื่อเอา
ชีวิตรอดไปวัน ๆ
เดิมทีเขาไม่ทันสังเกตเห็นฟางเหิง จนกระทั่งบุตรนอกสมรสของ
บ้านรองในห้องขังข้าง ๆ เริ่มวิงวอนขอความเมตตา ถึงขั้นคุกเข่า
โขกศีรษะ เขาจึงหันหน้ามามอง
ภายใต้แสงตะเกียงริบหรี่ เงาของเด็กหนุ่มทับซ้อนกับภาพคน
คุ้นเคยในอดีต ดวงตาที่ไร้แววมานานเริ่มมืดมัว เสียงโหยหวนของ
ทหารนับพันนับหมื่นดังขึ้นในหู
“พี่ใหญ่…” เขาคลานเข้ามา “พี่ใหญ่ ใช่ท่านหรือไม่ พี่ใหญ่
พี่ชายข้า”