พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 519 ความตายของหวังอวี้เหยา
พวกเขาเพิ่งจะหันหลังกลับ สะใภ้จูก็เอ่ยขึ้นทันที “เจ้ารับปากข้า
ไว้ แต่ยังไม่ได้บอกข้าเลย”
“หยวนเอ๋อร์ของข้า เขาเป็นอย่างไรบ้าง? เขาอยู่ที่ไหน?”
ฟางเหิงหันหน้ากลับมา “อยู่ที่ชายแดน ถูกฝังร่วมกับเหล่าทหาร
ผู้กล้านับไม่ถ้วนแล้ว”
สะใภ้จูพลันสายตาพร่ามัว นั่งลงที่เดิมเงียบ ๆ
ทุกคนออกจากห้องขัง ความเย็นยะเยือกและความมืดมิดจาง
หายไปพร้อมกัน แสงสว่างแผ่เข้ามาปกคลุมทุกส่วนของผิวกาย
“แดดดีจัง” เจียงเซิงยืดตัว “เห็นแดดแล้วนึกอยากจะนอนเลย”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงอดขำไม่ได้ ส่วนผู้นำตระกูลเฮ่อมองด้วย
สายตาแปลกใจ
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่พึมพำเบา ๆ “ถ้าข้าจำไม่ผิด วันที่ฝนตกเจ้า
ก็อยากนอนเหมือนกัน”
เจียงเซิงหน้าแดงด้วยความอาย ไม่กล้ายืดแขนอีกต่อไป รีบวิ่ง
เข้าไปในรถม้าแล้วใช้ม่านห่อตัวไว้
นางราวกับเป็นดักแด้อ้วนตัวหนึ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหัวเราะเสียงดังออกมาก่อนใคร
พี่ชายทั้งหลายต่างพากันหัวเราะตาม ผู้นำตระกูลเฮ่อรีบเข้าไป
ใกล้อย่างกระตือรือร้น “คุณหนูช่างน่ารักจริง ๆ คุณหนูช่างดี
เหลือเกิน คุณหนูอายุเท่าไรแล้ว มีคู่หมั้นหรือยัง…”
คำพูดที่เหลือเขาไม่ทันได้เอ่ยออกมา
เพราะพบว่าทุกคนพลันหยุดหัวเราะ ดวงตาทุกคู่จ้องมองมาที่
เขาด้วยความระแวดระวังและไม่เป็นมิตร
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงโบกมือ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมตระกูลเฮ่อถึงได้
ทะนุถนอมเฮ่อซิน ย่าของเสี่ยวเหิงนักหนา?”
“เพราะอะไรหรือขอรับ?” ฟางเหิงอดถามไม่ได้
“เพราะว่านางเป็นเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวในตระกูลเฮ่อที่มีมา
หกรุ่นแล้ว” ผู้นำตระกูลกล่าวน ้าตาคลอ “ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ก็ยัง
ไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงคนที่สองเลย”
เขามีบุตรชายสามคน และน้องชายอย่างเฮ่อเฉิงจางก็มีบุตรชาย
สองคนเช่นกัน
เวินจืออวิ่นเอ่ยขึ้นมาทันที “ใต้เท้าเฮ่อ ฮูหยินผู้ว่าการเขตมาให้
ข้าตรวจชีพจรเมื่อไม่นานมานี้ ดูเหมือนว่านางจะตั้งครรภ์แล้ว”
ผู้นำตระกูลเฮ่อสะดุ้งเฮือก หันกลับมาด้วยความไม่เชื่อ
หลังจากได้รับการยืนยันซ ้า ๆ จากเวินจืออวิ่นเขาก็ไม่กล้ารีรอ
รีบเรียกรถม้ามาทันที “กลับจวนเดี๋ยวนี้ รีบกลับจวน!”
พี่น้องทั้งหลายต่างหัวเราะออกมา เจิ้งหรูเชียนทำหน้าอยากรู้
อยากเห็น “ตระกูลเฮ่อยอมรับฮูหยินผู้ว่าการเขตเฮ่อแล้วหรือ?”
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ “คนในครอบครัวเดียวกันจะมีความแค้น
ข้ามคืนได้อย่างไร หากฮูหยินผู้ว่าการเขตเฮ่อคลอดบุตรสาว นางคง
จะกลายเป็นผู้มีบุญคุณกับตระกูลเฮ่อแน่”
ทุกคนหัวเราะกันอีกครั้ง แต่รอยยิ้มเหล่านั้นเปี่ยมไปด้วยความ
ปรารถนาดี
เจียงเซิงปีนขึ้นรถม้าเป็นคนแรก ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงตามเข้าไป
เป็นเพื่อน
พี่น้องคนอื่นทยอยขึ้นไปนั่งตามลำดับ เมื่อถึงคราวของฟางเหิง
สวี่โม่ก็ดึงตัวเขาไว้ “เจ้าสาม ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้า”
เรื่องที่ทำให้ทั้งสองคนต้องปิดบังซ่อนเร้น คงมีเพียงเรื่องของ
หวังอวี้เหยาที่ถูกคุมขังอยู่ในชานเมืองเท่านั้น
กำแพงสูงตระหง่าน โซ่เหล็กหนาหนัก กุญแจทองเหลืองขนาด
เท่ากำปั้นยังคงอยู่ที่เดิม
คราวนี้คนที่มาไขกุญแจกลับกลายเป็นฟางเหิง
หวังอวี้เหยายังคงนั่งนิ่งอยู่ในลานเรือน แม้อายุยังน้อยแต่กลับดู
เหมือนคนที่หมดอาลัยตายอยาก
นางขยับแขนอย่างเฉื่อยชา เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็
เพียงเอ่ยถามอย่างเย็นชาว่า “เจ้ามาอีกแล้วหรือ”
ทว่าครั้งนี้ไม่มีเสียงตอบรับจากสวี่โม่ ทั้งยังไม่มีเสียงการ
เคลื่อนย้ายอาหารกับน ้า
หวังอวี้เหยารู้สึกแปลกใจจึงหันกลับไปมอง สิ่งที่ปรากฏต่อ
สายตาคือขุนพลหนุ่มที่ยืนสง่า สวมอาภรณ์สีครามเข้ม ขับเน้นความ
องอาจให้สูงส่ง แฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์ของคุณชายตระกูลใหญ่แห่ง
เมืองหลวงและความห้าวหาญของนักรบชายแดน
ตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ที่หน้าประตู ในมือถือโซ่เหล็กอันหนักอึ้ง
ยืนนิ่งเงียบอยู่เนิ่นนาน
เขายังคงกลับมา มีชีวิตกลับมา
สีหน้าของหวังอวี้เหยาแตกสลาย จากความเฉยชาสู่ความตก
ตะลึง จากตกตะลึงสู่ความปีติยินดี จนสุดท้ายก็ร้องไห้โฮ
เขายังคงดีเหมือนเดิม แต่นางกลับแหลกสลายไปแล้ว
“ใต้เท้าสวี่ ใจเจ้าช่างโหดร้ายนัก!” หวังอวี้เหยาร้องไห้เสียงเศร้า
“เจ้าจะฆ่าจะแกงข้าอย่างไรก็ได้ แต่กลับเลือกจะทำลายหัวใจของข้า”
จากเขตอันสุ่ยถึงเมืองหลวง จากครอบครัวที่พลิกผันจนถึงการ
ชักดาบเข้าหากัน ภาพความทรงจำในวันวานที่เคยหัวเราะร่วมกันมา
ตั้งแต่เด็กยังคงอยู่ตรงหน้า แต่เพียงชั่วพริบตาทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปหมด
มารดาของนางหันหน้าหนีไม่สนใจอย่างไร้ความปรานี นางก็
ต้องเกลียดชังเขาตามไปด้วย
สุดท้ายนางก็เป็นคนบีบให้เขาจากไปด้วยตัวเอง เดินทาง
วนเวียนมาถึงเมืองหลวงแต่ก็ยังไม่อาจสมหวังดังใจ
โชคชะตาเหมือนแหนลอยน ้า ล่องลอยไร้จุดหมาย ไม่อาจรักษา
ความรักในวัยเยาว์ไว้ได้ และไม่อาจเติมเต็มความปรารถนาในวัย
ผู้ใหญ่ได้
จู่ ๆ นางก็ไม่ได้คิดถึงตระกูลซุน ไม่ได้นึกถึงมารดาเช่นกัน
ชีวิตของนางช่างเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ต้องแบกรับภาระทั้งหมด
ไว้บนบ่าเสมอมา
นางลืมไปแล้วว่าสิบปีแรกของชีวิต ท่านพ่อเคยทะนุถนอมนางไว้
กลางฝ่ามือ รักใคร่เอ็นดูนางยิ่งนัก
หวังอวี้เหยาเช็ดน ้าตาพลางเอ่ยอย่างระมัดระวัง “พี่ฟางเหิง ใน
ที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว ข้าไม่ได้พบท่านมาหลายปีแล้ว ข้าอยาก
พูดคุยกับท่านสักหน่อย…ได้หรือไม่”
สิ่งที่ตอบกลับนางมีเพียงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของ
ฟางเหิง
“ข้ารู้ว่าท่านเกลียดที่ข้าเคยบีบบังคับท่านเช่นนั้น ข้าก็ไม่อยาก
อธิบายอะไรมาก ข้าเพียงแค่…” นางค่อย ๆ เข้าไปใกล้ ยกมือชักดาบ
ล ้าค่าที่มีเพียงแม่ทัพเท่านั้นที่มีสิทธิ์พกติดตัว
ฟางเหิงยืนนิ่ง สีหน้าไร้อารมณ์ ไม่ตอบสนอง ไม่ได้ขัดขวาง ราว
กับต้องการจะดูว่านางจะแสดงอะไรออกมา
หวังอวี้เหยาลองวาดดาบเป็นวงกลม หลังจากทำไม่สำเร็จก็เอ่ย
เยาะตัวเอง “สมกับที่ว่าการฝึกยุทธ์ต้องขยันหมั่นเพียร สิ่งที่ท่านเคย
สอนข้า ตอนนี้ข้าแทบจำไม่ได้เลยสักอย่าง”
“ท่านเกลียดข้าใช่หรือไม่ ท่านสมควรจะเกลียดข้า” นางมอง
ท้องฟ้าสีครามกับแสงอาทิตย์เจิดจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะขยับมือ
แทงคมดาบเข้าอกของตัวเอง “ท่านจงเกลียดข้าเถอะ ข้าสมควร
ได้รับโทษทัณฑ์เช่นนี้แล้ว”
ร่างบอบบางในชุดสีเหลืองอ่อนล้มลง เส้นเลือดของหัวใจถูกตัด
ขาด คนที่รักสวยรักงามเช่นนางกลับมีเลือดไหลออกมาจากมุมปาก
ฟางเหิงขมวดคิ้ว “เหตุใดเจ้าถึงต้องทำถึงเพียงนี้ ข้าไม่เคย
เกลียดเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรก็ล้วนไม่เกี่ยวกับข้า ข้าแค่ไม่ชอบที่
เจ้าคอยจับผิดพี่น้องของข้าเท่านั้น”
หากพูดถึงความรักระหว่างคนทั้งสอง นับตั้งแต่การจากลาบน
เนินเขาครั้งนั้นก็กลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันแล้ว
หวังอวี้เหยาหัวเราะอย่างเจ็บปวด “อ๋อ ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้เอง ถ้า
ข้าบอกว่าเป็นเพราะข้าอิจฉา ท่านจะเชื่อหรือไม่ ข้าอิจฉาพวกเขาที่
สามารถอยู่เคียงข้างท่านได้อย่างสบายใจ คอยช่วยท่าน ในขณะที่
ข้าทำได้เพียงรังแกท่าน…”
อาจเป็นเพราะเลือดที่ไหลออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ หรืออาจเป็น
เพราะหัวใจเต้นช้าลง ลมหายใจของนางจึงเริ่มถี่กระชั้น “พี่ฟางเหิง
ข้าเห็นท่านพ่อแล้ว ท่านลุงด้วย พวกเขายิ้มและบอกว่าจะยกข้าให้
เป็นภรรยาแม่ทัพของท่าน แต่ทำไม…โชคชะตาถึงชอบเล่นตลกกับ
ข้านัก ข้าคงไม่มีโอกาสได้เป็นภรรยาแม่ทัพแล้ว”
“ข้าต้องไปแล้ว ไปพบท่านพ่อ ท่านลุง ท่านแม่ ข้าจะบอกพวก
ท่านว่า ท่านสุขสบายดี…”
ความชั่วร้ายของมนุษย์มีหลายประเภท มีทั้งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
เกิดขึ้นในภายหลัง มีสาเหตุ และมีที่มาที่ไป
หากไม่นับคนที่เกิดมาเลวร้าย ความชั่วของคนส่วนใหญ่ล้วนสืบ
ย้อนไปถึงต้นเหตุได้ บางทีอาจเป็นเพราะโชคชะตาเล่นตลก บางที
อาจเป็นเพราะชีวิตที่โหดร้าย บางทีอาจเป็นเพราะโอกาสและความ
บังเอิญ หรือบางทีอาจเป็นเพราะความจำเป็นที่บีบคั้น
แต่ชีวิตย่อมมีเหตุและผล ผู้ที่เคยทำชั่วย่อมได้รับผลกรรม แม้ใน
ยามที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายก็อย่าลืมนับวันเวลาที่กำลังถอยหลัง
หากคนเราสามารถมองเห็นอนาคตได้ ฮ่องเต้ที่ล้มป่วยอยู่บน
เตียงคงไม่ละเลยองค์ชายรอง เฮ่อซินผู้อ่อนโยนและมีจิตใจดีงามคง
ไม่รับลูกอนุมาเลี้ยงดูเป็นลูกแท้ ๆ และเลี่ยวซื่อที่วิกลจริตคงไม่ไว้ใจ
ญาติพี่น้องของตนเองมากเกินไป
น่าเสียดายที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นอนาคตได้ ดังนั้นเหตุและ
ผลจึงยังคงดำเนินต่อไป
สวี่โม่มองเหตุการณ์อย่างเฉยชา รอจนกระทั่งฟางเหิงฝังร่าง
หวังอวี้เหยาเสร็จ สองพี่น้องจึงขับรถม้ากลับไปยังเรือนเล็ก
ทุกคนยังคงนั่งอยู่ในเรือน ไม่มีใครจากไปไหน
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เดินสองสามก้าวไปหาจ่างเยี่ยน
ประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า “เจ้าห้า ข้าอยากขอร้องเจ้าสักเรื่อง
เจ้าจะ… ส่งข้าไปเป็นผู้ว่าการเขตที่อันสุ่ยได้หรือไม่”