พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 52 ความรู้สึกด้อยค่าของเวินจืออวิ่น
ช่วงนี้เรือนหลังเล็กเปลี่ยนจากความเงียบเหงาไปสู่ความคึกคัก
แล้วจากความคึกคักก็กลับสู่ความเงียบเหงาอีกครั้ง
พี่น้องทั้งหลายต่างรับมือไม่ทัน
เจิ้งหรูเชียนยิ่งอ้าปากค้าง “หากรู้ว่าการเรียนมีประโยชน์มาก
ขนาดนี้ ข้าคงไปสำนักศึกษากับพี่ใหญ่ด้วยแล้ว”
เจียงเซิงเหลือบมองเขาครั้งหนึ่ง “ท่านลองท่องบทความแปดทิศ
ให้ข้าฟังสักหน่อยสิ”
“…” พี่รองเงยหน้ามองท้องฟ้าทันที
ทุกคนสามารถอ่านหนังสือได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นอย่างสวี่โม่
เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง เขาทั้งฉลาดและขยัน
พรสวรรค์กับความพยายามของเขาล้วนขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป
ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ในใจของเจียงเซิง พี่ใหญ่ก็เป็นคนที่ฉลาดและเก่ง
ที่สุดอยู่แล้ว
เจิ้งหรูเชียนซึ่งอยู่ข้าง ๆ เบ้ปากใส่
เขายอมรับว่าพี่ใหญ่เก่งมาก แต่เจียงเซิงน้อยลองมองพี่รองอย่าง
เขาบ้างสิ พี่รองหาเงินเก่งนะ พี่รองก็เก่งมากเหมือนกัน
“แล้วข้าไม่เก่งหรือ” ฟางเหิงกลับผิดหวังยิ่งกว่า “ข้าสามารถ
รับมือหนึ่งต่อห้าได้”
ริมฝีปากของเวินจืออวิ่นขยับอีกครั้ง แต่กลืนคำพูดกลับลงไป
เหลือเพียงจ่างเยี่ยนซึ่งมองภาพตรงหน้าอย่างสนุกสนาน เป็น
ครั้งคราวที่เขาลอบไอสองหนเพื่อแสดงการมีตัวตนของพี่ห้า
ทุกครั้งที่เป็นเหตุการณ์เช่นนี้ เจียงเซิงมักปวดหัวเป็นที่สุดเลย
การมีพี่ชายมากเกินไปก็ไม่ดีนัก
นอกจากพี่สี่ที่มีนิสัยอ่อนโยนและไม่ชอบทะเลาะเบาะแว้ง พี่ชาย
คนอื่น ๆ ต่างสู้กันทุกเรื่อง และแย่งชิงกันเพื่อเป็นที่หนึ่งตลอด
หากเจียงเซิงอารมณ์ดี นางก็จะปลอบโยนคนนั้นคนนี้ และใน
บ้านก็จะเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสงบสุข
แต่ครั้งนี้เจียงเซิงไม่มีอารมณ์ นางจะไม่ปลอบใจใคร
เด็กหญิงยกมือเท้าเอว แล้วเดินจากไปด้วยความโมโห
ทิ้งให้เจิ้งหรูเชียนและฟางเหิงให้มองหน้ากันอย่างงุนงง
“เจ้าเป็นคนทำให้นางไม่มีความสุข”
“เจ้าต่างหาก เป็นเจ้า”
“พูดจาเหลวไหล ชัดเจนว่าเป็นเจ้า”
“หากไม่ยอมรับก็มาสู้กันสักหน่อย…”
ความจริงแล้วในเรือนหลังนี้ ทุกคนต่างก็พยายามอย่างหนักและ
ต่างก็มีส่วนร่วม
พี่ใหญ่เรียนเก่ง พี่รองหาเงินเก่ง พี่สามมีฝีมือการต่อสู้ กระทั่ง
น้องห้าก็ยังฉลาดเฉลียว
เดิมเวินจืออวิ่นยังมีความมั่นใจอยู่บ้าง นั่นคือเขาสามารถรักษา
คนในหมู่บ้านและหาเงินได้
แต่ตอนนี้เขาย้ายที่มาแล้ว ในอำเภอเซี่ยหยางย่อมไม่ขาดแคลน
หมอหรือคนรักษาโรค เขาซึ่งเป็นหมอครึ่ง ๆ กลาง ๆ จึงไม่มีใคร
สนใจ
ดังนั้นทุกครั้งที่พี่รองและพี่สามทะเลาะกัน พี่ใหญ่และน้องห้าจะ
เอ่ยแทรกได้บ้าง และยังเหมือนกำลังดูเรื่องสนุก ๆ ได้ด้วย
มีเพียงเวินจืออวิ่นเท่านั้นที่อยากจะพูดแต่ก็ยั้งไว้
เขารู้สึกไร้ค่าเหลือเกิน เมื่อเทียบกับพี่ชายน้องชายแล้ว เขา
เหมือนเป็นเพียงภาระ
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เวินจืออวิ่นกลับ
ลุกขึ้นยืนเงียบ ๆ เดินไปตามถนนในอำเภออย่างไร้จุดหมาย
เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถทำอะไรเพื่อครอบครัวได้อีกบ้าง
เรื่องเรียนเขาก็ไม่ถนัด ทำการค้าก็ไม่เก่ง สมองก็ไม่ดี เรื่อง
ฝีปากก็พูดจาไม่คล่องแคล่ว
สิ่งเดียวที่เขามีติดตัว มีเพียงวิชาแพทย์เล็กน้อยที่สืบทอดมาจาก
บิดา
วิชาแพทย์…
เวินจืออวิ่นชะงักฝีเท้า หยุดอยู่หน้าสำนักแพทย์แห่งหนึ่ง
เมื่อเทียบกับสำนักแพทย์เล็ก ๆ ที่ท่านหมอเวินเปิด สำนักแพทย์
ใหญ่ในอำเภอนี้ดูยิ่งใหญ่กว่ามาก
ที่แห่งนี้มีป้าย ‘เปียนเหรินถัง’ ขนาดเท่าผู้ใหญ่ โต๊ะตรวจโรค
เปิดรับแสงสว่างไสว ตู้ยาเรียงรายอยู่มากมาย สมุนไพรหายากนานา
ชนิด รวมถึงหมอถึงสามคน
แต่ตอนนี้เหมือนพวกเขาจะติดขัดเรื่องบางอย่าง จึงกำลังเดินไป
มารอบตัวคนไข้ที่นอนอยู่บนกระดานไม้
ด้วยความสงสัย เวินจืออวิ่นจึงเดินเข้าไปใกล้อีกสองก้าว
โดยทั่วไปแล้ว คนไข้ที่มาสำนักแพทย์มักจะมาด้วยตัวเองหรือให้
ญาติพามา
แต่คนไข้ที่ถูกหามมาด้วยกระดานไม้เช่นนี้ มักเป็นผู้ที่มีอาการ
ฉุกเฉิน เช่นคนไข้ท่านนี้ที่มีริมฝีปากและฟันซีดขาว ท้องนูนป่อง
กำลังหลับตาทนทรมาน กางเกงที่ใส่มีสีเข้มเล็กน้อย น่าจะเป็นอาการ
กลั้นหนักไม่อยู่
หมอทั้งสามกำลังข้อโต้แย้งกันเพราะไม่แน่ใจเรื่องอาการของเขา
หมอที่อาวุโสกว่ากล่าวว่า “ท้องเขาป่องขนาดนี้ ต้องเป็นอาการ
ท้องอืดแน่นอน เราต้องรีบระบายลมออก ต้มยาช่วยขับลมเป็นตัว
ช่วย”
หมอวัยกลางคนอีกท่านขมวดคิ้ว “ข้าไม่เคยเห็นอาการท้องอืด
แล้วกลั้นหนักไม่ได้ ข้าว่าเขาน่าจะมีอาการท้องเฟ้อมากกว่า ต้องใช้
ยาช่วยย่อย”
อีกคนซึ่งอายุน้อยกว่าไม่พูดอะไร เพียงคลำท้องคนไข้ซ ้าไปมา
หลายครั้ง แล้วส่ายหน้าพูดว่า “ไม่ใช่ทั้งนั้น…”
ทว่ายังพูดไม่ทันกล่าวประโยค ก็ถูกหมออีกสองคนดุด่า
“เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้าจะรู้อะไร ประสบการณ์ของเจ้ายังน้อยกว่า
พวกข้ามาก นี่เป็นอาการป่วยที่อันตรายถึงชีวิต หากคนตายไป
เพราะคำพูดเหลวไหลของเจ้า ผู้ใดจะเป็นคนรับผิด”
“ใช่ ๆ อย่าพูดจาเหลวไหล เจ้ารับผิดชอบไม่ไหวหรอก”
ทั้งสองที่เพิ่งทะเลาะกันเมื่อครู่ เริ่มสมัครสมานกันเพราะประโยค
เดียวของท่านหมอหนุ่ม
ท่านหมอหนุ่มถอนหายใจด้วยความโมโห “วิชาแพทย์ไม่ใช่ว่า
อายุมากกว่าจะยิ่งเก่งกว่า อย่าทะนงตนนัก คนผู้นี้ชัดเจนว่ามีอาการ
ท้องผูกที่เกิดจากการอุดตันในลำไส้ แค่ขับถ่ายออกมาก็พอ”
สิ่งนี้เท่ากับเป็นการปฏิเสธคำพูดของท่านหมอผู้อาวุโสทั้งสอง
คน
เวินจืออวิ่นฟังอยู่ด้านนอก อดเป็นห่วงเขาไม่ได้
ทันใดนั้นท่านหมอผู้อาวุโสทั้งสองก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “เจ้าคิด
ว่าตัวเองเป็นใครในอำเภอเซี่ยหยาง กล้าดีอย่างไรถึงมาชี้แนะต่อหน้า
พวกข้า เจ้ามีใบอนุญาตรักษากี่ใบ รักษาคนไข้มากี่ราย ข้าบอกว่านี่
เป็นอาการท้องอืดก็คือท้องอืด”
ในแวดวงวิชาแพทย์ อายุไม่ได้เป็นตัวชี้วัดฝีมือจริง ๆ
แต่อายุที่มากย่อมหมายถึงมีประสบการณ์สะสมมาก ผู้คนจึง
เชื่อถือหมอที่มีอายุมากกว่าหมอที่ยังดูหนุ่มแน่น จึงเออออตาม
ท่านหมอหนุ่มถึงพูดไม่ออก
เวินจืออวิ่นดึงชายเสื้อ เขาทนไม่ไหวอีกจึงเดินเข้าไปใกล้อีกก้าว
และกล่าวเสียงอ่อนว่า “ข้า…ข้าเคยเห็นในตำราที่บิดาบันทึกไว้ นี่เป็น
อาการท้องผูกจากลำไส้อุดตันจริง ๆ ท่านหมอคนนี้พูดไม่ผิด”
น่าเสียดายที่เขาเสียงเบาเกินไป จึงถูกทุกคนมองข้าม
เวินจืออวิ่นหลับตาลง
เขาถูกบิดามารดาปกป้องมาตั้งแต่เด็ก จนมีนิสัยขี้ขลาดอ่อนแอ
ต่อมามีเหล่าพี่ชายคอยปกป้อง แม้แต่น้องห้าอย่างจ่างเยี่ยนยัง
ฉลาดและกล้าหาญกว่าเขา
เวินจืออวิ่นยิ่งคิดยิ่งเศร้าใจ ในที่สุดก็รวบรวมความกล้า ตะโกน
ออกมาว่า “ท่านหมอหนุ่มพูดไม่ผิด! นี่คือลำไส้อุดตัน!”
ทั่วทั้งสำนักแพทย์เงียบกริบในทันใด
ท่านหมอหนุ่มที่ถูกต่อว่าจนยับเยินเงยหน้าขึ้น ดวงตาเอ่อล้นไป
ด้วยน ้าตา อยากจูบหน้าผากเวินจืออวิ่นสักที “พวกท่านดูสิ พวก
ท่านดู มีคนเชื่อข้าจริง ๆ ด้วย”
ท่านหมอใหญ่หันกลับมา ส่ายหน้ากล่าวอย่างดูถูก “แค่เด็กสิบ
ขวบ พูดจาเหลวไหลยิ่งกว่าเดิมเสียอีก”
จริงอยู่ที่เวินจืออวิ่นอายุน้อย สายตาของคนรอบข้างจึงเต็มไป
ด้วยความสงสัยและไม่มั่นใจ
แต่เขายิ่งพูดอย่างหนักแน่น “พูดมากไปก็เท่านั้น ไม่สู้ให้เขาลอง
ดื่มยาก่อน อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้คนไข้นอนทุรนทุรายอยู่เช่นนี้”
คำพูดนี้ตรงเข้าประเด็นทันที
ญาติคนไข้สองสามคนวิ่งเข้ามาหาด้วยน ้าตานองหน้า “เขา
กำลังทรมานนัก เขาใกล้จะตายแล้ว พวกท่านให้ยาเขากินเถอะ ไม่
ว่าจะยาอะไร มีเพียงให้ยาเขาถึงจะรักษาโรคได้”
ท่านหมอใหญ่กับท่านหมอวัยกลางคนสบตากัน ความจริงแล้ว
พวกเขาก็ไม่แน่ใจนักว่ามันคือโรคอะไรกันแน่ การให้ยาอย่างชะล่า
ใจจึงต้องรับผิดชอบด้วย
ความเจ้าเล่ห์ที่หล่อหลอมจากกาลเวลา ทำให้พวกเขาเลือก
หลีกเลี่ยงความเสี่ยง “เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าหมอหนุ่มคนนี้ก็แล้วกัน”
ผู้ใดวินิจฉัยโรค ผู้ใดจ่ายยา ผู้นั้นก็ต้องรับผิดชอบไป
ท่านหมอหนุ่มมองพวกเขาออก แต่ตอนนี้คนไข้กำลังมีอันตราย
ถึงชีวิต แม้เขาจะโกรธเพียงใด ก็ยังต้องจ่ายยาให้ก่อน
ความจริงแล้วมันไม่ใช่ยาที่มีอะไรซับซ้อน เพียงบดตัวยาเป็นผง
และชงให้ดื่ม
ในสำนักแพทย์มีเด็กหนุ่มคอยจัดยา เขาบดเสร็จอย่างรวดเร็ว
แล้วนำมาให้ ญาติของคนไข้จึงป้อนยาให้เขาอย่างระมัดระวัง
ไม่นาน เสียงผายลมก็ดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า
ผู้คนโดยรอบต่างได้กลิ่นอยู่ไม่น้อย จึงพากันปิดปากปิดจมูก
หลังจากนั้นก็เหมือนมีคนเจาะรังแตนยักษ์ เสียงผายลมดัง
ต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย กลิ่นเหม็นยิ่งทับถมกันครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อกลิ่นเหม็นนี้ถึงขั้นสูงสุดเหมือนจะส่งกลิ่นเข้มข้นมากกว่านี้
ไม่ได้แล้ว เสียงฟ้าร้องก็เปลี่ยนเป็นเสียงตุบตับเบา ๆ
กลิ่นเหม็นที่รุนแรงยิ่งกว่าโจมตีเข้ามา
คนที่ทนกลิ่นไม่ไหวอาเจียนออกมาทันที ซ ้ายังมีคนเกือบจะเป็น
ลมไปด้วย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับกลิ่นเหม็นนี้ คือท้องของคนไข้ยุบลงอ
ย่างชัดเจน ก่อนเขาจะก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ
ท่านหมอหนุ่มบีบจมูก ดวงตาทั้งสองหมุนวน พยายามเอ่ยว่า
“ข้าพูดถูก…ถูกต้อง…ถูก…”
เขายังพูดไม่จบกลับเป็นล้มลงพับไปแล้ว