พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 53 ว่าจ้างฆ่าคน
แม้ว่าสำนักแพทย์จะวุ่นวายไปหมด แต่คนไข้ก็นับว่าได้รับการ
ช่วยเหลือแล้ว
เวินจืออวิ่นไม่ได้อยู่ต่อ เขาหมุนตัวเดินจากไปอย่างช้า ๆ
แต่ตอนนั้นเอง ท่านหมอหนุ่มที่เพิ่งฟื้นคืนสติจากการเป็นลมก็
คลานลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขาเดินโซเซมาหาเด็กชาย คว้า
แขนเสื้อของอีกฝ่ายไว้ “วันนี้เจ้าช่วยข้า ข้ายังไม่ได้ขอบคุณเจ้าเลย”
เวินจืออวิ่นกล่าวอย่างจริงใจว่า “บิดามารดาของข้าเป็นหมอ
ตั้งแต่เด็กข้าจึงได้เรียนรู้วิชาแพทย์มาบ้าง เพียงแค่ไม่อยากให้คนไข้
ต้องทนทุกข์ทรมานเท่านั้นเอง”
เมื่อเขาพูดจบก็คิดจะดึงแขนเสื้อออก
แต่คิดไม่ถึงว่าท่านหมอหนุ่มจะจับแน่นขึ้นกว่าเดิม “เจ้าเรียน
วิชาแพทย์มาด้วยหรือ นี่ไม่ถูกต้องสิ”
“ผู้อาวุโสบอกว่าข้ามีพรสวรรค์ อายุยังน้อยแต่ก็มีแววจะเป็นหมอ
รักษาคน เจ้าอายุน้อยกว่าข้าห้าหกปี แต่กลับเก่งกาจเท่าข้า นี่ไม่ได้
หมายความว่าเจ้าเก่งกว่าข้าแล้วหรือ”
สีหน้าของท่านหมอหนุ่มเปลี่ยนไปหลายครั้ง
เห็นได้ชัดว่าเขาทั้งอิจฉา ไม่ยอมรับ ท้อแท้ใจ มุ่งมั่น และสุดท้าย
ก็กลายเป็นความปล่อยว่าง
“ช่างเถอะ ผู้อาวุโสสอนวิชาแพทย์ให้ข้าก็เพื่อช่วยเหลือผู้คน
ไม่ใช่เพื่อขัดขวางต้นกล้าที่ดี” ท่านหมอหนุ่มโบกมือ “ต่อไปเจ้าก็
ติดตามข้ามาเถอะ ข้าอยากจะดูว่าอีกสิบปีข้างหน้า เจ้ากับข้าผู้ใดจะ
เก่งกว่ากัน”
เวินจืออวิ่น “…”
ครั้งนี้เขาออกมาคนเดียวก็เพื่อมองหาวิธีการหาเงิน และอยากจะ
ทำประโยชน์ให้ครอบครัวบ้าง
ความกล้าที่ส่งเสียงออกไป ก็เพียงเพราะจรรยาบรรณของหมอที่
มีต่อบิดามารดา
“ท่านหมอ ข้าคิดว่าท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงผ่านทางมา
เท่านั้น” เวินจืออวิ่นส่ายหน้าอย่างถ่อมตนและสุภาพ
ท่านหมอหนุ่มเหลือบมองเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาของเขาครั้งหนึ่ง
“เจ้าตามข้ามาช่วยจัดยา แล้วข้าจะให้ค่าจ้างเจ้าเดือนละห้าตำลึง”
เวินจืออวิ่น “…”
ไม่ใช่ว่าเขาใจอ่อน แต่ห้าตำลึงนั้นล่อตาล่อใจเกินไป
“ตกลง” จากนั้นคำพูดเพียงคำเดียวของเวินจืออวิ่นน้อย ก็
กำหนดชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล
ทั้งสองกลับมายังสำนักแพทย์
เศษซากทั้งหลายถูกเก็บกวาดจนเกือบเรียบร้อยแล้ว แต่คนไข้
ยังคงรู้สึกไม่สบาย เขานอนพักอยู่บนแผ่นกระดานครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็ลุก
ขึ้นนั่งแล้วอาเจียนจนเต็มพื้น
ฝีเท้าของท่านหมอหนุ่มหยุดชะงักทันที
เวินจืออวิ่นชนเข้ากับแผ่นหลังของเขา จึงถามอย่างงุนงง “ท่าน
หมออู๋ เกิดอะไรขึ้น”
พวกเขาทั้งสองเพิ่งกล่าวแนะนำตัวกันไป
อู๋สั่วเว่ยขมวดคิ้ว สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก “คนไข้อาเจียนออกมา
แสดงว่ากระเพาะอาหารก็มีปัญหา ท้องป่องโค้ง ชัดเจนว่ามีอาการ
ท้องอืดร่วมด้วย”
แต่ก่อนหน้านี้เขากลับยืนกรานว่าเป็นเพียงลำไส้อุดตัน ซ ้ายัง
โต้เถียงกับท่านหมอผู้อาวุโสทั้งสองอีก
ความจริงแล้วการวินิจฉัยของหมอทั้งสามคนนั้นไม่ผิด เพียงแต่
ไม่ครบถ้วน
สำหรับอู๋สั่วเว่ย นี่ถือเป็นการตบหน้าตัวเองอย่างจัง
เขาคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ สุดท้ายกลับไม่ต่างจากหมอ
ธรรมดาทั่วไป
“อาจารย์พูดไม่ผิด วิชาแพทย์นั้นลึกซึ้งกว้างขวาง ข้าหลงระเริง
ในความสำเร็จ คิดว่าเพียงไม่กี่ปีก็เรียนรู้ได้ทั้งหมด แท้จริงแล้ว
ประสบการณ์ต่างหากที่สำคัญที่สุด…”
เขาพึมพำพลางเดินเข้าไปในสำนักแพทย์
เวินจืออวิ่นเดินตามหลังมาสีหน้าครุ่นคิด
ขณะเดียวกัน
ในเรือนหลังเล็กกำลังจะระเบิดเป็นไฟแล้ว
เจียงเซิงโมโหจัด ชี้พี่ชายทั้งสี่คน กล่าววิพากษ์วิจารณ์ว่า “ข้า
แค่นอนไปครู่เดียว ตื่นมาพี่สี่ก็หายไปแล้ว พอถามพวกท่านก็บอกว่า
เขาออกไปเดินเล่น อำเภอนี้ไม่ใช่หมู่บ้านนะ เขาย่อมไม่คุ้นเคย ถ้า
หลงทางจะทำอย่างไร”
เจียงเซิงเจ็บใจยิ่งนัก
เหตุใดคนทั้งครอบครัวนางถึงไม่เป็นห่วงเป็นใยกันบ้างเลย พี่
ใหญ่ก็ทำนางกังวลใจ พี่รองทำให้นางเจ็บใจ พี่สามทำให้นางกลุ้มใจ
พี่สี่ทำให้นางเป็นห่วง พี่ห้า…พี่ห้าค่อนข้างจะน่าพอใจ
แต่ถึงอย่างไรพี่สี่ก็อ่อนแอผอมบางตลอดเวลา หากเขาเจอพวก
อันธพาลขึ้นมาจะทำอย่างไร หากถูกคนจับไปรังแกจะทำอย่างไร
คิดถึงภาพเวินจืออวิ่นที่ร้องไห้ ก้าวถอยหลัง พลางร้องเสียง
อ่อนหวาน “อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา…”
เจียงเซิงก็กระทืบเท้าอย่างทนไม่ได้
“เจียงเซิงน้อย อย่าเป็นห่วงไปเลย ในอำเภอนี้มีความปลอดภัยดี
มาก ไม่มีคนเลวมากขนาดนั้นหรอก” เจิ้งหรูเชียนพยายามปลอบใจ
นาง
หากไม่พูดก็ยังดี เพราะเมื่อพูดแล้วเจียงเซิงยิ่งร้อนใจ “พวกเรา
ทำให้นายอำเภอขุ่นเคืองไปแล้วนะ!”
เจิ้งหรูเชียนหุบปากทันที
แต่ปล่อยให้โมโหต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ สวี่โม่ขยำกระดาษในมือ
เอ่ยเสียงเบา “เรียกผังต้าซานกับพวกพ้องมา แล้วออกไปตามหาเขา
กันก่อนเถอะ”
สำหรับตอนนี้ มีแค่วิธีนี้เท่านั้นแล้ว
กลุ่มผังต้าซานมีห้าคน ฝั่งเจียงเซิงมีอีกห้าคน ทั้งหมดสิบคนต่าง
วิ่งวุ่นอยู่ในตัวอำเภอ
แต่ตัวอำเภอกว้างใหญ่ขนาดนั้น จะให้พวกเขาสิบคนค้นจนทั่ว
ได้อย่างไรกัน
ดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า
เจียงเซิงยืนหอบหายใจอยู่ตรงทางแยก เมื่อหันกลับไปก็เห็นร่าง
ผอมบางของเวินจืออวิ่น
เขาเดินมาคนเดียว แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องอยู่ด้านหลัง แสง
สีแดงสุดท้ายส่องทะลุผ่านร่างกายเขา ขับให้ผิวของเขาดูราวกับ
ไข่มุกหยก หากไม่ใช่ว่าเขาสวมเสื้อคลุมของบุรุษ ผู้คนคงเชื่อว่าเขา
เป็นเด็กผู้หญิง
“พี่สี่” เจียงเซิงซึ่งเดิมทีร้อนใจ พอเห็นตัวคนก็หายโมโห “ท่าน
ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
เวินจืออวิ่นดวงตาเป็นประกายเช่นกัน เขารีบวิ่งมาจับมือนาง
ก่อนกล่าวอย่างลนลาน “เจียงเซิง ข้ามีเงินห้าตำลึง ข้าหาเงินได้แล้ว”
ในที่สุดเขาก็มีความมั่นใจที่จะบอกว่าตนสามารถปกป้อง
น้องสาวได้
รอจนทุกคนที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วอำเภอกลับมา ท้องฟ้าก็มืด
สนิทแล้ว
สวี่โม่เลียนแบบวิธีของร้านอาหาร ผัดไก่ทั้งตัวในกระทะ รสชาติ
เข้มข้น เนื้อนุ่มแน่นไม่แห้งเหนียว
คนทั้งสิบเอ็ดคนล้อมวงกินด้วยกัน
ไม่มีใครตำหนิเวินจืออวิ่นที่ออกไปข้างนอกเพียงลำพัง และไม่มี
ใครพูดถึงเรื่องที่ต้องวิ่นวุ่นหาตัวเขาในอำเภอตลอดครึ่งบ่าย
เมื่อรู้ว่าเวินจืออวิ่นได้ทำงานช่วยจัดยาเดือนละห้าตำลึง ทุกคนก็
พากันแสดงความยินดี
ผังต้าซานอิจฉาเขาจนตาร้อน “ข้าใช้เวลาสิบวันก็ได้แค่หนึ่ง
ร้อยเหวินเท่านั้น”
เจิ้งหรูเชียนผู้กำลังกินก้นไก่อยู่ชะงัก
จ่างเยี่ยนกระซิบข้างหูของเขาว่า “ท่านเพิ่มเงินให้เขาอีกหน่อยก็
พอ”
ใจคนก็เป็นเช่นนี้ เมื่อไม่มีอะไรติดตัว หนึ่งร้อยเหวินก็เป็นตัวเลข
มหาศาล แต่ผ่านไปนานวัน คุณค่าหนึ่งร้อยเหวินก็เริ่มจืดชืด ต้องมี
เพิ่มมากขึ้นจึงจะพอใจ
หากเจิ้งหรูเชียนไม่ยอมเพิ่มเงินให้ ผังต้าซานก็ยังคงทำงานกับ
เขาอยู่ เพียงแต่จะมีคำบ่นอยู่บ้าง สู้เพิ่มเงินให้เขาไปเลยจะดีกว่า วิธีนี้
จึงดึงดูดและเอาชนะใจคนได้
ถึงแม้จ่างเยี่ยนจะอายุยังน้อย แต่ความคิดนี้กลับเฉียบแหลมยิ่ง
นัก
เจิ้งหรูเชียนเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว จึงหัวเราะร่าและกล่าวว่า “เพิ่ม
เป็นสองเท่า ครั้งหน้าข้าจะให้เจ้าสองร้อยเหวิน”
ดวงตาของผังต้าซานเบิกโตทันที
ระหว่างที่กำลังกินข้าวอยู่ ผังต้าซานก็เขี่ยข้าวไปมา ลังเลใจอยู่
ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “มีเรื่องหนึ่ง ที่ข้าไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่ดี”
“ข้ามีความสัมพันธ์อันดีกับขอทานในอำเภอนี้ วันนี้ตอนที่ไป
ตามหาเจ้าสี่ ได้ยินพวกเขาพูดว่า เห็นชายหน้าบากหลายคนเข้า
ออกลานด้านหลังของจวนนายอำเภอ ดูท่าทางน่ากลัวจนไม่อยากไป
ยุ่งเกี่ยวด้วย”
ขอทานเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในอำเภอ และเป็นกลุ่มที่
รับรู้ข่าวสารได้กว้างขวางที่สุด จึงสามารถรับรู้ความลับได้ดีที่สุด
เช่นกัน
หากข่าวนี้เป็นความจริง เรื่องอันตรายอาจจะกำลังเกิดขึ้น
มือที่กำลังกินข้าวของพี่น้องทั้งหกชะงักไปพร้อมกัน ในใจมี
สัญญาณเตือนดังขึ้น
“ถ้านานยอำเภอเซี่ยหยางต้องการฆ่าพวกเรา ป่านนี้เขาคงฆ่า
และฝังศพไปนานแล้ว จะรอจนถึงตอนนี้ทำไม” เจิ้งหรูเชียนยังคงลังเล
อยู่บ้าง
ทุกครั้งที่เขาไปอำเภออวิ๋นสุ่ย เขาจะไปเยี่ยมเยียนนายอำเภอผัง
เสมอ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงค่อย ๆ แน่นแฟ้นขึ้น
หากนายอำเภอเซี่ยหยางต้องการฆ่าพวกเขาจริง ๆ นายอำเภอ
ผังคงไม่ยืนดูอยู่เฉยแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น มีตำแหน่งอันดับหนึ่งของอำเภออยู่ด้วย หากเขา
เป็นนายอำเภอเซี่ยหยาง เขาจะหาวิธีจัดการพี่น้องทั้งหกโดยอ้าง
เหตุผลที่ดูเป็นธรรมเท่านั้น ไม่ใช่การใช้กลอุบายชั่วร้ายเช่นนี้ที่ไม่
ช้าก็เร็วมันจะถูกคนเปิดโปง
“นายอำเภอเซี่ยหยางอาจจะไม่ทำ แต่พวกเจ้าอย่าลืมสิ เขายังมี
ภรรยา”