พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 524 ตอนพิเศษ ท้องฟ้าสีคราม 1
ภายใต้ป้ายตัดสินคดีเที่ยงธรรมชัดแจ้ง เบื้องหน้าโต๊ะพิจารณา
คดี
นิ้วเรียวยาวลูบไล้หนังสือรายงาน พู่กันอ่อนนุ่มตวัดวาดรอยหมึก
ขุนนางหนุ่มผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ร่างชื่อแล้วชื่อเล่าลงบนกระดาษ
พวกเขาเหมือนเจียงเซิงในอดีตที่ถูกทอดทิ้งอย่างโหดร้าย ถูกทิ้ง
อย่างไม่ยุติธรรม และต้องเลือกใช้ชีวิตเร่ร่อนอย่างหมดหนทาง
พวกเขาไม่มีสถานะ ไม่สามารถทำงานได้ ต้องใช้ชีวิตด้วยการ
ขอทาน
น่าสงสารยิ่งนักสำหรับเด็กที่อ่อนแออย่างเจียงเซิง และเด็กเกเร
อย่างผังต้าซาน พวกเขาล้วนเป็นเพียงเด็กที่ไร้ทางเลือกเท่านั้น
เมื่อทางการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างซาบซึ้งน ้าตา
ไหล อาศัยความช่วยเหลือนี้เพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นเด็กเร่ร่อน
ตอนที่สวี่โม่ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของอำเภอเซี่ยหยาง เขา
เคยดำเนินการนโยบายนี้มาก่อน
บัดนี้เมื่อกลับมายังเขตอันสุ่ยในฐานะผู้ว่าการเขตอันสุ่ย เขาได้
นำแผนการที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นมาดำเนินการทั่วทั้งเขตอันสุ่ยอย่างเต็ม
กำลัง
ที่ปรึกษาของเขากล่าวพลางหาว ในดวงตาที่เต็มไปด้วยความ
ง่วงงุน “ใต้เท้าขอรับ นี่ก็ดึกมากแล้ว ท่านรีบไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้
ชาวบ้านคงจะนำเรื่องเล็กน้อยมาฟ้องร้องที่ศาลอีก”
สวี่โม่ยิ้มจนใจ วางพู่กันลงบนโต๊ะ
จนกระทั่งได้มานั่งอยู่ในตำแหน่งนี้จริงๆ เขาถึงได้รู้ซึ้งว่าการเป็น
ผู้ปกครองนั้นไม่ง่าย การเป็นขุนนางที่ใจซื่อมือสะอาดนั้นทำได้ยาก
หากโหดร้ายและเข้มงวดเกินไป ประชาชนก็จะเดือดร้อน แต่ไม่
กล้าร้องทุกข์
หากใจดีและเป็นกันเองเกินไป ประชาชนจะชื่นชอบยินดี แต่ก็
มักจะพากันนำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ตัดสิน
อย่างเช่น ไก่ของป้าจ่างถูกสุนัขของลุงหนิวกิน พวกเขาก็ต้อง
มาทะเลาะกันถึงที่ศาลเขต
ลูกสะใภ้ของลุงหลิวซานกับลูกชายของหลานชายของพ่อเขามี
เรื่องชู้สาว ก็ยังต้องมาทะเลาะวิวาทกันที่ศาลเขต
ศาลเขตที่ควรจะสง่างามและน่าเกรงขาม กลับกลายเป็นตลาด
สดหน้าหมู่บ้าน
หากพูดถึงสมัยก่อน ท่านนายอำเภอสวี่ก็เป็นเช่นนี้ เขาเป็นที่รัก
ของชาวบ้าน คอยช่วยเหลือชาวบ้าน จนอาจกล่าวได้ว่าทุ่มเททำงาน
จนวาระสุดท้าย
แต่บิดาเขาดูแลเพียงหนึ่งอำเภอ ส่วนสวี่โม่ต้องดูแลคนทั้งเมือง
จึงไม่อาจลงมือทำทุกเรื่องด้วยตนเองได้
“ท่านที่ปรึกษาเลิกดูเรื่องสนุกได้แล้ว” เขาโบกมือ “เรื่องทะเบียน
ราษฎร์ของเด็กขอทานนั้นสำคัญกว่า ส่วนเรื่องเล็กน้อยของพวก
ชาวบ้าน พยายามอย่าให้พวกเขาเข้ามาในศาลเลย”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าขอรับ” ท่านที่ปรึกษาซึ่งเป็นถึงจวี่เห
รินอายุเพียงยี่สิบกว่าของปีนี้กล่าว “ทุกคนต่างก็เอ่ยอ้างชื่อท่าน
ต้องการให้ท่านผู้ว่าการเขตสวี่มาจัดการเอง”
บางครั้งความรักและความศรัทธาของประชาชนนั้นก็เป็นภาระที่
หนักอึ้งเหลือเกิน
คำชี้แนะที่บิดาทิ้งไว้ได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ชีวิตที่เหลือคงต้องใช้
ความพยายามของตนเองเท่านั้น
สวี่โม่เคยลองให้เจ้าหน้าที่ศาลไปจัดการ แต่พวกเจ้าหน้าที่ตัว
ใหญ่ไม้ไม่รู้จักใช้เหตุผล ทำได้แค่ชักดาบขู่คนเท่านั้น
เขาเคยลองให้บัณฑิตไปเกลี้ยกล่อม แต่แม้จะมีวาทศิลป์เป็นเลิศ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหญิงที่ไร้เหตุผลก็ทำได้แค่ยืนนิ่งเท่านั้น
หากมองไปทั่วทั้งเมือง คนที่มีทั้งความกล้าหาญและมีไหวพริบ มี
เหตุผลและหลักการ ก็แทบจะหาไม่ได้เลยสักคน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่จะมาทำงานให้ศาลเขต
เขตอันสุ่ยไม่ใช่เมืองหลวง ไม่สามารถดึงดูดคนมีความสามารถ
จากที่ต่าง ๆ และไม่มีการสอบขุนนางเพื่อใช้คัดกรองคนอีกด้วย
กระทั่งความสามารถในการปกครองบ้านเมืองของเจ้าห้า ก็ไม่
สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ที่นี่ได้
สวี่โม่ยิ้มขื่น “ช่างเถอะ ๆ ค้นหาคนต่อไป ส่วนเรื่องพวกนี้ข้าจะ
จัดการด้วยตัวเองไปก่อน”
แต่เรื่องของเด็กเร่ร่อนยังต้องจัดการให้เสร็จ ถึงแม้จะไม่เหน็ด
เหนื่อย แต่คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้สภาพร่างกายทรุดโทรม
ทั้งสองคนจัดเก็บข้าวของให้เรียบร้อย ดับเทียน แล้วถือโคมไฟ
เดินออกจากประตูไป
แสงจันทร์ภายในศาลเขตส่องแสงสลัว ๆ หญิงสาวท่าทาง
อ้อนแอ้นคนหนึ่งยืนอยู่ นางกำลังถือชามโจ๊กและน ้าชาไว้ในมือ
หลังจากรอคอยอยู่นานจนในที่สุดก็ได้เจอคน ดวงตาของนาง
พลันเป็นประกาย น ้าเสียงสดใสกังวานราวกับเสียงระฆัง “พี่ใหญ่
ท่านที่ปรึกษา ในที่สุดพวกท่านก็ทำงานเสร็จแล้ว รีบดื่มโจ๊กดื่มชา
คลายความเหนื่อยล้าสักหน่อยเถอะ จะได้รีบไปพักผ่อน”
“คุณหนูเจียง” ที่ปรึกษาทั้งตกใจและดีใจ “ท่านรออยู่ข้างนอกมา
นานเท่าไรแล้ว ทำไมไม่เข้าไปนั่งข้างในเล่า ยามดึกน ้าค้างลงจัด
ต้องระวังรักษาสุขภาพร่างกายด้วย ทั้งท่านยังอุตส่าห์นำโจ๊กกับชา
มาให้ ช่างมีน ้าใจจริง ๆ”
เขาประสานมือคำนับ แล้วรับของไปด้วยท่าทีจริงจัง ในคำพูด
เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
สวี่โม่ที่ถูกเบียดอยู่ด้านหลัง “…”
“พวกท่านต่างเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องของเด็กเร่ร่อน ข้าเพียงนำ
โจ๊กกับชามาให้ ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย” เจียงเซิงแย้มยิ้ม ค่อย ๆ แสดง
ท่าทีที่สมกับเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่
ดวงตาทั้งสองของที่ปรึกษาเปล่งประกายมากขึ้น โจ๊กและชาใน
ฝ่ามือก็พลอยร้อนระอุไปด้วย
สวี่โม่ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงยกมือขึ้นปิดปากแล้วไอเบา ๆ เพื่อ
เตือน “แค่ก ๆ”
เขาก้าวไปยืนคั่นตรงกลาง แล้วพูดด้วยน ้าเสียงที่ไม่อาจโต้แย้ง
ได้ว่า “ท่านที่ปรึกษาต้องกลับแล้ว น้องสาว เจ้ากลับบ้านกับข้าเถอะ”
โคมไฟนำทางอยู่ข้างหน้า สองพี่น้องเดินเข้าไปในจวนท่านผู้ว่า
การเขต
“พี่ใหญ่ช่วงนี้ยุ่งเหลือเกิน พี่รองก็ไม่อยู่บ้าน พี่สามคอยดูแล
ชายแดน พี่สี่ก็ออกไปตรวจคน มีแค่ข้าคนเดียวที่อยู่บ้าน” เจียงเซิง
ถอดหน้ากากออกแล้วพูดจ้อเหมือนนกน้อย
“ข้าอยู่บ้านว่าง ๆ จึงตั้งโรงผลิตขึ้นมาอีกสองแห่ง แต่คนงานที่
รับเข้ามาครั้งนี้มีท่านป้าคนหนึ่งที่แปลกมาก นางชอบขี้เกียจอยู่เรื่อย
อ้างว่าชีวิตจนเองลำบาก วัน ๆ เอาแต่หลบไปร้องไห้อยู่ตามมุม ไม่
ยอมทำงานเลย”
“ท่านป้าท่านน้าคนอื่นต่างเห็นใจว่านางลำบาก จึงยอมอดทนกับ
นางหลายครั้ง ข้าแอบปรึกษากับท่านป้าซุ่ย รู้สึกว่านางกำลังฉวย
โอกาสจากความใจดีของพวกข้า แกล้งทำตัวอ่อนแอ ข้าจึงตัดสินใจ
ไล่นางออก แต่พี่ใหญ่รู้หรือไม่ นางกลับมายืนด่าข้าที่หน้าโรงผลิต
กล่าวหาว่าข้ารังแกชาวบ้าน”
เจียงเซิงเอามือเท้าเอว พูดด้วยความโมโห “ใครกันที่รังแกนาง?
หากข้าจะรังแกนางจริง ๆ นางจะยังมีแรงมายืนกระโดดโลดเต้นอยู่
หน้าโรงผลิตหรือ? ข้ามีพี่ชายตั้งมากมาย แค่เลือกมาสักคนก็ทำให้
นางตกใจตายได้แล้ว”
สวี่โม่พยักหน้าพลางยิ้ม “แล้วสุดท้ายเรื่องนี้จัดการอย่างไร?”
“อ้าว ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องนี้จัดการได้แล้ว?” เจียงเซิงตกใจ
“ท่านป้าซุ่ยเป็นคนจัดการ นางเคยลำบากเพราะแม่สามีมาหลายปี
จึงเกลียดคนที่ทำตัวไร้เหตุผลมากที่สุด นางพับแขนเสื้อแล้วเดิน
ออกไปด่ากลับที่หน้าโรงผลิต พร้อมทั้งอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้
กระจ่าง คนท่านป้าคนนั้นต้องหนีไปอย่างหมดท่า”
สมแล้วที่ต้องใช้คนร้ายกาจจัดการกับคนร้ายกาจ
เหมือนกับเรื่องเล็กน้อยระหว่างเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ทางการ
หยาบกร้านพูดจาไม่รู้เรื่อง บัณฑิตก็อ่อนแอจนรับมือไม่ได้ แต่ถ้า
เปลี่ยนเป็นหญิงสาวที่ทั้งเก่งกาจ ดุดัน และสามารถจัดการได้เล่า
ในโลกนี้มีสตรีที่ฉลาดไม่น้อย พวกนางสามารถเปิดร้านหาเงิน
ได้ ทั้งยังเก่งเรื่องทะเลาะวิวาท จัดการเรื่องยุ่งยากได้อย่างง่ายดาย
หากการสอบขุนนางอนุญาตให้สตรีเข้าร่วมได้ หากว่าในวังยอม
ให้สตรีก้าวเข้าไปทำงานก็ไม่รู้ว่าจะเป็นภาพที่งดงามเพียงใด
เจียงเซิงถอนหายใจพลางกล่าวว่า “น่าเสียดายจริง ๆ ท่านป้าก็
แค่เป็นท่านป้าคนหนึ่ง บางครั้งข้าก็คิดว่าหากนางเกิดมาเป็นบุรุษ คง
เก่งกว่าท่านลุงจางมากทีเดียว”
หัวใจของสวี่โม่พลันปวดร้าวขึ้นมา เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลง
ขนบธรรมเนียมของราชวงศ์ต้าอวี๋ได้ และไม่มีวิธีที่จะให้สตรีได้ไปยืน
อยู่ในราชสำนัก แม้แต่น้องสาวของเขายังทำได้มากกว่าเขาเสียอีก
บางทีนี่อาจเป็นความแตกต่างของความคิดระหว่างบุรุษและสตรี
ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน พวกเขาย่อมไม่มีวันเข้าใจกันได้อย่าง
แท้จริง
แต่ตอนนี้เขาอยากจะตัดสินใจอย่างกล้าหาญ ต้องการมอบ
อำนาจที่แท้จริงให้สตรีบางคน
อาจจะเล็กน้อย อาจจะไม่ชัดเจน แต่ก็เป็นสิ่งที่เขาทำได้ เป็นก้าว
แรกที่ยิ่งใหญ่บนเส้นทางอันยากลำบาก
“เจียงเซิง” สวี่โม่ยิ้ม “ข้ามีเรื่องหนึ่งที่ต้องขอความช่วยเหลือจาก
ท่านป้าซุ่ยและพวกท่านป้าที่โรงผลิต”