พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 525 ตอนพิเศษ ท้องฟ้าสีคราม 2
หลิวซุ่ยไม่เคยคิดมาก่อนว่าผ่านมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วจะมีโอกาส
ได้รับราชการ
นางและบรรดาพี่น้องสตรีที่พูดจาคล่องแคล่วจากโรงผลิต
รวมตัวกันเป็นหน่วยไกล่เกลี่ย รับผิดชอบดูแลเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของ
ถนนสองสายใกล้กับเรือนดอกไม้
เงินเดือนไม่มาก แค่ครึ่งตำลึงเท่านั้น
แต่นั่นคือเงินจากทางการ ภายใต้การดูแลของศาลเขต สามารถ
พูดคุยกับท่านผู้ว่าการเขตได้โดยตรง หรือแม้แต่ร้องเรียนก็ยังทำได้
ตอนที่รับงานนั้น หลิวซุ่ยยังคงงุนงงอยู่ ราวกับมีความรู้สึก
เหมือนโชคลาภตกลงมาจากฟ้า หรือไม่ก็เหมือนอยู่ในความฝันที่ไม่
เป็นความจริง
จนกระทั่งเจียงเซิงเตือนนางด้วยดวงตากลมโตคู่นั้นว่า “ท่านป้า
ท่านอย่าทำให้เสียชื่อพวกเราสตรีเพศ ต้องจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ดี
ที่สุด”
หลิวซุ่ยถึงได้สติกลับมา นางกำมือแน่น “วางใจได้เลย”
เรื่องราวไม่ได้ซับซ้อนอะไร เป็นเพียงการทะเลาะกันของสอง
ครอบครัวเรื่องการดูแลผู้อาวุโส ลูกชายคนโตทั้งครอบครัวออกไป
ทำงานนอกบ้านตลอดทั้งปี ทุกครั้งมีแต่ให้เงินแต่ไม่ได้ช่วยดูแล ส่วน
ลูกชายคนรองก็อยู่บ้านเฉย ๆ ช่วยดูแลแต่ไม่เคยให้เงิน
แต่เดิมหลายปีที่ผ่านมาทุกคนอยู่กันอย่างสงบสุข จนกระทั่ง
มารดาของบ้านเสียชีวิตลง เหลือเพียงบิดาที่เงียบขรึมไม่ค่อยพูดจา
ลูกสะใภ้คนรองก็พูดตรงๆ ว่าอยู่ร่วมกับพ่อสามีไม่ได้ ต้องการให้ลูก
ชายคนโตมารับพ่อสามีไปอยู่ด้วย
ลูกสะใภ้ใหญ่ไม่ยอม บอกว่าได้ให้เงินไปแล้ว
ลูกสะใภ้รองยกมือเท้าสะเอวและต่อว่า ความเหนื่อยยากที่ผ่าน
มาก็ถือว่าหักล้างกันไปแล้ว พ่อแม่ก็ควรจะแบ่งกันเลี้ยงดูคนละครึ่ง
ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมกัน เกือบจะถึงขั้นต้องขึ้นศาล ต้องให้คนเฒ่า
คนแก่ในตระกูลมาช่วยเกลี้ยกล่อม ตอนนี้จึงอยู่ในระหว่างการไกล่
เกลี่ย
ลูกสะใภ้คนโตยืนกรานว่าครอบครัวของสะใภ้รองได้รับเงินไป
แล้ว ก็ควรจะมีหน้าที่ดูแลผู้อาวุโส
ลูกสะใภ้คนรองก็พยายามหาเหตุผลมาอ้าง กล่าวถึงความ
เหนื่อยยากในการดูแลพ่อแม่สามี
หลิวซุ่ยไม่ได้เข้าไปทันที แต่แอบฟังอยู่ด้านนอกสักพัก ก่อนจะ
ยิ้มแย้มเดินเข้าไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน
หลังจากสืบถามข้อมูลหลายครั้ง นางจึงมั่นใจ พาพี่สาวน้องสาว
ที่ทั้งห้าวหาญและเฉียบคมพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศาลที่กล้าหาญเดิน
เข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย
“พวกท่านเป็นใครกัน?” สะใภ้รองที่เห็นคนเข้ามาแสดงท่าที
ระแวดระวัง
“ข้าได้รับคำสั่งของท่านผู้ว่าการเขต ให้มาจัดการความขัดแย้ง”
หลิวซุ่ยพยายามข่มความหวาดกลัวเอาไว้
สะใภ้รองโกรธขึ้นมาทันที “พวกเราต้องการให้ท่านผู้ว่าการเขต
มาจัดการ ใครอยากให้พวกเจ้ามาจัดการกัน พวกเราจะไปขึ้นศาล
เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
“ใช่แล้ว ๆ” ลูกชายคนรองพยักหน้าเห็นด้วย
หลิวซุ่ยไม่ได้โกรธเคืองและไม่ได้โต้แย้งอะไร แต่พับแขนเสื้อ
พลางกล่าวว่า “พวกเจ้าจะขึ้นศาลจริง ๆ หรือ? เช่นนั้นเรื่องที่พวกเจ้า
ทำงานหาเงินโดยไร้คุณธรรมคงจะถูกเปิดเผยแล้ว”
การจัดการกับปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ต้องรู้จักใช้คำซุบซิบนินทา
ให้เป็นประโยชน์
หลิวซุ่ยสืบทราบความจริงจากปากของเพื่อนบ้านว่า ครอบครัว
ของลูกชายคนรองเอาเงินไปแล้ว แต่ไม่ได้ดูแลผู้เฒ่าในบ้านอย่าง
เต็มที่ แม่สามีต้องดูแลทุกอย่างอย่างยากลำบาก เพื่อให้พวกเขามี
ชีวิตอยู่ได้
ตอนนี้พอแม่สามีเสียชีวิต เหลือแต่พ่อสามีที่ทำงานไม่ได้
ครอบครัวของลูกชายคนรองก็ไม่พอใจมาก อยากจะไล่คนออกไป
หลายครั้ง
ทุกคนต่างก็เป็นลูกหลานเหมือนกัน ครอบครัวลูกชายคนโตยัง
ส่งเงินมาให้ แต่ครอบครัวลูกชายคนรองไม่ทำอะไรเลย แถมยังจะเอา
เงินจากพี่ชายอีก ช่างไร้มนุษยธรรมเหลือเกิน
“พวกเจ้าสองคนคนหนึ่งโลภ คนหนึ่งเลว แถมยังอกตัญญูอีก
อนาคตผลกรรมจะส่งผลกระทบต่อการสอบราชการของลูกหลาน
ลูกชายของพวกเจ้าจะไม่มีโอกาสได้สอบจอหงวน” หลิวซุ่ยถ่ม
น ้าลายลงพื้น “คนเช่นพวกเจ้าช่างไร้ยางอายจริง ๆ”
“ใช่ ไร้ยางอายจริง ๆ” บรรดาท่านป้าท่านน้าต่างเห็นด้วย
เหล่าเจ้าหน้าที่ซึ่งถือดาบอยู่ก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ
ครอบครัวของลูกชายคนรองถึงได้ยอมจำนนต่อความจริง
ยอมรับทุกอย่าง
หลิวซุ่ยฉวยโอกาสนี้ปรึกษากับครอบครัวลูกชายคนโต เมื่อรู้ว่า
พวกเขาต้องการเงินคืนและจะรับบิดาเฒ่าไปเลี้ยงดูเอง นางก็พยัก
หน้าค้วยความพอใจ
เรื่องราวจบลงด้วยดี ความขัดแย้งก็สามารถจบลงได้ก่อนที่จะ
เข้าไปถึงศาล
สวี่โม่ถอนหายใจออกมา พลางลูบเสื้อผ้าแล้วเดินกลับ “วิธีนี้ก็ดี
แต่ก็ขึ้นอยู่กับคุณธรรมของคนที่มาจัดการด้วย ยังต้องให้คนหลาย
คนมาคอยควบคุมกันเองถึงจะดี”
เขาตวัดพู่กันลงไป ทำให้เขตอันสุ่ยมีกองกำลังสตรีเพิ่มขึ้นอีก
กลุ่มเพื่อจัดการกับข้อพิพาทต่าง ๆ โดยเฉพาะ
แต่พวกนางไม่มีสิทธิ์ทำตามอำเภอใจ ต้องคอยตรวจสอบซึ่งกัน
และกัน เมื่อเจอเรื่องอะไรก็จะรายงานโดยตรงเพื่อร่วมกันจัดการ
ปัญหา
พวกนางกระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมเมือง เมื่อเจอกับญาติก็จะ
หลีกเลี่ยงและทำหน้าที่อย่างเต็มที่
ในที่สุด ผู้ว่าการเขตสวี่ก็มีเวลาจัดการเรื่องเด็กเร่ร่อนได้สำเร็จ
และส่งฎีกาด่วนไปถึงมือองค์รัชทายาทที่เมืองหลวง
“พี่ใหญ่ ๆ ๆ” เจียงเซิงดีใจมาก “พอจัดการเรื่องเด็กเร่ร่อนเสร็จ
แล้ว ท่านจะไปร้านผ้ากับข้าได้หรือไม่ ข้าอยากทำเสื้อให้พวกท่าน
ทุกคนแล้ว”
เมื่อคิดว่าช่วงนี้ทุกคนต่างก็ไม่อยู่ สวี่โม่จึงได้แต่พยักหน้าพลาง
ยิ้ม “ได้”
สองพี่น้องเดินเล่นอยู่บนถนนในเขตอันสุ่ย ในมือถือถังหูลู่
ขนมกุ้ยฮวา และห้อยจี้หยกไว้ที่เอว
เจียงเซิงกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงโวยวายด้วย
ความเคืองโกรธ ตามด้วยเสียงกรีดร้องของสตรี
นางยังไม่ทันตั้งตัวก็เห็นสตรีที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตารีบร้อนเดินผ่านไป
ด้านหลังเป็นชายที่มีหนวดเคราซึ่งกำลังโกรธแค้น
ทั้งสองคนมีรอยแผลตามร่างกาย ทั้งรอยกัด รอยขีดข่วน บนพื้น
มีเศษซากที่แตกหัก คงจะเป็นของที่ถูกทุบทำลาย
เรื่องเช่นนี้มักเป็นเรื่องภายในครอบครัว สามีภรรยาทะเลาะกัน
หัวเตียงคืนดีกันท้ายเตียง คนนอกไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
แต่สายตาของสตรีผู้นั้นกลับเหลือบมองมาทางสวี่โม่ ขณะที่
ฝีเท้าชะงักไป น ้าตาของนางก็เอ่อคลอขึ้นมา
นางเหมือนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง มองอยู่นานด้วยท่าทาง
สั่นเทา ก่อนจะเอามือปิดใบหน้าที่มีรอยช ้าสีม่วง แล้ววิ่งหนีไปโดยไม่
หันกลับมามองอีก
“นั่น…เป็นบุตรสาวของเศรษฐีหนิวใช่หรือไม่?” เจียงเซิงถามด้วย
ความตกตะลึง
พี่ใหญ่ผู้สง่างามเมื่อห้าปีก่อน บัดนี้ยังคงรูปโฉมงดงามไม่
เปลี่ยนแปลง
ส่วนหนิวเซียนเซียนที่เคยเย่อหยิ่งจองหอง กลับตกต ่ากลายเป็น
หญิงชาวบ้านธรรมดาที่ทะเลาะกับสามีอยู่กลางถนน
ไม่รู้จะพรรณนาถึงความมหัศจรรย์ของกาลเวลาอย่างไรที่
สามารถเปลี่ยนแปลงคนให้แตกต่างกันได้ขนาดนี้ และทำให้คน
เติบโตจนน่าเหลือเชื่อได้ขนาดนี้
หนิวเซียนเซียนสะอื้นไห้จากไป สิ่งที่นางไม่กล้าเผชิญหน้าไม่ใช่
แค่สวี่โม่เท่านั้น แต่เป็นตัวตนของนางที่เคยหยิ่งยโสในอดีต
“ร้านตัดเสื้ออยู่ข้างหน้าแล้ว ไปกันเถอะ” สวี่โม่ไม่ได้หยุดยืนอยู่
นานนัก
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะก้าวเดิน ถนนก็ถูกคนมาขวางทางอีก
ครั้ง
คราวนี้ผู้ที่มาค่อนข้างไม่คุ้นหน้า แต่งกายเรียบร้อยสะอาด
สะอ้าน ท่าทางสุภาพนอบน้อม “ขอถามคุณชายกับคุณหนูหน่อย
พวกท่านรู้จักพ่อค้าหนุ่มอายุสิบแปดปีที่แซ่เจิ้งแห่งเขตอันสุ่ยหรือไม่”