พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 526 ตอนพิเศษ เชียนเชียนกับท้องฟ้าสีคราม
อายุสิบแปดปี แซ่เจิ้ง เป็นพ่อค้า
เรื่องนี้ชัดเจนเกินไปจนทำให้ผู้คนอดคิดไม่ได้
สองพี่น้องสบตากัน ก่อนสวี่โม่จะเป็นฝ่ายถามกลับไป “พี่ชาย
ท่านนี้ตามหาคนมาตลอดทางเลยหรือ”
“อ่า ใช่” คนที่มาชะงักไป “ขอถามหน่อยว่าท่านรู้จักเขาหรือไม่”
ถ้าตอบว่ารู้จักตอนนี้อาจจะทำให้พวกเขาระวังตัว
ถ้าตอบว่าไม่รู้จัก อีกฝ่ายก็จะหนีไป
ดวงตาของเจียงเซิงครุ่นคิดไปมา “ดูเหมือนข้าเคยเห็นที่ไหนสัก
แห่ง เป็นคนที่ชอบสวมเสื้อคลุมสีสันฉูดฉาด เวลาเดินก็ชอบส่ายก้น
ไปมาใช่หรือไม่”
“ใช่ ๆ ๆ เป็นคนนั้นแหละ” ผู้มาเยือนดีใจ “คุณหนูรู้หรือไม่ว่าเขา
พักอยู่ที่ไหน”
คราวนี้กลับเป็นเจียงเซิงที่ระแวงบ้าง “ท่านโผล่มาถามหาเขา
กะทันหันเช่นนี้ ใครจะรู้ว่าท่านตามมาล้างแค้นเขาหรือไม่ ข้าไม่กล้า
บอกทางซี้ซั้วหรอก นอกเสียจาก…ท่านจะบอกเหตุผลที่แท้จริงมา”
นางมีใบหน้าที่สดใสน่ารัก ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความไร้
เดียงสาและเป็นประกาย มีเพียงส่วนลึกของนัยน์ตาเท่านั้นที่เห็น
ความเจ้าเล่ห์ซึ่งยากจะสังเกต
เห็นได้ชัดว่าสองพี่น้องต้องการรู้ความจริง แต่ตอนนี้กลับ
กลายเป็นว่าผู้มาเยือนต้องอธิบาย
“ข้าไม่ได้มาล้างแค้น” คนผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “เป็นเพราะนาย
ท่านของข้าเดินทางพันลี้เพื่อตามหาบุตรชาย หวังว่าคุณชายจะกลับ
บ้าน เลิกชีวิตที่ต้องลำบากเสียที”
“นายท่าน?”
“ตามหาบุตรชาย?”
เจียงเซิงกับสวี่โม่เอ่ยขึ้นพร้อมกัน สีหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วย
ความประหลาดใจ
“ถูกต้อง นายท่านกับคุณชายได้พบกันเพียงชั่วครู่ นายท่านจึง
ตามคุณชายมาถึงเขตอันสุ่ย และสั่งให้พวกข้าตามหาร่องรอยของ
เขาให้พบ” บ่าวของตระกูลเหรินประสานมือกล่าว “หากคุณหนูช่วย
แนะนำให้ ตระกูลเหรินจะต้องตอบแทนอย่างงามแน่”
แม้จะฟังดูจริงใจแต่สวี่โม่กลับจับพิรุธได้ “พบกันเพียงชั่วครู่?
หมายความว่าเขาได้พบกับนายท่านของพวกเจ้าแล้ว แต่ไม่ยอมอยู่
ด้วยใช่หรือไม่?”
บ่าวตระกูลเหรินพูดไม่ออก ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าตอบ
“เขาไม่เต็มใจกลับไป พวกท่านยังมาตามหาถึงเขตอันสุ่ย หรือ
ว่าพวกท่านต้องการจะบังคับเขา?” เจียงเซิงนึกถึงตระกูลเจียง นึกถึง
ท่านย่าและท่านพ่อที่ปฏิบัติต่อนางด้วยความอ่อนโยนเสมอมา “พวก
ท่านต้องการให้เขากลับไปจริง ๆ หรือแค่ไม่อยากให้สายเลือดหลุด
รอดไปอยู่ภายนอกกันแน่?”
การตามหาลูกชายเหมือนกัน แต่ก็มีทัศนคติที่แตกต่างกัน
แม้ตระกูลเจียงจะไม่มีสิ่งรับรอง ไม่มีปานแต่กำเนิด แต่พวกเขาก็
ยอมรับเจียงเซิงและเคารพการตัดสินใจของนาง ทั้งหมดนั้นล้วนมา
จากความรักในใจอย่างแท้จริง
ตระกูลเหรินที่ต้องการหลักฐานทางสายเลือดก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่
ในเมื่อเจิ้งหรูเชียนปฏิเสธอย่างชัดเจนแล้ว พวกเขายังตามมาไกลถึง
ที่นี่ ทำเช่นนี้จะมีความจริงใจอยู่สักกี่ส่วนกัน?
“พวกเรา พวกเรา…” บ่าวตระกูลเหรินอ ้าอึ้ง ” “ตระกูลเหรินเป็น
ตระกูลใหญ่แห่งเขตอวี๋หัง หากคุณชายรองกลับไปก็มีแต่ผลดีไม่มี
ผลเสีย ดีกว่าต้องมาเป็นแค่พ่อค้า”
ในที่สุดความจริงก็อยู่ตรงนี้
ตระกูลเหรินติดตามมาอย่างเต็มภาคภูมิ เพราะเชื่อมั่นว่าตระกูล
ใหญ่ย่อมดีกว่าพ่อค้าเสมอ โดยใช้ข้ออ้างว่า “หวังดี” และบีบบังคับ
ให้ทำตาม
รอยยิ้มมุมปากของสวี่โม่ค่อย ๆ หายไป คนใจดีอย่างเขาเริ่ม
แสดงสีหน้าเย็นชา “คนที่เจ้าพูดถึง ข้ารู้จัก เขาเป็นน้องชายของข้า
หากเขาไม่เต็มใจกลับไปตระกูลเหรินที่น่ารำคาญนั่นก็ไม่มีใครบังคับ
เขาได้ทั้งนั้น”
“แต่ที่นั่นคือตระกูลเหรินเชียวนะ” บ่าวรับใช้พูดด้วยความตื่นเต้น
“คนตระกูลเหรินเคยมีคนเป็นถึงท่านผู้ว่าการเขตอวี๋หัง มีบัณฑิตจวี่
เหรินมากมาย ใคร ๆ ก็อยากจะเข้าไปอยู่ในตระกูลเหริน แล้วทำไม
พวกท่านถึงต้องขัดขวางเขาไม่ให้กลับไปเป็นคุณชายรองด้วย”
“อ้อ? ท่านผู้ว่าการเขตอวี๋หังหรือ” สวี่โม่พยักหน้า “ข้าน้อยผู้ไร้
ความสามารถคนนี้คือผู้ว่าการเขตอันสุ่ยเช่นกัน”
ตอนนั้นมีชาวบ้านที่คุ้นเคยเดินผ่านมาพอดี จึงยิ้มทักทาย
“ท่านผู้ว่าการเขตมาเที่ยวเล่นด้วยหรือขอรับ”
สวี่โม่พยักหน้าพลางยิ้มตอบ ทำให้สถานะของเขาปรากฏชัด
ระหว่างผู้ว่าการเขตอวี๋หังที่เกษียณไปแล้วกับผู้ว่าการเขตอันสุ่ย
ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ ไม่จำเป็นต้องถามว่าใครมีสถานะสูงส่งกว่ากัน
บ่าวของตระกูลเหรินถอยหลังไปสองก้าว แต่ยังคงเถียงอย่างดื้อ
รั้น “คุณชายของพวกข้ากำลังเข้าร่วมการสอบระดับแคว้นที่เมือง
หลวง ในอนาคตจะได้เป็นจิ้นซื่อเหล่าเหยีย… จะได้เป็นขุนนางใหญ่
แห่งเมืองหลวง”
“ข้าผู้ไร้ความสามารถ คือจอหงวนในรัชศกเหอฉิ่งปีที่สิบสาม”
สวี่โม่กล่าวด้วยน ้าเสียงราบเรียบ
บ่าวตระกูลเหรินยังคงดิ้นรนต่อ “แต่ตระกูลเหรินก็ถือเป็นตระกูล
ใหญ่…”
“ใหญ่กว่าตระกูลเจียงหรือไม่?” เจียงเซิงโน้มตัวเข้ามา “ใช่แล้ว
เป็นตระกูลเจียงที่สร้างแม่ทัพหลายสิบคนให้กับเมืองหลวง ข้าคือ
บุตรสาวตระกูลเจียง เป็นน้องสาวของพ่อค้าที่เจ้าพูดถึง”
บ่าวตระกูลเหรินตกใจหนัก ถอยหลังไปอีกสองก้าว
ความมั่นใจและความภาคภูมิใจทั้งหมดแตกสลายลงในชั่วขณะ
นั้น
“เป็นแค่คนตระกูลใหญ่ในเขตอวี๋หังกลับกล้าชี้นิ้วสั่งการ บังคับ
ให้ผู้อื่นกลับคืนสู่ตระกูลเดิมรึ?” สวี่โม่เอ่ยด้วยน ้าเสียงเย็นชา “หาก
เขาเต็มใจ ข้าย่อมไม่ทัดทาน แต่หากเขาไม่เต็มใจก็ไม่มีใครสามารถ
บังคับเขาได้”
“กล้าบีบบังคับพี่รองของข้า ข้าจะทำลายตระกูลเหรินให้ราบเป็น
หน้ากลองเลย!” เจียงเซิงยืนเท้าเอว เชิดคางขึ้นสูง แล้วเหลือบตามอง
อย่างไม่ใส่ใจ
จากนั้นนางก็เห็นเจิ้งหรูเชียนกับวังเสี่ยวซงที่ยืนอยู่หน้ารถม้า
การเดินทางไกลพันลี้ทำให้ทั้งสองดูเหนื่อยล้า อาภรณ์หรูหรายับ
ย่น มวยผมที่เคยมัดแน่นหลุดลุ่ย แม้แต่หนวดเคราก็ยังพากันงอก
ออกมา ยิ่งเพิ่มความหมองคล ้าและดูตกยากเข้าไปอีก
มีเพียงรองเท้าปักในมือของเจิ้งหรูเชียนเท่านั้นที่งดงามที่สุด
ลวดลายปักดูมีชีวิตชีวาประดับด้วยไข่มุกตะวันออกเจิดจ้า กลายเป็น
สิ่งเดียวที่สว่างไสวบนร่างของทั้งสอง
ไม่สิ ยังมีอีกอย่าง
เป็นดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน ้าของเจิ้งหรูเชียน
หลังจากผ่านไปหลายวันและระยะทางที่ไกลขนาดนี้ ความอัดอั้น
ที่เขาได้รับจากตระกูลเหรินถูกเอาคืนให้ทั้งหมดแล้ว
แม้คนในครอบครัวจะไม่เกรงกลัวต่อการ “ก้าวก่าย” ไม่สนใจ
แม้แต่การ “การข่มเหงผู้อื่น” ก็ยังใช้สิ่งที่ตัวเองมีเพื่อปกป้องเขา
หากเจ้าสามอยู่ที่นี่ด้วย เขาคงจะชูหอกยาวขึ้นแล้วตะโกนว่า
“ใครกล้าบีบบังคับพี่ชายของข้าแม่ทัพคนนี้”
เวินจืออวิ่นคงจะกำห่อยาพิษไว้แน่น แล้วพูดเสียงเบาอย่าง
ประหม่า “พิษ…วางยาพิษพวกเขา”
ส่วนจ่างเยี่ยนคงจะเอามือไขว้หลัง สั่งการว่า “พวกเจ้ากล้าดียังไง
ลากตัวไป!”
ไม่ต้องฟ้องร้อง ไม่ต้องบรรยายอย่างละเอียด เพียงแค่คำพูดสั้น
ๆ คนในครอบครัวก็พร้อมที่จะปกป้องเขาอย่างเต็มที่
ในเวลาที่เขาไม่รู้ตัว อีกฝ่ายก็กลายเป็นที่พึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของ
เขาแล้ว
เจิ้งหรูเชียนน ้าตาคลอ มุมปากยกยิ้ม รีบวิ่งผ่านถนนมาหาพี่น้อง
“อย่ามาตามหาข้าอีกเลย” เขาพูดจริงจัง “ข้าจะไม่กลับไป
ตระกูลเหริน ไม่ทำหน้าที่บุตรนอกสมรสที่ทำตัวว่านอนสอนง่าย สิ่งที่
พวกเจ้าคิดว่าเป็นอำนาจ เส้นสาย และเงินทองนั้น สำหรับข้าแล้วมัน
ไม่มีความหมายอะไรเลย”
“นายท่านเหรินไม่จำเป็นต้องส่งพ่อบ้านมาพูดให้ดูดี ทั้งที่
ต้องการรับคนในสายเลือดกลับไป แต่กลับต้องคอยตักเตือนและ
กดดันข้าไปมา แถมยังต้องไปอธิบายกับฮูหยินใหญ่อีก”
“ข้าคนนี้ไม่ใช่แค่พ่อค้าธรรมดาอย่างที่เจ้าพูด แต่เป็นพ่อค้า
หลวงที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชวงศ์ต้าอวี๋เพียงผู้เดียว หากตระกูลเห
รินมีข้อขัดแย้งก็ไปฟ้องร้องที่วังหลวงเถิด พวกเราจะได้พบกันในท้อง
พระโรง”
คราวนี้ บรรดาบ่าวไพร่ตระกูลเหรินถึงกับไม่กล้าพูดอะไรอีก
เจิ้งหรูเชียนไม่แม้แต่จะเหลียวหลัง มือหนึ่งจูงพี่ชายคนโต อีกมือ
จูงน้องสาว รีบเดินทางกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว
ปล่อยให้วังเสี่ยวซงอุ้มรองเท้าปักวิ่งตามหลังมา “คุณชายรอก่อน
รอข้าด้วย รอม้าด้วย รอพวกเราด้วย…”
สายลมพัดพริ้วข้างหู ไม่รู้ว่าใครหัวเราะขึ้นมา เสียงหัวเราะใส
กังวานราวกับกระดิ่งเงินดังก้องไปไกล
“พี่ใหญ่ ๆ ๆ คราวนี้ตระกูลเหรินจะยอมแพ้หรือไม่”
“ต้องยอมแน่”
“ทำไมเล่า ครั้งแรกพวกเขายังไม่ยอมแพ้เลยนะ”
“เพราะพวกเขาหยิ่งผยองเกินไป ทั้งอยากได้สายเลือดกลับไป
และกังวลว่าหรูเชียนจะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเหรินต้องเสื่อมเสีย”
ดังนั้นพวกเขาจึงยอมบีบบังคับ เพื่อเปลี่ยนให้เขากลายเป็นบุตร
นอกสมรสที่เชื่อฟังของตระกูลเหริน
จนกระทั่งพบว่าคนผู้นี้ยืนอยู่ในจุดที่ตระกูลเหรินต้องแหงนมอง
แล้ว ความพยายามทั้งหมดจึงเป็นได้แค่เพียงฟองอากาศเท่านั้น
“แย่แล้ว ตระกูลเหรินจะไม่ใช้ความสัมพันธ์ทางสายเลือด มา
เกาะแกะพี่รอง มาดูดเลือดพี่รองหรือไม่”
“วางใจเถอะ… เจ้าอย่าลืมสิ ว่าใครนั่งอยู่ในท้องพระโรง”