พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 527 ตอนพิเศษ แม่ทัพ 1
แม่นางน้อยตัวกลมที่มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง สวมชุดสีขาวกระโปรง
แดง สาวรองเท้าปักไข่มุกตะวันออก ในมือถือพวงผลไม้สีแดง
ด้วยพลังแห่งความคิดถึง ภาพวาดที่ดูบอบบางก็สามารถ
กลายเป็นความจริงได้ เสียงสดใสราวกับเสียงระฆังดังอยู่ในโสต
ประสาท ราวกับความประหม่าที่ได้พบกันครั้งแรก ความสงบมั่นคง
ยามอยู่ร่วมกัน และความมั่นใจกล้าหาญหลังจากคุ้นเคยกันแล้ว
“พี่สามมม”
มีใครบางคนเรียกอยู่หน้าประตู พร้อมด้วยน ้าเสียงที่เสแสร้ง
เล็กน้อย
ฟางเหิงม้วนภาพวาดเก็บ สายตาเหลือบมองอย่างเย็นชา เห็น
เจียงชีกำลังบังร่างของเจียงปาที่กำลังวิ่งหนีไป
“พวกเจ้าเบื่อชีวิตแล้วหรือ ถึงกล้ามาล้อเล่นกับแม่ทัพ” เจียงอี
แสร้งทำเป็นตำหนิ แล้วประสานมือคำนับ “ท่านแม่ทัพอย่าได้ถือโทษ
โกรธกับพวกเขาเลย ข้าจะฝึกฝนพวกเขาให้หนักเองขอรับ”
คนเราเมื่อได้พบกันในวัยที่ต่างกัน ผ่านประสบการณ์และ
เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็จะกลายเป็นตัวตนใหม่ที่แตกต่างไป
แม้เจียงอีจะอายุมากกว่าพวกเจียงคนอื่นแค่สองสามปี แต่ก็
กลายเป็นพี่ใหญ่ที่มีความหนักแน่นและเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ฟางเหิงมองเขา ราวกับมองทะลุกาลเวลา เห็นสวี่โม่ที่ใช้แผ่น
หลังอันแข็งแกร่งนำพาพวกน้อง ๆ ก้าวเดินไปข้างหน้า ในใจพลัน
รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
และหากเจียงอีไม่ได้เอามือไพล่หลังแอบส่งสัญญาณให้คนอื่นก็
คงจะดีกว่านี้
ฟางเหิงยกมุมปากขึ้น แกล้งถามว่า “จะให้ฝึกอย่างไรดี?”
เจียงอีชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ได้ตอบคำถาม
“ข้าว่าให้พวกเขาวิ่งรอบกองบัญชาการยี่สิบรอบ ลุกนั่งสองพัน
ครั้งก็แล้วกัน” ฟางเหิงตัดสินใจเด็ดขาด “อ้อ ใช่ หมูรมควันตอนมื้อ
เย็นก็ไม่ต้องกินด้วย”
เจียงอีทำหน้าเศร้า รู้ว่าทำให้พวกน้อง ๆ ผิดหวังเสียแล้ว
เจียงชีและเจียงปาไม่กล้าเล่นตลกอีก เดินเข้าไปในกระโจมอย่าง
ว่าง่าย “ท่านแม่ทัพ พวกข้าผิดไปแล้ว”
“พวกเราไม่ควรแกล้งเลียนเสียงเป็นคุณหนูมาเรียกท่าน พวกเรา
ไม่กล้าทำอีกแล้ว”
ทั้งสองคนนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น สองมือกุมศีรษะ ทำท่าทางยอมแพ้
เจียงอีไม่ลังเล นั่งยอง ๆ ตามไปด้วยคน “ข้าสั่งสอนพวกเขาได้
ไม่ดี ข้าเองก็ผิดด้วย”
ภายในกระโจมเต็มไปด้วยบรรยากาศเย็นยะเยือก แม้แต่ทหารที่
ซุกซนที่สุดก็ยังต้องหุบปาก
ขณะที่เจียงทั้งสามกำลังรู้สึกกระวนกระวายใจ ผ้าม่านก็ถูกเลิก
ขึ้น เจียงอู่ในชุดเครื่องแบบดูขึงขังเดินเข้ามา “ท่านแม่ทัพ ดูเหมือน
จะมีความเคลื่อนไหวผิดปกติในหมู่บ้านทางทิศใต้ของเมือง มีชน
เผ่าต๋าลู่สิบกว่าคนกำลังอาละวาดอยู่”
หลังจากสงครามครั้งใหญ่ที่ถูกบันทึกไว้ ชนเผ่าต๋าลู่ประสบ
ปัญหาทั้งภายในและภายนอก จึงยอมล้มเลิกการโจมตีราชวงศ์ต้าอวี๋
หันมาพักฟื้นบ้านเมืองแทน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชายแดนจะปลอดภัยเสียทีเดียว
ปัญหาใหญ่ที่สุดของชนเผ่าต่างถิ่นคือการขาดแคลนอาหาร
ในช่วงฤดูหนาว เมื่อใดที่มีคนหิวโหยก็ย่อมมีการเสี่ยงบุกปล้นฆ่า
สิ่งเดียวที่ทหารต้าอวี๋ที่ประจำการอยู่ชายแดนทำได้ คือพยายาม
สอดแนมและช่วยเหลือให้ทันท่วงที
ฟางเหิงแทบไม่ต้องคิด รีบคว้าดาบมาเหน็บเอว ลุกขึ้นพูดว่า
“ทุกคนตามข้ามา”
เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดก้าวเดินอย่างองอาจ ทันทีที่ออกจากกระโจม
ดวงอาทิตย์ก็ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ
เจียงชีกับเจียงปาถอนหายใจ ลุกขึ้นชูนิ้วโป้งให้พี่หญิงห้า
เจียงอู่พูดอย่างหงุดหงิด “รีบตามมาเร็วเข้า!”
“ถ้ายังซนอีก คราวหน้าข้าจะไม่สนใจพวกเจ้าแล้ว”
ปากนางพูดไปอย่างนั้น แต่ทุกครั้งก็ยังช่วยโดยไม่ลังเล
ความรักความผูกพันอันลึกซึ้งไม่เคยจำกัดอยู่แค่คนบางกลุ่ม
มันแผ่ซ่านไปทั่วในโลกใบนี้ ผ่านผู้คนมากมายที่มีความรักและฝังลึก
อยู่ในหัวใจอันอ่อนโยนนับไม่ถ้วน
มันอาจเป็นการที่เจียงอีฝืนใจปกป้องน้องชาย หรืออาจเป็นการที่
เจียงอู่จงใจเบี่ยงประเด็นเพื่อช่วยน้องชาย
มันอาจเป็นการที่สวี่โม่ลงมือวาดภาพเจียงเซิงตอนที่งดงามที่สุด
หรืออาจเป็นการที่ฟางเหิงเพ่งมองม้วนภาพอย่างเหม่อลอย
หรือบางที มันอาจเป็นการที่ฟางเหิงรู้ทันเจตนาของเจียงอู่แต่ก็
ยังคงขึ้นหลังม้า มุ่งหน้าไปเผชิญชนเผ่าต๋าลู่ที่ไม่รู้จัก
ท้องฟ้าและพื้นดินถูกปกคลุมด้วยความหนาวเหน็บ กิ่งไม้แห้ง
เหี่ยวไปไม่ยอมหยุด
ฟางเหิงตั้งใจว่าจะลาดตระเวนสองรอบแล้วกลับมา แต่ความเงียบ
ที่ผิดปกติของหมู่บ้านเบื้องหน้าทำให้เขาขมวดคิ้ว พึมพำกับตัวเอง
ว่า “เวลานี้ไม่ควรจะเตรียมอาหารเย็นกันแล้วหรือ?”
ความทรงจำถึงเหตุการณ์ผิดปกติเช่นนี้ยังคงเป็นช่วงที่เด็กสาว
ผมเปียถูกสังหาร
นางที่อายุเท่ากับน้องสาวของเขา แต่กลับมีชะตากรรมที่แตกต่าง
ต้องนอนจมกองเลือด เป็นความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในใจเขาตลอดมา
“ข้าควรไปดูสักหน่อย” ฟางเหิงพึมพำกับตัวเองแล้วควบม้าไป
เหล่าผู้ติดตามและทหารต่างรีบตามไปพร้อมกัน พยายาม
เคลื่อนไหวให้เงียบที่สุด
หมู่บ้านข้างหน้าไร้ควันไฟจากการหุงหาอาหาร ไร้ผู้คนสัญจร
ไปมา ไร้เสียงเรียกของพ่อแม่ ไร้เสียงอ้อแอ้ของเด็กน้อย
แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็ไม่พบร่องรอยการบุกปล้นของชนต่าง
เผ่า อีกทั้งไม่มีศพหรือคราบเลือดแต่อย่างใด
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เจียงอีสงสัย “หรือว่าชนเผ่าต๋าลู่บุกเข้ามา
และเตรียมซุ่มอยู่ที่นี่?”
“ไม่ เป็นไปไม่ได้” เจียงอู่ปฏิเสธ “ตอนนี้ชนเผ่าต๋าลู่กำลังมีความ
วุ่นวายภายใน ตำแหน่งข่านยังไม่ได้ถูกกำหนด พวกเขาจะมีอารมณ์
มาซุ่มโจมตีพวกเราได้อย่างไร”
หากตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือสิ่งที่
เป็นไปไม่ได้
หรือว่าชาวบ้านในหมู่บ้าน… จะหายไปอย่างลึกลับ?
เมื่อนึกถึงเด็กสาวผมเปียที่นอนจมกองเลือด นึกถึงหมู่บ้าน
มากมายที่สาบสูญไป ฟางเหิงรู้สึกเหมือนมีก้างติดคอ เขาไม่กล้า
ชักช้าอีกลงจากม้าเดินต่อไปข้างหน้า
เหล่าผู้ติดตามทำตาม มอบม้าให้กับทหารที่ร่วมเดินทางมาด้วย
เช่นเดียวกับการช่วยเหลือนับครั้งไม่ถ้วน กองกำลังชั้นยอดจะ
สำรวจนำหน้า ตามด้วยกองทัพใหญ่ที่จะปิดล้อม
ข้อเสียคือค่อนข้างอันตราย ข้อดีคือมีความคล่องตัวสูงกว่า
แต่ฟางเหิงไม่กลัวอันตรายเช่นนี้ เจียงอี เจียงเอ้อร์ เจียงอู่ เจียง
ลิ่ว เจียงชี เจียงปาที่อยู่เบื้องหลังเขาก็ไม่กลัวเช่นกัน พวกเขากำดาบ
แน่น ย่องตัวต ่า ใช้ท่วงท่าที่คล่องแคล่วที่สุดแทรกซึมเข้าไป เงี่ยหูฟัง
อย่างระมัดระวังที่สุด
ไม่มีใครอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน ในบ้านเรือนก็ไม่มีคน พอเดินไปถึง
ลานกลางหมู่บ้าน ในที่สุดก็มีเสียงดังออกมา
เจียงอีอุ้มเจียงอู่ไว้ หญิงสาวยื่นศีรษะออกไปสำรวจ พบว่ามี
ชาวบ้านนอนอยู่เกลื่อนกลาด และได้กลิ่นน ้ามันยางสนอบอวลใน
อากาศ
พวกชนเผ่าต่างถิ่นกำลังหัวเราะอย่างโหดเหี้ยม พลางสาดน ้ามัน
ใส่ร่างของคนชราและเด็ก
ความทรงจำของการเผาทำลาย…กลับมาอีกครั้ง!
ดวงตาของเจียงอู่พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก ่า ร่างกายสั่นเทา ใช้
แรงทั้งหมดที่มีเพื่อเอ่ยว่า “พวกมันจะเผาทั้งหมู่บ้าน พวกมันทำให้
พวกชาวบ้านสลบ พวกมันกำลังทำชั่ว”
ชั่วร้ายยิ่งกว่าการปล้นชิงทั่วไป โหดเหี้ยมยิ่งกว่าการฆ่าล้าง
ทั่วไป
การเผาหมายความว่าหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นเถ้าธุลี คน
ที่เดินทางไกลกลับมาก็จะไม่มีสิ่งใดให้ก้มกราบไหว้
เดรัจฉานที่ไร้ซึ่งความเมตตาพวกนี้!
ฟางเหิงส่งสัญญาณ เจียงปาที่มีร่างกายคล่องแคล่วที่สุดกระโดด
ออกไปแจ้งข่าวกับกองกำลังหลัก
เจียงอู่กระโดดลงจากบ่าของเจียงอี กำดาบแน่น ก่อนจะแอบ
ซ่อนตัวอยู่ข้างกำแพง
พวกเขาเบิกตากว้าง จ้องมองชนต่างเผ่าอย่างละเอียด ในจังหวะ
ที่อีกฝ่ายหยิบไม้ขีดไฟออกมา พวกเขาก็พุ่งตัวออกไปรวดเร็วดุจ
สายฟ้า
การต่อสู้ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ไม่ได้รุนแรงมาก
เมื่อชนเผ่าต๋าลู่ล้มตายจนหมด กลิ่นน ้ามันยางสนที่เข้มข้น
คละคลุ้ง พอมองไม้ขีดไฟที่วางอยู่ตรงมุมห้อง น ้าตาของฟางเหิงเอ่อ
คลอ
เขานึกถึงเด็กสาวผมเปียที่หลับใหลไป นึกถึงรอยยิ้มไร้เดียงสา
และเสียงเรียก “อาต๋า” ที่ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
หลายปีก่อน เขาไม่สามารถช่วยเด็กสาวผมเปียจากคมดาบได้
แต่หลายปีต่อมา เขาช่วยเหลือเด็กสาวผมเปียได้อีกมากมาย และจะ
ได้ยินเสียงเรียก “อาต๋า” ครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาคือฟางเหิง เขาจะยืนหยัดปกป้องชายแดน ไม่มีวันถอยหนี