พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 528 ตอนพิเศษ แม่ทัพ 2
“อะไรนะ ไม่มีวันถอนทัพกลับ?”
เมื่อข้อความนี้ปรากฏบนกระดาษ ทุกคนที่อ่านจดหมายอยู่ต่าง
กระโดดลุกขึ้น
ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น หญิงสาวในชุดขาวกระโปรงแดงแสดง
ท่าทีรุนแรงที่สุด “หากพี่สามไม่กลับจากชายแดนแล้วจะแต่งภรรยา
ได้อย่างไร!? จะมีลูกได้อย่างไร!? จะสืบทอดวงศ์ตระกูลต่อไปได้
อย่างไร!?”
นางนับนิ้วพลางทบทวน “เงินที่ท่านป้าหวังมอบให้รวมถึง
เงินเดือนทหารของพี่สามในหลายปีนี้ ข้าเก็บออมไว้ให้เขาทั้ง
หมดแล้ว รอให้เขากลับมาใช้แต่งภรรยาเท่านั้น”
บางคนอดขำไม่ได้ บางคนถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เจียงเซิงก็เก็บเงินให้ฟางเหิงแต่งงานมาห้าปีแล้ว
ช่างเป็นน้องสาวที่ดีที่สุดแห่งต้าอวี๋!
เจิ้งหรูเชียนอดยกนิ้วให้ไม่ได้ พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “มีเจียง
เซิงคอยห่วงใยเช่นนี้ หากเจ้าสามไม่รีบหาภรรยากลับมาสักคน เขาก็
ทำผิดต่อน้องสาวแล้ว”
คนอื่น ๆ ก็เห็นด้วยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
มีเพียงเจียงเซิงที่มือเท้าเอว คิดอย่างเป็นธรรมว่า “พูดถึงเรื่องนี้
แล้ว พี่ใหญ่กับพี่รองอายุมากกว่า พวกท่านควรจะแต่งงานก่อนพี่
สามถึงจะถูกสิ”
เสียงหัวเราะหยุดกึก
เจิ้งหรูเชียนที่จุดไฟเผาตัวเองมุมถึงกับปากกระตุก สวี่โม่ที่โดน
ประกายไฟกระเด็นใส่ค่อย ๆ ถอยหลังไปสองก้าว ส่วนเวินจืออวิ่นที่
ตกใจก็อยากจะมุดเข้าไปใต้โต๊ะ
“ปีนี้พี่ใหญ่อายุยี่สิบแล้ว คนรุ่นเดียวกันมีลูกกันไปหมดแล้ว
พี่ชายฉีหวายก็กำลังเจรจาเรื่องการแต่งงาน เทียบเชิญงานแต่งของพี่
อันจวิ่นก็แจกจ่ายออกไปแล้ว…” นางนับนิ้ว
สวี่โม่กระแอมเบา ๆ “พวกเขาสองคนแก่กว่าข้า”
ฉีหวาย “……”
อันจวิ่น “……”
“ก็แค่แก่กว่าสองปีเท่านั้นเอง” เจิ้งหรูเชียนรีบแทรกขึ้น “พี่ใหญ่
รูปงามขนาดนี้ ถ้าไม่มีลูกคงน่าเสียดายแย่ ข้าเห็นว่าคุณหนูตระกูล
โต้วก็ไม่เลวทีเดียว มีตระกูลใหญ่คอยสนับสนุน อนาคตของพี่ใหญ่
ต้องรุ่งโรจน์แน่นอน”
จากนั้นเขาก็ได้รับสายตาพิฆาตกลับมา
แต่โบราณเคยกล่าวไว้ว่า ให้สหายตายแทนดีกว่าตัวเองตาย
สวี่โม่ในวัยยี่สิบปีถือว่าเป็นผู้นำ เมื่อก่อนสามารถนำพาพี่น้อง
เติบโตมาด้วยกัน ยามนี้เรื่องแต่งงานเขาก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง
ด้วย
ส่วนความรู้สึกผูกพันฉันพี่น้องเล็กน้อยนั้นถูกเจิ้งหรูเชียนกดมัน
จนตายไปในอกเรียบร้อยแล้ว
“ที่เจ้ารองพูดก็มีเหตุผล” สวี่โม่ยิ้มพลางเอ่ยขึ้นทันที “เจ้ากับข้า
อายุห่างกันแค่ปีเดียว ในเมื่อข้าจัดการเรื่องนี้แล้ว เจ้าก็ไม่ควรพลาด
โอกาสนี้เช่นกัน เจ้ายังจำคุณหนูเซียงเซียงที่มาหาได้หรือไม่ ไม่รู้ว่า
จะมีโอกาสได้เป็นคนในครอบครัวเดียวกันหรือไม่”
เจิ้งหรูเชียน “…”
ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องการทำร้ายจิตใจ คงต้องยกให้ท่านผู้ว่าการ
เขตอันสุ่ยคนปัจจุบันแล้ว
เจ้าเป็นแค่พ่อค้า แต่ทำไมถึงต้องไปหาเรื่องคนที่มีตำแหน่งใน
แวดวงขุนนางด้วย
เขารู้สึกเจ็บปวดนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงหันไปมองเจ้าสี่ที่กำลัง
ตัวสั่นเทา
เวินจืออวิ่นรีบโบกมือไว ๆ “ข้าไม่แต่งงานหรอกพี่รอง ข้ายังเด็ก
อยู่ ข้าเพิ่งอายุสิบเจ็ดเอง”
เพิ่งอายุสิบเจ็ดหรือ!
กล้าพูดออกมาได้อย่างไร! คนอื่นอายุสิบเจ็ดก็เป็นพ่อคนกัน
แล้ว!
แต่พอพูดออกไปเช่นนี้ก็เท่ากับขายทั้งสวี่โม่ที่อายุยี่สิบปี และตัว
เขาเองที่อายุสิบเก้าปีด้วย
เจิ้งหรูเชียนกลอกตาไปมา สุดท้ายก็มองไปทางทิศเหนือด้วย
ความเสียดาย “จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นข้ากับพี่ใหญ่ หรือเจ้าสี่ต่างก็
อยู่ในเมืองเดียวกัน เรื่องการหาคู่ครองก็แค่พูดประโยคเดียวเท่านั้น มี
แต่เจ้าสามที่น่าสงสารที่สุด เขาอยู่ชายแดนเพียงลำพัง ไม่มีใครคอย
ดูแล ไม่มีใครคอยรัก”
สวี่โม่เห็นด้วยกับน้องชายอย่างหาได้ยาก “หากมีใครสักคนอยู่
เคียงข้างคอย ดูแลทุกข์สุขของเขา พวกเราคงจะวางใจมากขึ้น”
สองพี่น้องสบตากัน เข้าใจกันโดยไม่ต้องบรรยายเป็นคำพูด
เวินจืออวิ่นรวบรวมความกล้า “ข้า… ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
พี่สามลำบากที่สุด เรื่องหาภรรยาสมควรเป็นพี่สามก่อน”
และเมื่อเจียงเซิงพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสามคนก็ถอนหายใจ
ออกมาด้วยความโล่งอก
ความรักใคร่ฉันพี่น้องในยามนี้กลับกลายเป็นการเอาตัวรอด
ด้วยการผลักภาระให้พี่น้องอีกคน
โชคดีที่เจ้าสามแบกรับทุกอย่างเอาไว้แล้ว
ถึงแม้ว่าตอนที่เขาได้รับข่าวจะแสดงสีหน้าขมขื่น มือที่กำ
จดหมายไว้สั่นเล็กน้อย และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีก็ตาม
“ท่านแม่ทัพเกิดอะไรขึ้นหรือ” เจียงปาที่มีนิสัยซุกซนชำเลืองมอง
“คุณหนูมาส่งอาหารให้พวกเราอีกแล้วหรือ? หรือว่าเอาเสื้อกันหนาว
มาเพิ่ม? หรือว่า… เอ๊ะ แต่งภรรยาหรือ?”
ฟางเหิงรีบพับจดหมาย จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“สวรรค์! ท่านแม่ทัพจะแต่งภรรยาแล้วหรือ” เจียงปาจมอยู่ใน
ความตื่นตระหนก “ท่านแม่ทัพจะแต่งภรรยาจริง ๆ หรือ!?”
คนในกองทัพนั้นเสียงดัง เมื่อตกใจก็ยิ่งไม่ปกปิด
เจียงอีกับเจียงเอ้อร์ที่ยืนเฝ้าประตูได้ยินเข้าก็อุทานออกมา “แม่
ทัพจะแต่งงาน!?”
“จริงหรือ? ท่านแม่ทัพจะแต่งงานหรือ?”
“ท่านแม่ทัพกำลังจะมีฮูหยินแล้ว”
“ไม่เพียงแค่ท่านแม่ทัพจะมีภรรยา แต่ยังจะพานางมาที่ชายแดน
ด้วยหรือ?”
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วค่ายทหารราวกับไฟลามทุ่ง
ไม่ต้องพูดถึงพวกผู้ติดตามทั้งหกแล้ว แม้แต่ทหารรักษาการณ์
ต่างก็รู้เรื่องนี้กันหมด รวมถึงพวกลุงป้าน้าอาที่กำลังล้างผักและ
ทำอาหารอยู่ก็ยังรู้
เรื่องน่าตลกที่สุดคือเจียงเฉิงเยวี่ยนซึ่งดูแลกองบัญชาการใหญ่
ตั้งใจขี่ม้ามาแสดงความยินดีถึงที่ “เจ้าสามฟาง เจ้ากำลังจะมีภรรยา
แล้ว ข้าขอแสดงความยินดีด้วย เป็นลูกสาวบ้านไหนกัน”
ฟางเหิงสีหน้าเขียวคล ้า ครู่หนึ่งก็กัดฟันพูดว่า “ข้ายังไม่ได้
แต่งงาน น้องสาวแค่เป็นห่วงเท่านั้น”
น้องสาว
น้องสาวของพวกเขาทุกคน
สีหน้าของเจียงเฉิงเยวี่ยนหม่นลง “ทำไมน้องสาวถึงไม่เป็นห่วง
เรื่องที่ข้าจะแต่งงานบ้างนะ”
“ใครจะรู้เล่า” ฟางเหิงพูดด้วยความหงุดหงิด “อาจจะเพราะพวก
เจ้าไม่สนิทสนมกันก็ได้”
เจียงเฉิงเยวี่ยน “……”
คืนนั้น ทหารทั้งหมดของตระกูลฟางต่างเห็นว่าท่านแม่ทัพน้อย
เจียงจากไปอย่างหัวเสีย
ฟางเหิงสงบสติอารมณ์ลง ตั้งใจชี้แจงในตอนเย็นว่าไม่มีความคิด
จะแต่งงาน และไม่มีภรรยาของท่านแม่ทัพอะไรทั้งนั้น
“แต่ท่านแม่ทัพ อย่างไรสักวันท่านก็ต้องแต่งงานนะเจ้าคะ” ท่าน
ป้าที่กำลังซักผ้าแสดงความห่วงใย “ดูสิ อายุจะยี่สิบแล้ว จะไม่มีคน
คอยดูแลเอาใจใส่ไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ข้ายังมีพี่ชายอีกสองคน” ฟางเหิงกัดฟันพูด “พวกเขาแต่งงาน
เมื่อไหร่ก็ถึงคราวของข้า”
การแต่งงานตามลำดับพี่น้องนั้นไม่มีลำดับที่ตายตัว แต่น้องต้อง
ให้เกียรติพี่ก่อน เขาจึงไม่มีอะไรผิด
ข่าวลือจึงค่อย ๆ สงบลง เหลือเพียงคนที่รู้สึกเสียดาย
“หากท่านแม่ทัพมีภรรยาสักคนคงจะสบายใจกว่าตอนนี้” เจียงอี
แสดงความเห็น “อายุช่วงยี่สิบปีก็เป็นวัยที่เหมาะจะแต่งงานที่สุด”
“แต่ท่านแม่ทัพไม่มีใจคิดเรื่องพวกนี้หรอก วัน ๆ เอาแต่คลุกคลี
อยู่กับพวกอาวุธ” เจียงเอ้อร์ส่ายหน้า
เจียงลิ่วยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า “ที่จริงการหาภรรยาไม่ใช่เรื่อง
ยาก หญิงสาวที่ชายแดนต่างก็คิดถึงแม่ทัพของพวกเราทั้งนั้น”
เจียงชีและเจียงปากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็มีเสียงไอดัง
ออกมาจากในกระโจมสองครั้ง
“ดูเหมือนพวกเจ้าอยากแต่งงานมีภรรยากันแล้ว เช่นนั้นวันหน้า
ข้าจะให้ท่านลุงท่านป้าช่วยหาให้” เสียงที่เย็นชาดังออกมาพร้อมกับ
ความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
คนหกคนหดตัวเหมือนนกกระทา ไม่กล้าพูดอะไรอีก
มีเพียงเจียงอู่ที่กำด้ามดาบในมือ อดยกยิ้มมุมปากไม่ได้
ส่วนคนที่อยู่ในกระโจม ยามนี้ก็กำลังเขียนจดหมายระบายความ
ทุกข์ใจทั้งหมดลงบนกระดาษ แล้วส่งกลับไปทางใต้
“อะไรนะ? พี่สามไม่อยากแต่ง ซ ้ายังบอกว่าจะรอให้พี่ใหญ่กับพี่
รองแต่งก่อน ค่อยมาเป็นห่วงเรื่องของเขา?”
เจียงเซิงอ่านจดหมายที่ส่งมาจากชายแดนพลางส่ายหน้า “พวก
ท่านไม่มีใครยอมแต่งเลยสักคน พี่ใหญ่ก็หลบ พี่รองก็หนี พี่สามพี่สี่ก็
ไม่เอา คิดจะให้พี่ห้าแต่งก่อนหรือ”
นางเพิ่งพูดจบ เสียงระฆังจากวัดใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปก็ดังขึ้นไม่
ขาดสาย
ในเขตอันสุ่ยมีพระมากมาย โดยปกติจะตีระฆังมากสุดก็แค่เก้า
ครั้ง ไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังและรีบร้อนเช่นนี้
นอกเสียจากว่า… ฮ่องเต้สวรรคตแล้ว
ราวกับเป็นการยืนยันการคาดเดาของเจียงเซิง ประตูใหญ่ของ
เรือนเล็กถูกเปิดออก สวี่โม่ในชุดขุนนางรีบร้อนเข้ามา “เมืองหลวง
เกิดเรื่องแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนและเวินจืออวิ่นตามเข้ามาติด ๆ ด้วยสีหน้า
เคร่งเครียด
“ฮ่องเต้สวรรคต ฮ่องเต้องค์ใหม่กำลังจะขึ้นครองราชย์ พวกเรา
ต้องรีบกลับเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด” สวี่โม่กำหนังสือแน่น “แต่เจ้าห้า
ส่งจดหมายมาบอกว่า เจียงหนานที่อุดมสมบูรณ์นั้นดูเหมือนว่าจะมี
โรคระบาด พวกเราต้องคอยดูแลให้ดี”
ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างฮ่องเต้คนก่อนและคนใหม่ บ้านเมือง
ย่อมไม่มั่นคง
ชาวเจียงหนานที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง จะมีโรคระบาดได้
อย่างไร
“หรือว่าเป็นฝีมือคน?” เจียงเซิงเบิกตากว้าง “พวกเราจะไปเจียง
หนานเพื่อจัดการเรื่องโรคระบาด หรือจะกลับเมืองหลวงไปอยู่เป็น
เพื่อนพี่ห้าดีเล่า?”
“ต้องกลับเมืองหลวงอยู่แล้วสิ” เจิ้งหรูเชียนดีดหน้าผากน้องสาว
“วังหลวงคงจะส่งหมอไปที่นั่นเอง ในใต้หล้านี้มีหมอนับพันนับหมื่น
คน แต่เจ้าห้ามีพวกเราเท่านั้น”
พูดมาถึงตรงนี้ก็ทำได้แค่รีบเก็บของให้เรียบร้อย
ทุกคนในบ้านต่างยุ่งวุ่นวายกันไปหมด
มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ต่างออกไป
เขาลูบกล่องยาใบเล็กที่พกติดตัว ราวกับต่อสู้กับตัวเองมานับ
ครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด “คราวนี้… ข้าจะไม่กลับไปกับ
พวกท่าน”