พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 529 พิเศษ หมอหนุ่ม 1
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกจากจ่างเยี่ยนที่ถูกจำกัดด้วยสถานะ
จนไม่อาจไปไหน และฟางเหิงที่ยึดมั่นในอุดมการณ์อยู่ประจันหน้าที่
ชายแดน คนอื่น ๆ ก็แทบจะไม่เคยแยกจากกัน
หากจะกล่าวถึงคนที่แยกย้าย บางทีอาจเป็นสวี่โม่ที่สงบเยือกเย็น
หรือเจิ้งหรูเชียนที่วิ่งวุ่นไปทั่ว แม้กระทั่งเจียงเซิงที่ดูเหมือนจะไม่มี
อะไรในหัว
แต่ไม่มีทางเป็นเวินจืออวิ่น
เขาเป็นท่านหมอน้อยที่เงียบขรึม เป็นน้องชายที่อ่อนแอที่สุดใน
บ้าน รูปร่างบอบบางราวกับเด็กผู้หญิง นิสัยของเขาก็ขี้อายและขี้
ขลาด ชอบเม้มปากไม่พูดจา
เขาแสดงความผูกพันต่อคนในครอบครัวอย่างเห็นได้ชัด ความ
ผูกพันต่อญาติพี่น้องนั้นฝังลึกถึงกระดูก
แต่ตอนนี้เขากลับพูดออกมาเองว่า…จะแยกจากกัน
เจียงเซิงมองสี่พี่ด้วยสีหน้าตกตะลึง ไม่รู้ว่าเขาต้องต่อสู้มามาก
แค่ไหน ใช้พลังมากเท่าไหร่ ถึงได้ตัดสินใจเช่นนี้
สวี่โม่ตกใจจนพูดไม่ออกอยู่นาน ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าสี่ ข้า
เข้าใจว่าเจ้าห่วงใยชาวบ้าน แต่สำนักหมอหลวงส่งคนไปแล้ว เจียง
หนานเองก็มีหมออยู่ไม่น้อยที่กำลังหารือ เรื่องที่ว่าเป็นโรคระบาด
หรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัดด้วย”
ถ้าเทียบกันแล้ว การที่พวกเขากลับไปร่วมพิธีขึ้นครองราชย์ของ
จ่างเยี่ยนนั้นอาจจะสำคัญกว่า
“แต่พี่ใหญ่” หลังจากเวินจืออวิ่นต่อสู้กับตัวเอง แววตาพลัน
กลับมานิ่งสงบ “เหล่าหมอในสำนักหมอหลวงอายุมาก พวกเขาเคย
สอนวิชาแพทย์ให้ข้า เคยชี้แนะข้าตอนที่ข้าหลงทาง ข้าไม่อยากให้
พวกเขาต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง”
“ยิ่งกว่านั้น เมืองหลวงห่างไกลจากเจียงหนานมาก แต่เขตอันสุ่
ยอยู่ห่างแค่ไม่กี่วัน ถ้าข้าไปถึงก่อนก็จะสามารถจัดการโรคระบาดได้
เร็วกว่า”
“ถ้าพูดถึงในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คนที่ทำให้เกิดโรคระบาดก็ต้อง
มีจุดประสงค์คิดร้าย น้องชายของข้ากำลังจะขึ้นครองราชย์ ข้าใน
ฐานะพี่ชายคนที่สี่ต้องทำอะไรเพื่อเขาบ้าง”
เด็กหนุ่มวัยสิบหกปีเงยหน้า ใบหน้าขาวผ่องอ่อนหวาน ร่างกาย
ผอมบาง สะพายกล่องยาที่กว้างกว่าไหล่ ราวกับว่าเขาจะล้มลงไปได้
ง่าย ๆ ทุกเมื่อ
แต่สายตาของเขากลับแน่วแน่ สะท้อนความหนักแน่นเด็ดเดี่ยว
พร้อมกับความคิดรอบคอบก่อนลงมือ
เขาดูราวกับยังคงเป็นเด็กชายที่อ่อนแอคนเดิม แต่กลับเป็นหมอ
ที่แท้จริงรวมถึงพี่ชายที่เป็นผู้ใหญ่และสุขุมมั่นคง
กาลเวลาผ่านไปแปดปี คนที่เติบโตขึ้นก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว
โดยที่ไม่ทันรู้ตัว เจ้าสี่ของพวกเขาเติบโตขึ้นแล้ว
สวี่โม่ถอนหายใจ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เจียงเซิงกลับดึง
แขนของเขาไว้
“พี่ใหญ่” ในดวงตาของนางมีร่องรอยของความอาลัยอาวรณ์ แต่
น ้าเสียงกลับฟังดูร่าเริง “พวกเราจะไปรอพี่สี่ที่เมืองหลวง เขาจะตาม
พวกเรามาทีหลัง ใช่หรือไม่พี่สี่?”
“ใช่” เวินจืออวิ่นพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ พวกเราจะรอเจ้าอยู่ที่เมืองหลวง” เจิ้ง
หรูเชียนเอียงหน้าเข้ามาใกล้
พี่น้องทั้งหลายก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ พอหัวเราะไปมา น ้าตา
ก็พลันไหลออกมาอีก
การเติบโตก็เป็นเช่นนี้ เมื่อยังเด็กก็อยากจะสูงขึ้น พอสูงขึ้นแล้ว
ก็อยากจะเติบโต พอเติบโตแล้วก็ต้องเผชิญหน้ากับการจากลา
ชีวิตคนเรานั้นไม่มีทางหลีกหนีจากความสุข ความเศร้า การ
พลัดพราก และความสมหวังได้
“สี่พี่ พวกเราจะรอท่านอยู่ที่เมืองหลวง ท่านต้องรีบมานะ…ต้อง
รีบมาให้เร็วที่สุด”
เสียงเรียกของน้องสาวค่อย ๆ ห่างออกไป รถม้าที่แล่นอย่าง
รวดเร็วก็กลายเป็นจุดสีดำเล็ก ๆ มุ่งหน้าไปยังเมืองซึ่งอยู่ห่างไกล
เวินจืออวิ่นกอดกล่องยาไว้แน่น มองไปยังเจียงสามที่ทำหน้าที่
เป็นผู้ติดตาม “พวกเราไปกันเถอะ”
เจียงหนานเป็นดินแดนแห่งสายน ้า เป็นดินแดนที่ซ่อนความมั่ง
คั่งเอาไว้
พอเดินทางมาถึงเขตตันหยาง บ้านเรือนที่งดงามก็สร้างความ
ประทับใจให้แก่สายตา แตกต่างจากความยิ่งใหญ่ของเมืองหลวง
เจียงหนานดูราวกับหญิงงามที่มีเสน่ห์ งดงามประณีตทุกรายละเอียด
ในความทรงจำ เจียงหนานควรจะเป็นสถานที่คึกคัก มีรถม้าผ่าน
ไปมา ผู้คนพลุกพล่าน มีความคึกคักและร ่ารวยถึงจะถูก
แต่ตอนนี้ ตามท้องถนนกลับมีผู้คนเพียงเล็กน้อย ร้านอาหาร
ข้างทางก็ไม่มีลูกค้า มีเพียงเสี่ยวเอ้อร์ที่สวมผ้าสีขาวท่าทางเบื่อ
หน่ายและคอยถอนหายใจ
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยมาเขตตันหยางกับคุณชาย ที่นี่คึกคักมาก
แต่ทำไมตอนนี้ถึงเป็นแบบนี้ได้” เจียงซานพึมพำพลางขมวดคิ้ว
โรคระบาด
เป็นโรคระบาด
โรคที่คลุมเครือและไม่ชัดเจน กลายเป็นดาบที่แขวนอยู่เหนือหัว
ชาวบ้านเจียงหนาน พวกเขาไม่ก้าวออกมาจากบ้าน ปิดประตูบ้าน
แน่น พยายามต่อสู้กับสิ่งที่ไม่รู้จักด้วยแผ่นไม้บาง ๆ
อย่างไรก็ตาม โรคระบาดสามารถแพร่กระจายได้หลายวิธี ไม่ว่า
จะเป็นน ้าที่ดื่มหรืออาหารที่กิน แม้แต่หนูตัวเล็ก ๆ ก็อาจนำมาซึ่งภัย
พิบัติอันไร้ขอบเขต
การเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองนั้นไม่มีความหมายอะไร เวินจืออวิ่น
จึงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย แล้วตัดสินใจที่จะไปยังจวนท่านผู้ว่าการเขต
ตันหยาง
ถ้าหากที่ใดมีปัญหา คนที่ควรจะไปหาก่อนเป็นคนแรกก็คือ
ท่านผู้ว่าการ และหลังจากพูดคุยกับท่านผู้ว่าการแล้วจึงจะสามารถ
หาตัวการและปราบปรามความไม่สงบนี้ลงได้
แต่เจียงสามเคาะประตูอยู่นานกลับยังไม่มีแม้แต่คนเฝ้าประตู
ออกมา
เวินจืออวิ่นลูบคลำของเย็น ๆ ที่อยู่ในแขนเสื้อ กำลังลังเลว่าจะใช้
ดีหรือไม่ รอยแยกเล็ก ๆ ตรงประตูก็มีดวงตาสีดำคู่หนึ่งโผล่มา “ช่วง
นี้ใต้เท้าไม่รับแขก”
ท่านผู้ว่าการเขตที่มีตำแหน่งสูงส่งจะสามารถปฏิเสธประชาชน
ได้อย่างไร
เจียงซานใช้เท้ากด ช่องประตูค่อย ๆ กว้างขึ้นจนกระทั่งประตู
ใหญ่เปิดออกทั้งบาน
คนเฝ้าประตูที่ผอมแห้งทรุดลงกับพื้น ใช้มือปิดบังใบหน้าด้วย
ความตกใจ “บอกแล้วว่าใต้เท้าไม่รับแขก ทุกคนในตันหยางต่างรู้ว่า
ท่านไม่รับแขก แต่พวกเจ้าเป็นใครถึงกล้าบุกรุกเข้าไปในจวน
ท่านผู้ว่าการ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่านี่ถือเป็นความผิดอะไร”
เจียงซานโมโหขึ้นมา กำลังจะใช้กลอุบายที่คุณหนูสอนมาข่มขู่
คน
เวินจืออวิ่นพลันขมวดคิ้ว เขาย่อตัวลง ปลายนิ้วสามนิ้วแตะลง
บนชีพจรของคนเฝ้าประตู “ท่านป่วยอยู่หรือ?”
คนเฝ้าประตูยิ่งตกใจและไม่พอใจ “ไม่รับฟังคำเตือน แล้วยังจะมา
ทำร้ายกันอีก เรียกคนมา! มาจับพวกมันสองคน…”
ยังพูดไม่ทันจบก็มีป้ายทองอร่ามปรากฏขึ้นที่หน้าของเขา มัน
สลักตัวอักษรคำว่า “คำสั่งรัชทายาท” ไว้
ตามกฎเกณฑ์ของราชวงศ์ คำสั่งรัชทายาทมีอำนาจสูงสุด
ผู้ที่เห็นป้ายนี้ก็เหมือนกับได้เจอรัชทายาทตัวจริง
เวินจืออวิ่นไปเจียงหนานเพื่อจ่างเยี่ยน จ่างเยี่ยนใช้ป้ายคำสั่ง
ปกป้องพี่ชายที่อ่อนแอ
ความเป็นพี่น้องก็เกื้อหนุนซึ่งกันและกันแบบนี้
“ท่านผู้ว่าการเขตตันหยางคงติดโรคระบาดแล้วกระมัง” เวินจืออ
วิ่นเก็บป้ายคำสั่ง “พาข้าไปพบเขา ไม่อย่างนั้นข้าจะเอาชีวิตเจ้า”
เจียงซานที่อยู่ข้างหลังก็ชักดาบออกมา คมดาบสะท้อนแสงสว่าง
ส่องประกายความเกรงขามให้คนเฝ้าประตูกลัว
ทุกอย่างดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น
คนเฝ้าประตูนำทางอยู่ข้างหน้า เจียงซานขยับเข้ามาใกล้แล้ว
ถามเสียงเบา “คุณชายรู้ได้อย่างไรว่าท่านผู้ว่าการตันหยางติดโรค
ระบาด”
“โรคระบาดนั้นสำคัญคือการติดต่อ แม้แต่คนเฝ้าประตูยังป่วย
หนัก ท่านผู้ว่าการตันหยางจะรอดไปได้อย่างไร” เวินจืออวิ่นกระชับ
กล่องยา “แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าของที่นี่ก็หนีไม่พ้น”
เจียงซานหน้าซีดด้วยความตกใจ “แล้วพวกเราเล่า…”
ผู้ฝึกยุทธ์ไม่กลัวฟ้าดิน ไม่กลัวบาดเจ็บหรือกลอุบาย มีเพียง
โรคภัยเท่านั้นที่น่าหวาดกลัว
แต่ตอนนี้เมื่อมองไปยังไหล่ที่ดูผอมบางแต่ตั้งตรงของท่านหมอ
หนุ่มแล้ว เจียงซานก็พูดไม่ออก
ในสนามรบไร้คนขลาด ในสนามรบของโรคภัยก็ไม่มีคนอ่อนแอ
อย่างมากก็แค่ตายหรือสิบแปดปีหลังจากนี้จะมีชายชาตรีอีกคน
เจียงซานหัวเราะ ไม่ทันได้เสียใจ ดวงตาก็ค่อย ๆ เต็มไปด้วย
ความกล้าหาญพร้อมจะสละชีพ
“เป็นอะไรไป?” เวินจืออวิ่นหันกลับมา “ยังหาต้นตอของโรค
ระบาดไม่ได้ หากหาเจอแล้วก็ยังมีโอกาสรักษาอยู่ ไม่ใช่ว่าเมื่อติด
โรคแล้วจะต้องตายสักหน่อย”
เจียงซานถึงกับสะดุดเท้า เขายืนตรงแล้วยิ้มเขินพร้อมกับเกาหัว
ปกปิดความอับอาย
คนเฝ้าประตูที่นำทางก็หยุดเดิน ชี้ไปยังห้องนอนที่ดูมืดมิด พูด
เสียงเบาว่า “ใต้เท้า…อยู่ในนั้น”