พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 530 พิเศษ หมอหนุ่ม 2
ห้องที่มืดมิด ลานบ้านที่มืดครึ้ม
หากเป็นเมื่อก่อนเวินจืออวิ่นคงคอยดึงแขนเสื้อของพี่ชาย
น้องชายด้วยความขลาดกลัว ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า
แต่ตอนนี้เขาเพียงแค่มองไปยังทิศทางของเมืองหลวง แล้วเดิน
เข้าไปโดยไม่ลังเล
ท่านผู้ว่าการตันหยางเหมือนจะป่วยหนักจริง ๆ นอนซมอยู่บน
เตียงด้วยสภาพที่ผอมแห้งและไร้ชีวิตชีวา
แม้แต่ตอนที่เวินจืออวิ่นนั่งอยู่ข้างเตียง เขาก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใด
ๆ ปล่อยให้ถูกจับแขน ถูกจับชีพจร
“เป็นอย่างไร เป็นอย่างไรบ้าง” เจียงซานถามอย่างร้อนใจ
เวินจืออวิ่นส่ายหน้า เปิดเปลือกตาของท่านผู้ว่าการตันหยาง
แตะหน้าผากเบา ๆ จากนั้นก็กลับมาจับข้อมือ “ชีพจรแผ่วเบาและ
อ่อนกำลัง เป็นเพราะไอเย็นโจมตีจากภายนอก ทำให้หยางใน
ร่างกายถูกปิดกั้น หยางในร่างกายไม่สามารถกระจายออกไปได้
ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความร้อน และเพราะความเย็นที่เข้ามากระตุ้น
ทำให้ชีพจรกลายเป็นอ่อนแรงและไม่มีกำลัง นี่คืออาการของโรค
ไข้หวัด”
แต่สภาพของท่านผู้ว่าการตันหยางและคนเฝ้าประตูก็แตกต่าง
จากอาการไข้หวัดทั่วไป ทำให้รู้สึกยากลำบากจริง ๆ
เส้นทางของหมอนั้นยากลำบาก ต้องมีอาจารย์หลายท่านคอย
ชี้แนะ
เส้นทางการเป็นหมอของเวินจืออวิ่นนั้นมาจากตำราโบราณ
จากบันทึกประวัติศาสตร์หลาย แม้จะเข้าสำนักหมอหลวงแล้ว เขาก็
ยังทบทวนความรู้เก่า ๆ และค้นคว้าอยู่เสมอ
ในตอนที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เขาตัดสินใจเดินเข้าไปในห้อง
หนังสือของท่านผู้ว่าการตันหยาง จมอยู่กับตำราโบราณ และจมดิ่ง
ในห้วงสมุทรของวิชาแพทย์
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาถึงได้เจอคำตอบในตำราเรื่อง
ไข้หวัดเมื่อพันปีก่อน
“เมื่อก่อนโรคที่เกิดจากความร้อนคือโรคประเภทไข้หวัด
ทั้งหมด”
“โรคไข้หวัดมีห้าแบบ ได้แก่ โรคลมตี โรคหนาวสั่น โรคชื้นอุ่น
โรคไข้ร้อน และโรคอุ่น”
“แม้ว่าจะไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าท่านผู้ว่าการป่วยเป็นโรคชื้นอุ่น
หรือโรคอุ่น แต่หากอดทนลองยาไปทีละอย่าง สุดท้ายก็ย่อมพบ
คำตอบ”
เจียงซานเห็นท่านหมอเวินที่สุภาพเรียบร้อยเดินวนไปมาอยู่กับที่
ตบขาตัวเองอย่างแรง แล้วก็รีบวิ่งไปหาคนเฝ้าประตูด้วยความจริงใจ
“ท่านผู้ว่าการร่างกายอ่อนแอเกินกว่าที่จะทนได้ ข้าต้องการคนป่วยที่
แข็งแรงมาทดลองยา ท่านเต็มใจหรือไม่”
คนเฝ้าประตูถึงกับพูดไม่ออก
มันก็เป็นเช่นนี้ คนอื่นเพียงมาทำงานที่จวนท่านผู้ว่าการเขต ไม่
ได้มาเสี่ยงชีวิต
การไม่เต็มใจนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา
แววตาของเวินจืออวิ่นค่อย ๆ มืดลง จากนั้นเสียงที่มั่นคงและ
กังวานของเด็กสาวดังมาจากด้านหลัง “ข้าเต็มใจ”
เธอสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูหรูหราแต่ก็ดูสง่างาม ชุดสีฟ้าทำให้จวนที่ดู
มืดมิดสว่างขึ้นมา ใบหน้าที่ดูสงบและแน่วแน่ก็คล้ายกับท่านผู้ว่าการ
ตันหยางถึงห้าส่วน นางน่าจะเป็นบุตรสาวของท่านผู้ว่าการ
“ข้าป่วยช้ากว่าท่านพ่อ ตอนนี้ร่างกายแข็งแรงดี เหมาะที่จะเป็น
คนทดลองยาที่สุด” เด็กสาวหยุดเดิน “ท่านหมออย่าได้เกรงใจ ใช้ยา
อย่างสบายใจเถอะ”
การรักษาอย่างตรงจุดและทันท่วงที ถึงจะนำไปสู่การฟื้นฟูที่
รวดเร็ว
เวินจืออวิ่นมองนางอย่างนิ่งสงบและพยักหน้าเล็กน้อย
ความสามารถในการติดต่อของไข้หวัดนั้นน้อยกว่าโรคระบาด
หรืออหิวาตกโรค ถ้าคล้ายกับไข้จับสั่น เพียงระมัดระวังเรื่องความ
สะอาดและน ้าดิบก็สามารถป้องกันได้
แต่ชาวบ้านกลับไม่ชอบล้างมือ ดื่มน ้าดิบ พอป่วยหนักก็ปิด
ประตูหน้าต่าง ยิ่งเติมเชื้อไฟเข้าไปในกองเพลิง
ท่านผู้ว่าการตันหยางตอบสนองได้ไว สั่งคนปิดประตูจวน ห้าม
ผู้ป่วยพูดคุยติดต่อกับชาวบ้าน แต่ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งการแพร่ระบาด
ทำให้เขตตันหยางที่เคยเจริญรุ่งเรืองกลับเปลี่ยวร้าง
“ตั้งแต่วันนี้ไป ทุกคนในจวนท่านผู้ว่าการจะต้องไม่ดื่มน ้าดิบ
เมื่อเจอหน้ากันต้องเอามือปิดปากและจมูก เปิดหน้าต่างระบาย
อากาศ ต้องล้างมือทั้งก่อนและหลังอาหาร” เวินจืออวิ่นกำชับเป็น
พิเศษ
หลังจากนั้นก็เป็นการใช้ยา ครั้งแล้วครั้งเล่า ชามแล้วชามเล่า
การเพิ่มหรือถอดตัวยาสมุนไพรชนิดต่าง ๆ รวมถึงปริมาณที่
เพิ่มขึ้นหรือลดลง ล้วนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของยา
บุตรสาวท่านผู้ว่าการรับหน้าที่ดื่มยา เวินจืออวิ่นทำหน้าที่จับชีพ
จร ปรับปรุงสัดส่วนยาสมุนไพรตามปฏิกิริยาของชีพจร สุดท้ายก็ได้
ยารักษาที่มีหวงเหลียนเป็นตัวยาหลัก
“มีตัวยาอยู่สองตำรับ อีกตำรับรสชาติดีกว่า ทำไมต้องเลือก
ตำรับที่ทำจากหวงเหลียนด้วยเล่า” เจียงซานสงสัย
เวินจืออวิ่นไม่ได้กล่าวอะไร มองบุตรสาวของท่านผู้ว่าการป้อน
ยาเข้าปากของท่านผู้ว่าการตันหยาง
ชีพจรที่อ่อนแอและอ่อนล้าค่อย ๆ มีพลังขึ้นหลังจากดื่มยาหลาย
ครั้ง
ท่านผู้ว่าการตันหยางที่หมดสติมาหลายวัน ในที่สุดก็ลืมตาขึ้น
เอ่ยด้วยน ้าเสียงแหบแห้ง “เพราะ… หวงเหลียนราคาถูก ชาวบ้านหา
ซื้อได้”
หมอที่ดีควรคำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรก
ประสิทธิภาพของยาสำคัญ แต่การที่ชาวบ้านสามารถซื้อกินได้
สำคัญยิ่งกว่า
เหมือนกับไข้หวัดครั้งนี้ หากเป็นคนจากสำนักหมอหลวงก็
สามารถแก้ไขได้เช่นกัน แต่กว่าพวกเขาจะมาถึงก็ต้องใช้เวลาเป็น
สิบวัน เวินจืออวิ่นที่อยู่ใกล้กว่าจึงต้องรีบมา
“ท่านผู้ว่าการฟื้นแล้ว” เขากล่าวยิ้มบาง “ข้าได้คัดลอกตำรับยา
นี้ไว้แล้ว รีบนำไปให้ร้านขายยาในเมือง เพื่อให้พวกชาวบ้านได้กิน
เถอะ”
แค่เร็วขึ้นสองสามวันก็เพียงพอจะช่วยชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน
ท่านผู้ว่าการตันหยางมองท่านหมอหนุ่มอย่างตั้งใจ ดวงตาที่ดู
ขุ่นมัวกะพริบเล็กน้อยเหมือนกับว่าภาพที่เห็นกำลังบิดเบี้ยวและสั่น
ไหวอยู่
นั่นคือสิ่งที่พวกเขาต่างก็มีเหมือนกัน เป็นความรักที่มีต่อโลกใบ
นี้
หนึ่งคนปิดประตูจวนท่านผู้ว่าการ ควบคุมการแพร่กระจายของ
โรค
อีกคนบุกเข้ามาในจวนท่านผู้ว่าการ ใช้ความพยายามอย่าง
หนักคิดค้นตำรับยา
“ดี ๆ ๆ” เขาพูดออกมาสามครั้ง “ราชวงศ์ต้าอวี๋มีคนอย่างท่าน
หมอเวินนับว่าโชคดียิ่ง ข้าจะรายงานต่อราชสำนักตามความเป็นจริง
สร้างเกียรติยศให้เจ้า ให้ชาวบ้านทั้งหมดในเจียงหนานได้ขอบคุณ
เจ้า”
สายตาของเขามองไปทางบุตรสาว “ในเมื่อทั่วทั้งเมืองไม่มี
ไข้หวัดแล้ว หากเจ้าเต็มใจ เจ้าจะ…”
“ข้ารั้งอยู่ไม่ได้แล้วใต้เท้า” เวินจืออวิ่นลุกขึ้นยืน ส่ายหน้าอย่าง
นุ่มนวล “สำนักหมอหลวงคงมาถึงเร็ว ๆ นี้ อีกทั้งเมืองหลวงจะส่งคน
มาจัดการเรื่องนี้ ข้าจึงต้องขอตัวก่อน”
เขาค้อมศีรษะเล็กน้อย แล้วหมุนตัวจะจากไป
ท่านผู้ว่าการตันหยางเบิกตากว้าง ไม่เข้าใจและสงสัย “ท่านหมอ
เวิน โปรดรอสักครู่ เจ้าจะไปที่ไหน”
“ข้าจะไป…เมืองหลวง” เวินจืออวิ่นเม้มปาก “ครอบครัวของข้า
กำลังรออยู่ที่นั่น ข้ายังไม่มีเวลาแสดงความยินดีกับน้องชายเลย”
“เรื่องของเขตตันหยางขอมอบให้ท่านผู้ว่าการจัดการ ไข้หวัด
ครั้งนี้เป็นเรื่องบังเอิญหรือว่ามีคนวางแผน ก็หวังว่าจะตรวจสอบได้”
เขาเป็นหมอ ย่อมทำหน้าที่ของตนเองเสมอ
เขารักต้าอวี๋ ยิ่งกว่านั้น เขายังรักผู้คนที่อาศัยอยู่ในต้าอวี๋
ตำรับยาที่ประณีตและงดงามวางอยู่บนโต๊ะ ถูกสายลมพัดพาให้
ขยับไหวเล็กน้อย
เด็กหนุ่มสะพายกล่องยา นั่งอยู่บนรถม้า มุ่งหน้าเดินทางไกล
และเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ