พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 54 ช่วยเจิ้งหรูเชียน
สำหรับนายอำเภอเซี่ยหยาง เกาหู่เป็นเพียงน้องชายภรรยาของ
เขาและดั่งดาบคมที่หากสูญเสียไปก็น่าเสียดาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขา
รู้สึกเจ็บปวดมากนัก
แต่สำหรับฮูหยินนายอำเภอแล้ว เกาหู่คือน้องชายแท้ ๆ ที่นาง
เลี้ยงดูมาเหมือนลูก และเป็นความหวังเดียวเพื่อสืบทอดตระกูลเกา
ดังนั้น จึงไม่แปลกหากนางจะเกลียดชังเหล่าเด็กน้อยที่ส่งตัวเกา
หู่เข้าคุก ถึงขนาดยอมจ้างนักฆ่ามาเพื่อสังหารโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด
แต่ไม่รู้ว่านางจ้างนักฆ่าแบบไหน จะมาเมื่อไหร่ และจะมาจัดการ
กับใคร
ความรู้สึกที่ไม่รู้อะไรเลยนี้พาลให้รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
พวกเขารู้สึกหนักใจจนกินข้าวต่อไม่ลง
แต่ในตอนนี้ ผังต้าซานกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย แม้แต่กระดูกก็
ยังดูดกินจนมีรสชาติ เจิ้งหรูเชียนเคยสงสัยว่าเขาโกหกเรื่องพวกนี้
ขึ้นมาเพื่อจะได้กินมากขึ้นสักสองคำหรือเปล่า
หลังจากส่งผังต้าซานและพี่น้องของเขากลับไปแล้ว
เจิ้งหรูเชียนปิดประตูและวิ่งกลับเข้าไปในเรือนทันที “ช่วงนี้ให้เจ้า
สามอยู่บ้านคอยปกป้องพวกเจ้า”
“แล้วพี่ใหญ่เล่า” เจียงเซิงถาม
เจิ้งหรูเชียนคิดอยู่สักครู่ “พวกเราทั้งหมดไปส่งพี่ใหญ่ที่สำนัก
ศึกษาด้วยและกลับมาพร้อมกัน เช่นนี้จะปลอดภัยกว่า”
“แล้วท่านเล่า” เจียงเซิงถามต่อ
เจิ้งหรูเชียนยกมือตบอก “ข้าจะเป็นอะไรได้ ในเมื่อข้ายังมีผังต้า
ซานอยู่ด้วย”
แต่ผังต้าซานแค่ตัวใหญ่ ร่างกายดูแข็งแรง แต่ไม่รู้วิชาการต่อสู้
ใด ๆ เขาอาจจะพอสู้ด้วยพละกำลังได้บ้าง แต่หากเจอนักสู้ตัวจริง
อย่างฟางเหิงก็หนีไม่พ้นทุกครั้ง
“ไม่ได้” เจียงเซิงจับแขนเสื้อเจิ้งหรูเชียน น ้าตาเอ่อล้น “ข้าไม่
อยากให้พี่รองเป็นอะไรไป ข้าไม่อยากขาดพี่รอง”
ยามกลางวัน นางตามหาพี่สี่ทั่วอำเภอเพราะเป็นกังวล
ตกกลางคืนก็จะร้องไห้น ้าตานองเพราะเป็นห่วงพี่รองอีก
น้องสาวเขาไม่เคยลำเอียง นางรักพี่ชายทุกคนอย่างจริงใจเสมอ
มา
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกจมูกแสบร้อน
เขาก็ไม่อยากเป็นอะไร ไม่อยากจากทุกคนไป แต่ถ้าอยากหาเงิน
ต่อก็ต้องออกจากบ้าน ไม่อาจละทิ้งการค้าที่มีอยู่เพียงเพราะเรื่องที่ยัง
ไม่เกิดขึ้น
ตอนนั้นที่พี่น้องทั้งหลายต่างตระหนักได้ว่า ถึงแม้พวกเขาจะมี
เงินจนกินอิ่มท้องแล้ว แต่หากจะปกป้องตัวเองให้ได้ ยังต้องการคน
ต้องการความสามารถ และต้องการข่าวสารที่รวดเร็วฉับไว
สวี่โม่ลุกขึ้นยืน มือไพล่หลังเดินไปมาช้า ๆ “เจ้ารอง เจ้าจะไปรับ
ผักที่อำเภออวิ๋นสุ่ยเมื่อไหร่”
“อีกสามวัน” เจิ้งหรูเชียนชูนิ้วสามนิ้ว “อีกสามวันก็จะเก็บ
ผักกาดเสร็จแล้ว ข้าต้องไปอำเภออวิ๋นสุ่ย ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันส่งผัก
ให้ร้านเรือนโยวหรานได้”
สวี่โม่มองฟางเหิง
ฟางเหิงเข้าใจโดยไม่ต้องบอก เขาลุกขึ้นยืน “ฝึกฝนเพิ่มในสาม
วัน ถึงจะสู้กลับไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็เคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้นบ้าง”
เจิ้งหรูเชียนยังงุนงงอยู่ “ฝึกเพิ่ม ฝึกผู้ใดเพิ่ม ข้าหรือ?”
“ไม่ใช่แค่เจ้า” ฟางเหิงเอ่ยปากสองสามคำ “เป็นผังต้าซานกับ
พวกพ้องเขาอีกสองสามคน”
ในขณะเดียวกัน
เหล่าพวกพ้องซึ่งกำลังผิงไฟอยู่ในถ ้าต่างจามออกมาพร้อมกัน
“พี่ใหญ่ หรือพวกเราจะป่วย” ลูกน้องหมายเลขหนึ่งถาม
ผังต้าซานบีบจมูกก็ไม่เห็นมีน ้ามูกออกมา “อาจจะมีคนกำลังด่า
พวกเราลับหลังก็ได้”
กลับมาที่เรือนหลังเล็ก
ครั้งแรกเจิ้งหรูเชียนรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อคิดอีกที พวกเขา
คงมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น
พี่ใหญ่ต้องเตรียมตัวสอบ น้องสามต้องคอยปกป้องคนในบ้าน
น้องสี่ต้องไปสำนักแพทย์ น้องห้าอายุยังน้อยเกินไป ส่วนเจียงเซิงก็
เป็นเด็กผู้หญิง
เหลือแค่ผังต้าซานกับพรรคพวกอีกสองสามคนที่พอใช้การได้
ยิ่งกว่านั้นก็แค่ให้เงินพวกเขาไป
เป็นครั้งแรกที่เจิ้งหรูเชียนใจกว้างขนาดนี้
วันต่อมา
ในลานของเรือนมีเด็กหนุ่มหกคนโอบถังน ้า
“เหล่าเจิ้ง พวกเราต้องทำแบบนี้จริง ๆ หรือ” ผังต้าซานไม่มั่นใจ
“ข้ายังแล้วไป แต่พี่น้องข้ายังเด็กอยู่”
เจิ้งหรูเชียนหยิบเงินก้อนใหญ่ออกมก “ทุกคนที่ไป ได้หนึ่งร้อย
เหวิน”
ผังต้าซานไม่พูดอะไรสักคำ เอาถังน ้าวางไว้บนหัวทันที ซ ้ายังใจ
ดีช่วยพวกพ้องวางมันด้วย
เจิ้งหรูเชียน “…”
ยามบ่าย การฝึกฝนเปลี่ยนเป็นถุงทรายผูกกับขาแล้ววิ่งรวด
เดียวไปสี่สิบลี้
ในตอนแรก ทั้งหกคนต่างเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อวิ่งจนถึงที่สุดกลับ
รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ความรู้สึก
เหมือนมันไม่ได้ยากเย็นอะไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถอดถุงทรายออก ความรู้สึกเบาสบายนั้น
ทำให้พวกเขาอยากจะวิ่งไปยังอำเภออวิ๋นสุ่ยทันที
ส่วนอาการปวดหลังหรือไม่สบายตัว?
นั่นไม่ใช่ปัญหา เพียงไปหาเวินจืออวิ่นให้เขาช่วยบรรเทาอาการ
เจ็บปวดก็ได้แล้ว
วันถัดมา ฟางเหิงเริ่มสอนพวกเขาใช้อาวุธลับ
ความจริงแล้วก็เพียงซ่อนหินหรือกิ่งไม้แหลมไว้ในแขนเสื้อ หา
จังหวะและใช้แรงขว้างปาออกไป ก็สามารถสร้างความเสียหายได้
พอสมควร
การฝึกฝนเพิ่มเติมในสามวัน ไม่สามารถเปลี่ยนคนธรรมดาให้
กลายเป็นจอมยุทธ์ได้
แต่มันก็ช่วยให้พวกเขาหลบเลี่ยงจากอันตราย เผชิญหน้ากับ
ความเสี่ยง และหาจังหวะโต้ตอบได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งขึ้น
หลังจากผ่านไปสามวัน พวกเขาก็ต้องไปรับผัก
เจิ้งหรูเชียนพาผังต้าซานและพี่น้องอีกสี่คน ขับเกวียนลาจากไป
เจียงเซิงมองตามด้วยน ้าตาเอ่อ “พี่รอง พี่ต้าซาน หากพวกท่าน
เจออันตราย ก็ให้รีบหนีไป ขอเพียงพวกท่านกลับมาอย่างปลอดภัยก็
พอ อย่างอื่นล้วนไม่สำคัญ”
“รอพวกเจ้ากลับมา แล้วพวกเราจะได้ฝึกฝนต่อ” ฟางเหิงโบกมือ
ลา
ผังต้าซานตกใจจนใช้แส้ตีก้นเจ้าลาทันที ในหัวเขาคิดว่า หรือ
เราควรไปอำเภออวิ๋นสุ่ยแล้วไม่กลับมาจะดีกว่า
หลังจากส่งเจิ้งหรูเชียนและคนอื่น ๆ ไปแล้ว ยังต้องส่งสวี่โม่ไป
สำนักศึกษาด้วย
เจียงเซิงกังวลเรื่องพี่รอง จึงไม่ค่อยมีอารมณ์ ขดตัวนั่งเหม่อลอย
อยู่
แม้แต่สวี่โม่ซึ่งกำลังอ่านหนังสือก็ยังเงยหน้ามองไปทาง
อำเภออวิ๋นสุ่ยเป็นระยะ
จ่างเยี่ยนถอนหายใจ พลางสบตากับเวินจืออวิ่น
ช่วงนี้เจิ้งหรูเชียนถูกฝึกฝนพิเศษ พวกเขาเองก็ไม่ได้อยู่ว่าง
เหมือนกัน
หลังจากตระหนักว่าฝ่ายตนอยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมเสียเปรียบ
ตลอดเวลา จ่างเยี่ยนจึงเริ่มใช้สมอง ครุ่นคิดว่าจะเพิ่มช่องทางรับรู้
ข่าวสารได้อย่างไร
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการมีสายลับ
คือการที่คนคนหนึ่งภายนอกนั้นจงรักภักดีต่อเจ้านาย แต่ความ
จริงแล้วมีนายอีกคน ตั้งแต่ถูกส่งเข้าไปก็จะคอยส่งข่าวให้นายอีกคน
ถ้าจำเป็นก็ยอมเสียสละตนเองได้
แต่สิ่งนี้ชัดเจนว่าไม่สมจริง
ดังนั้นจึงเหลือแค่การสอบถาม ชักจูง และติดสินบนเท่านั้น
จ่างเยี่ยนไปหาเวินจืออวิ่น ถึงแม้การจ่ายยาที่สำนักแพทย์จะ
ไม่ใช่งานสำคัญอะไร แต่ก็ได้พบกับบุคคลสำคัญอยู่เสมอ
อย่างเช่น สาวใช้คนสนิทของฮูหยินนายอำเภอ หรือบ่าวทำ
ความสะอาด
สองพี่น้องเข้าใจเรื่องนี้ดี แม้เวินจืออวิ่นจะผอมบางแต่ก็ไม่ขี้
ขลาด เขาลอบเปิดบันทึกการรักษาของสำนักแพทย์ รู้ว่าสาวใช้คน
สนิทของฮูหยินนายอำเภอจะมารับยาบำรุงทุกสิ้นเดือน จึงจดจำไว้ใน
ใจ
พวกเขาคอยเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา
สามวันหลังจากเจิ้งหรูเชียน ผังต้าซาน และคนอื่น ๆ จากไป สาว
ใช้คนสนิทก็มาที่สำนักแพทย์จริง ๆ
เวินจืออวิ่นจดจำคำพูดของจ่างเยี่ยนได้ดี เขาแสดงท่าทีเป็นมิตร
กับนาง พร้อมเรียกนางว่า “พี่สาว” อย่างหวานซึ้ง แล้วค่อย ๆ
สอบถามอย่างแนบเนียน
แน่นอนว่าสาวใช้คนสนิทย่อมไม่บอกเรื่องนี้ตามตรง ดังนั้นหาก
ต้องการสอบถาม ก็ต้องถามอย่างอ้อมค้อมเท่านั้น
จ่างเยี่ยนเป็นผู้วางแผน เวินจืออวิ่นเป็นคนลงมือ
เขาเริ่มจากถามไถ่อารมณ์ของฮูหยินนายอำเภอช่วงนี้เป็น
อย่างไรบ้าง ได้ความว่านางกำลังอารมณ์ดีมาก จากนั้นจึงบอกว่ายา
บำรุงตัวใหม่นี้ห้ามรับประทานขณะอารมณ์แปรปรวนมาก ๆ
สุดท้ายเขาถามว่า เดือนหน้านางจะมารับยาวันใด เผื่อเขาต้อง
เตรียมไว้ล่วงหน้า
สาวใช้คนสนิทคิดครู่หนึ่ง “เช่นนั้นก็วันที่ยี่สิบเก้าของเดือนหน้า
เถอะ”
วันนี้เป็นวันที่ยี่สิบหก
เวินจืออวิ่นใจเต้นรัวเร็ว รีบไปหาจ่างเยี่ยนทันที สรุปได้ว่าวันที่
ยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดคือวันที่ฮูหยินนายอำเภอจะลงมือ
แต่สองวันนี้ ขอทานทั้งอำเภอกลับไม่มีใครเห็นกลุ่มคนหน้าบาก
เข้าออกจวนพวกเขาเลย
ดังนั้นความเป็นไปได้หนึ่งเดียวคือพวกเขาออกนอกอำเภอไป
แล้ว
จ่างเยี่ยนใจหายวาบ รีบไปหาฟางเหิงทันที “ข้ากลัวว่าพี่รองจะ
ตกอยู่ในอันตราย”
เทียบกับพี่น้องคนอื่นที่ยังอยู่ในอำเภอ เจิ้งหรูเชียนซึ่งอยู่ด้าน
นอกย่อมเป็นเป้าที่ดีกว่าแน่นอน
ทั้งจัดการง่าย สะดวก และยากที่จะถูกคนจับได้
ฟางเหิงโกรธจนดวงตาแดงก ่า “หากรู้แต่แรก ข้าคงไม่ยอมให้
เขาไป”
“อย่าพูดเรื่องพวกนี้อยู่เลย รีบไปช่วยคนก่อนดีกว่า” จ่างเยี่ยน
ยังคงสงบสติได้ “พี่ใหญ่อยู่ที่สำนักศึกษาและคงไม่ได้ไปที่ใด ส่วน
พวกเรารีบไปช่วยเขากันเถอะ”
แม้จะช่วยไม่ได้ ก็พวกเขาไม่อาจทิ้งใครไว้ที่เรือน เพื่อป้องกันฮู
หยินนายอำเภอจะล่อเสือออกจากภูเขา
ความคิดนี้จึงนับว่ารอบคอบแล้ว
ฟางเหิงมองน้องห้าด้วยความประหลาดใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด
อะไรต่อ
เขาขึ้นขี่ม้าแดงตัวผู้ และให้เหล่าน้องชายนั่งในเกวียนที่เช่ามา
มุ่งหน้าไปยังอำเภออวิ๋นสุ่ยอย่างรวดเร็ว
ถึงจะรู้ว่าข้างหน้ามีอันตราย แต่พวกเขาก็ไม่หวั่นเกรง
สายลมพัดเส้นผมของพวกเขา ลมหนาวกระทบใบหน้า แต่
สายตายังมุ่งมั่นไม่หวั่นไหว
“ไป!”