พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 55 ได้รับการช่วยเหลือ
เจิ้งหรูเชียนเป็นคนฉลาดมาก
หลังจากที่ได้รับคำชี้แนะ เขาก็ไม่ได้ขายผักจากอำเภออวิ๋นสุ่
ยเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำผักจากอำเภอเซี่ยหยางมาขายที่
อำเภออวิ๋นสุ่ยด้วย
ครั้งแรก เขาเป็นเจ้าของกิจการนี้เอง และขายให้กับท่านป้า
ทั้งหลาย
ถึงแม้จะทำกำไรได้มาก แต่ก็มีเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วมากเกินไป
อีกทั้งท่านป้าบางคนก็ใช้ประโยชน์จากมันมาโดยตลอด ทั้งที่จ่ายเงิน
ไปแล้ว ก็ยังอยากได้ไปอีกสองกำมือโดยไม่คิดเงิน เจิ้งหรูเชียนไม่
กล้าทำให้ลูกค้าประจำไม่พอใจ จึงต้องยอมจำนน
ครั้งที่สอง เขาฉลาดขึ้นบ้าง นึกถึงตอนแรกที่พวกเขาพี่น้องยัง
เป็นขอทานที่อดมื้อกินมื้อ แต่ก็ยังสามารถขายผักให้กับร้านเรือน
โยวหรานได้ ตอนนี้เขาถือว่าเป็นพ่อค้าผักตัวเล็ก ๆ ที่มีชื่อเสียงใน
อำเภออวิ๋นสุ่ยบ้างแล้ว ผักที่ส่งถึงหน้าประตูบ้าน จะหาลูกค้าที่ซื้อมัน
ไม่ได้หรือ
เจิ้งหรูเชียนวิ่งอยู่บนท้องถนนซึ่งคึกคักที่สุดในอำเภออวิ๋นสุ่ยอยู่
ครึ่งวัน เขาไม่ได้ค้าขายกับร้านอาหาร แต่มุ่งหน้าไปยังร้านขายผัก
แห่งหนึ่ง
ไม่ใช่การซื้อค้าขายแบบจ่ายเงินเพื่อแลกสินค้าอย่างดั้งเดิม แต่
เป็นการฝากขาย
นั่นคือ เจิ้งหรูเชียนมอบสินค้าให้เจ้าของร้านขายผัก เงินที่ขาย
ได้แบ่งจะกันในอัตราส่วนสองต่อแปด ด้วยวิธีนี้ เจิ้งหรูเชียนต้อง
พยายามหาสินค้าดี ๆ มาให้ เขาไม่กล้านำของไม่ดีมาหลอกลวง
ส่วนเจ้าของร้านขายผักก็จะไม่ได้กังวลว่าสินค้าจะขายไม่ออกจน
กลายเป็นสินค้าค้างคา ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
วันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนสอง
เจิ้งหรูเชียนรับผักจากอำเภออวิ๋นสุ่ยเสร็จแล้ว เขากำลังขับ
เกวียนลาไปยังอำเภอเซี่ยหยาง
สภาพจิตใจของผังต้าซานและพี่น้องทั้งสี่คนเปลี่ยนจากตึง
เครียดเป็นผ่อนคลายลง ทุกคนพูดคุยติดตลกเกี่ยวกับการฝึกซ้อม
ในสามวันก่อนหน้านี้ พวกเขาต่างรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นเท่าไหร่
แต่เจิ้งหรูเชียนไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนพวกเขา
หากฮูหยินนายอำเภอจ้างวานนักฆ่าจริง ๆ แต่ไม่ใช่มาเพื่อ
จัดการกับเขา ก็ต้องเพื่อจัดการกับพี่ชายน้องชายและน้องสาวใน
อำเภอเซี่ยหยาง
ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เจิ้งหรูเชียนเต็มใจจะให้คนพวก
นั้นมาจัดการเขามากกว่า
และความปรารถนานี้สมหวังดั่งใจ
เกวียนลาสองเล่มแล่นมาถึงเขตระหว่างอำเภอเซี่ยหยางและ
อำเภออวิ๋นสุ่ย ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยจับกุมตัวเจ้าหน้าที่ได้ ถนนที่เคย
ราบเรียบตอนนี้กลับมีก้อนหินกีดขวางเส้นทางอยู่
ผังต้าซานหยุดเกวียนลา “ข้าจะไปเคลื่อนย้ายมันออก”
เจิ้งหรูเชียนขมวดคิ้ว รู้สึกแปลกประหลาดอยู่ในใจ
เขากำลังจะอ้าปากเตือนผังต้าซาน ทันใดนั้นกลับมีร่างของชาย
สี่คนโผล่มา พวกเขาสวมชุดดำรัดกุม ถือดาบเล่มใหญ่ บนใบหน้ามี
รอยบาก ดวงตาฉายจิตสังหารอย่างชัดเจน
รอยบาก?
ลมหายใจเจิ้งหรูเชียนสะดุด ตะโกนสุดเสียงทันที “ต้าซาน รีบหนี
เร็วเข้า เขาคือพวกหน้าบาก”
ผังต้าซานตกใจ ประโยชน์ของการฝึกฝนพิเศษช่วยให้เขาหมุน
ตัว และวิ่งหนีกลับไปด้านหลังเกวียนลาอย่างฉับไว
ชายชุดดำผู้ถือดาบ “…เจ้าต่างหากที่เป็นหน้าบอก ทั้งตระกูลเจ้า
เป็นหน้าบากทั้งหมด”
นักฆ่าไม่พอใจมาก ความเร็วในการตวัดดาบฟันคนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ดาบใหญ่กว่าฝ่ามือพุ่งเข้ามาพร้อมเสียงลมหวีดหวิว แผนโต้
กลับที่เจิ้งหรูเชียนคิดไว้ในหัว ไม่ว่าจะขว้างหินหรืออะไรก็ตามล้วน
หายวับไปหมด ทุกสัญชาตญาณกลายเป็น…วิ่ง!
วิ่งสุดชีวิต!
ณ เวลานี้ ทั้งหกคนต่างวิ่งด้วยความเร็วสุดชีวิต สองเท้าก้าวไว
ราวกับมีไฟลน ผมปลิวสะบัดชี้ตรง
ลมเย็นพัดผ่าน ชายชุดดำเพิ่งตระหนักได้ก็พบว่าพวกเด็ก ๆ วิ่ง
อ้อมพวกเขา ผ่านกองหินและมุ่งหน้าไปยังอำเภอเซี่ยหยาง
“เหล่าเจิ้ง ไม่ถูกต้อง” ผังต้าซานตะโกนพลางวิ่ง ลมพัดเข้าเต็ม
ปาก “พวกมันมาจากอำเภอเซี่ยหยาง พวกเราไม่ควรวิ่งไป
อำเภออวิ๋นสุ่ยหรือ?”
“เจ้าไม่เข้าใจ” เจิ้งหรูเชียนกล่าวพลางสูดลมหายใจ “เจ้าห้าของ
ข้ากล่าวว่า ต้องทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงจึงจะมีชัย”
เมื่อเห็นบรรดาชายชุดดำตะลึงไปชั่วขณะ เขาก็รู้ได้ว่ากลยุทธ์นี้
ได้ผลจริง ๆ
แต่ก็เป็นเพียงการช่วยให้พวกเขามีเวลาเพิ่มขึ้นไม่กี่อึดใจ
เท่านั้น
พวกชายชุดดำตั้งสติได้ จึงถือดาบไล่ตามมา
พวกเขาเป็นนักฆ่า ย่อมฝึกฝนร่างกายทุกวัน ไม่เหมือนสิ่งที่เด็ก
อย่างเจิ้งหรูเชียนและผังต้าซานฝึกฝนเพิ่มเติมชั่วคราวในเพียงสาม
วันนั้นจะเทียบได้
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ชายชุดดำก็ไล่ตามหลังพวกเขาทัน
เมื่อเห็นดาบสีฟ้ากำลังจะแทงเข้าที่หลังของเป้าหมาย สีหน้าที่มี
รอยบากของชายชุดดำก็เผยรอยยิ้มเหี้ยม
ทันใดนั้น
เบื้องหน้าก็มีม้าสีแดงวิ่งมาอย่างรวดเร็ว บนบนหลังม้ามีเด็กหนุ่ม
ชุดเทาผู้หนึ่งกำลังก้มตัวอยู่ หากไม่ใช่ฟางเหิงแล้วจะเป็นใครได้อีก
ตามมาติด ๆ ยังมีเกวียนอีกเล่ม คนที่นั่งอยู่มีเจียงเซิง จ่างเยี่ยน
และเวินจืออวิ่น
ชั่วพริบตานั้นราวกับพวกเขานำแสงสว่างมาด้วย
เจิ้งหรูเชียนแทบจะร้องไห้ เขารู้ว่าตนเดิมพันถูกต้อง การวิ่งไป
ทางอำเภอเซี่ยหยางเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พี่ชาย น้องชาย และน้องสาวมา
ช่วยเขาจริง ๆ
“เจ้าสาม…” คำพูดของเขาถูกกลืนหายไปกับเสียงลม
ฟางเหิงไม่ได้มองเขา สีหน้าเคร่งขรึม ถือไม้กระบองยาว ควบม้า
แดงพุ่งเข้าไปตรงหน้าชายชุดดำ ก่อนฟาดไม้ลงไปทันที
ชายชุดดำไม่ใช่ผังต้าซาน จึงไม่ได้โง่งมจนถูกตีด้วยไม้โดยง่าย
เขาเบี่ยงตัวหลีกเลี่ยง
เขายังคงมีแรงเหวี่ยงจากการพุ่งเข้ามา ฟางเหิงใช้ประโยชน์จาก
แรงเหวี่ยงนี้ หลบดาบยาวในมือของอีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่ว
ราชวงศ์ต้าอวี้ขาดแคลนแร่เหล็ก ผู้ที่สามารถตีเหล็กได้ต้อง
ลงทะเบียนไว้ยังที่ว่าการอำเภอ ชาวนาซื้อจอบเหล็กต้องมีใบรับรอง
สามใบและผ่านการตรวจสอบห้าครั้ง การซื้ออาวุธจึงยุ่งยากยิ่งกว่า
โดยเฉพาะดาบยาวสีฟ้าที่คมกริบและมีกลิ่นอายของการฆ่า
สังหารนี้
ในใจฟางเหิงรู้สึกสั่นสะท้านชั่วขณะ
มือที่เต็มไปด้วยความหยาบกร้านของเขาจับกระบองแน่นโดยไม่
รู้ตัว ยกขึ้นและฟันลงมาตามแรงเหวี่ยงเฉียงไปด้านข้าง
ชายชุดดำที่อยู่ด้านหลังแววตาสั่นเทา รีบยกดาบขึ้นปัดป้อง
เพียงชั่วพริบตาที่ปะทะกัน ทั้งคู่ต่างรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นมีวรยุทธ์
ชายชุดดำผิวปากเรียกพรรคพวกกลับมา ละทิ้งผังต้าซาน เจิ้ง
หรูเชียน และคนอื่น ๆ ซึ่งล้อมรอบฟางเหิงที่อยู่บนหลังม้า
คนฉลาดย่อมรู้ว่าเพียงฆ่าคนบนหลังม้าให้ตาย คนอื่น ๆ ก็จะ
เป็นเต่าในไห
“พี่สาม!” เจียงเซิงเป็นห่วงเขามาก แต่ไม่กล้าเข้าไปใกล้ กลัวจะ
กลายเป็นภาระ
“เจ้าสาม!” เจิ้งหรูเชียนก็ตะโกนเสียงดัง ดวงตาแดงก ่า
ฟางเหิงไม่ได้หันไปมอง สายตาจดจ้องชายชุดดำทั้งสี่ แล้วฟาด
ไม้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ในฐานะที่มีวรยุทธ์เหมือนกัน การที่เด็กคนหนึ่งต่อสู้กับผู้ใหญ่ถึง
สี่คน โดยพื้นฐานแล้วย่อมไม่มีโอกาสชนะ
แต่ฟางเหิงอาศัยความได้เปรียบจากการอยู่บนหลังม้า จึงยัง
สามารถรับมือได้อย่างคล่องแคล่ว
แต่หากปล่อยเวลาให้ยิดเยื้อ เขาต้องพ่ายแพ้แน่นอน
เจิ้งหรูเชียนกำหมัดแน่น พลันบังเอิญไปสัมผัสกับก้อนหินใน
แขนเสื้อ เขาตระหนักได้ในทันใด จึงเรียกผังต้าซานและพี่น้องอีกสี่
คนมา “ขว้าง จงขว้างใส่พวกมันแรง ๆ เลย”
หลังจากฝึกฝนการใช้อาวุธลับมาสามวัน แม้จะไม่ร้ายกาจนัก
แต่ก็มีความแม่นยำพอสมควร
ดังนั้น ก้อนหินปาถูกศีรษะ ร่างกาย และดาบของชายชุดดำอย่าง
หนักหน่วงดุจสายฝน
น่าเสียดายที่มันเพียงทำให้คนบาดเจ็บได้เท่านั้น
เห็นชัดว่าฟางเหิงต่อสู้ยากลำบาก แม้แต่ม้าแดงยังได้รับบาดเจ็บ
จนร้องครวญคราง
เวินจืออวิ่นซึ่งนั่งอยู่บนเกวียน หยิบถุงผงออกมาจากแขนเสื้อ
เขาขบกราม แล้วขว้างมันออกไป
ก้อนหินของเจิ้งหรูเชียนกระทบถูกถุงผงนั้นพอดี ห่อกระดาษที่
พับอย่างง่าย ๆ แตกออกในพริบตา ฝุ่นผงนับหมื่นพันกระจายออกมา
ปกคลุมทุกคนราวกับหมอกขาว
ฟางเหิงหูตาว่องไว ใช้ชายเสื้อปิดปากและจมูก พุ่งออกจากวง
ล้อม
ปล่อยให้พวกชายชุดดำสูดดมผงไปพักใหญ่ กว่าพวกเขานึก
ขึ้นได้ว่าต้องปิดปากปิดจมูกก็สายไปเสียแล้ว
หัวหน้าของนักฆ่าโมโหจัด “นี่มันอะไรกัน?”
“ผงยาพิษสิบกลิ่นอ่อนล้า” เวินจืออวิ่นเอ่ยเสียงเย็น “ภายในครึ่ง
ก้านธูป พวกเจ้าก็จะมือเท้าอ่อนแรง ขยับตัวไม่ได้”
ถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือจากไหน ก็ต้องล้มลงอย่าง
แน่นอน
น่าตายนัก น่าตายจริง ๆ !