พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 57 ทุกสิ่งในเขตอันสุ่ยล้วนราคาแพง
ก่อนออกเดินทางสวี่โม่ดึงเจิ้งหรูเชียนไปพูดคุยด้วยสองสาม
ประโยค
สีหน้าของเจิ้งหรูเชียนพลัรเปลี่ยนไป แต่เขาไม่ได้เอ่ยพูดอะไรต่อ
ในไม่ช้า รถม้าก็ออกเดินทาง
เจียงเซิงถามขึ้นด้วยความกังวล “พวกเราปล่อยให้พี่รองไปรับ
ผักคนเดียวจะไหวหรือ เขาคงไม่เจอพวกคนหน้าบากอีกหรอกนะ”
สวี่โม่มองฟางเหิงที่กำลังคร ่าครวญอยู่ในรถม้า “ไม่ต้องห่วงเขา
หรอก”
ผงสลอดที่ปาใส่ครั้งนั้น ฟางเหิงเพียงสูดดมเข้าไปสองสามครั้งก็
ท้องเสียจนลุกจากเตียงไม่ได้มาสามวันแล้ว
ส่วนพวกชุดดำจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไม่อาจคาดเดาได้แน่ชัด
จ่างเยี่ยนห่อร่างกายตัวเองด้วยเสื้อคลุมอย่างหวาดกลัว “พี่สี่ ผง
สลอดนี่มาจากไหนกัน สรรพคุณจะรุนแรงเกินไปแล้ว”
เวินจืออวิ่นเกาศีรษะ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่ตอนที่ท่านหมออู๋สั่วเว่ยหยิบสลอดให้เขาบดนั้น เคยเตือน
อย่างหวังดีว่า ให้เขาใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก อย่าได้สูดดมมันเข้าไป
แม้แต่นิดเดียว ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่รับผิดชอบ
“พูดถึงเรื่องนี้ ท่านหมออู๋ช่างใจดีจริง ๆ” เจียงเซิงถอนหายใจ
แล้วหันไปมองเวินจืออวิ่น “พี่สี่ตกปลาสามวันตากอวนสองวัน*[1]
ท่านหมออู๋ไม่เพียงไม่โกรธ ยังจ่ายเงินให้เขาตามปกติอีก ช่างเป็น
เจ้านายที่ดีจริง ๆ”
ริมฝีปากของเวินจืออวิ่นขยับไปมาเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็
ไม่กล้าอยู่หลายครั้ง
เจ้านายที่ดีบ้าบออะไร อู๋สั่วเว่ยเองก็ตกปลาสามวันตากอวนสอง
วันเหมือนกัน เป็นครั้งคราวที่เขาหนีไปเก็บยาที่ยอดเขาไหนสักแห่ง
ทิ้งให้เวินจืออวิ่นน้อยจัดจ่ายยาเงียบ ๆ และยังต้องฝืนใจรักษาคนไข้
แทนเขาคนเดียวอีกในบางครั้ง
รับเงินเดือนของคนจัดเก็บยา แต่เขาต้องรับผิดชอบทำงานแทบ
ทั้งหมด
โชคดีที่อู๋สั่วเว่ยเป็นคนนิสัยเรียบง่าย ไม่ยึดติดกฎระเบียบ ทุก
ครั้งที่เวินจืออวิ่นขอลางานเพราะมีธุระ เขาก็อนุญาตให้อย่างใจกว้าง
เมื่อรู้ว่าเวินจืออวิ่นจะไปเขตอันสุ่ย อู๋สั่วเว่ยถึงกับหัวเราะเห็นฟัน
“เด็กน้อย บางทีพวกเราอาจเจอกันที่เขตก็ได้นะ”
เวินจืออวิ่นตัวสั่น
เขาขอไม่อยากเจอจะดีกว่า
ราชวงศ์ต้าอวี๋มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ระยะทางระหว่าง
อำเภอกับอำเภอก็ห่างไกลกันมากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระยะทาง
ระหว่างเขตกับตัวอำเภอ
เจียงเซิงและสวี่โม่ผลัดกันบังคับม้า หลังเดินทางมาตลอดสี่วัน
เต็มจึงเห็นประตูเขต
ฟางเหิงกินยามาหลายวันแล้ว ในที่สุดก็ฟื้นตัวจากผลข้างเคียง
ของผงสลอด เขาอาสาบังคับม้า มองสภาพของเหล่าพี่ชายน้องสาวที่
เต็มไปด้วยคราบฝุ่น “หลายวันนี้พวกเจ้าคงเหนื่อยมาก”
ครั้งแรกทุกคนยังขับเกวียนลาหรือรถม้าไม่ได้ แต่ตอนนี้ทักษะ
ของพวกเขาต่างก้าวหน้ามากขึ้นทีเดียว
แต่คนที่บังคับเก่งที่สุดยังคงเป็นเจ้าสาม ฟางเหิง
ลาและม้าทุกตัวเมื่ออยู่ในมือเขา มักเชื่อฟังขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
แม้ไม่ต้องใช้แส้หรือบังเหียนก็ควบคุมพวกมันได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้ง
จังหวะการออกตัวและสั่งหยุด
หากเจิ้งหรูเชียนอยู่ที่นี่ด้วย เขาคงจะต้องตะโกนด้วยความไม่
พอใจ
เจียงเซิงถอนหายใจ นางเริ่มคิดถึงพี่รองขึ้นมาบ้างแล้ว
ก่อนหน้านี้เจิ้งหรูเชียนออกไปรับผักเจ็ดแปดวันนางยังไม่รู้สึก
อะไร แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่มายังสถานที่ใหม่โดยไม่มีเขา จึงรู้สึกไม่
คุ้นเคยนัก
“ไม่ต้องห่วง เจ้ารองขนส่งผักเสร็จก็จะมาพบพวกเราแล้ว” สวี่โม่
ลูบศีรษะของนาง “พวกเราสัญญากันไว้แล้วว่าจะไม่แยกจากกันไป
ไหน”
เจียงเซิงจึงฝืนยิ้มได้บ้าง สายตาจับจ้องไปยังประตูเขตอันสุ่ย
หลังจากนั้นนางก็ชะงักไป
หลังจากได้เห็นวัดร้างในหมู่บ้านสิบลี้ ถนนและประตูเมืองของ
อำเภอเซี่ยหยางมา เจียงเซิงคิดว่าประสบการณ์ของนางได้ขยาย
ขอบเขตออกไปแล้ว
แต่ตอนนี้ ประตูเขตอันสุ่ยที่ยิ่งใหญ่และสง่างามกลับทำให้นาง
ต้องตะลึงงัน
มันไม่ใช่การแกะสลักหรือก่ออิฐเป็นกำแพงเมือง แต่เป็นการใช้
ภูเขาทั้งลูกเป็นปราการและทะลวงผ่านเพื่อเป็นประตูเขต
กระทั่งตัวอักษรสี่ตัวอย่าง ‘ประตูเขตอันสุ่ย’ ก็ถูกสลักลงบนภูเขา
ไม่มีการทาสีแดงหรือติดทอง เพียงแสดงให้เห็นถึงสีสันของหินผาอัน
เรียบง่ายและบริสุทธิ์ ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม งดงามไม่ด้อยไปกว่า
สิ่งใด
ใต้ประตูเขตมีทหารถึงสิบหกนายถือหอกยาวยืนอยู่สองด้าน สี
หน้าท่าทางองอาจสง่างาม
เกวียนและผู้คนถูกแบ่งเป็นสองแถว ด้านซ้ายเป็นขบวนรถที่เร็ว
กว่า ส่วนด้านขวาเป็นชาวบ้านทั่วไปกำลังแบกหาบตะกร้า
เจียงเซิงเห็นดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจ “แม้แต่ในเขตก็ยังมี
ชาวบ้านยากจน”
สถานที่ยิ่งใหญ่และร ่ารวยเช่นนี้ กระทั่งถนนก็กว้างกว่าที่นางเคย
เห็นถึงสองเท่า ไม่ใช่ว่าผู้คนไม่ควรร ่ารวยขึ้นสองเท่าด้วยหรือ
“เด็กโง่” สวี่โม่หัวเราะ “ที่ใดจะไม่มีครอบครัวยากจนบ้าง ไม่ว่าจะ
เป็นในเขต อำเภอ หรือหมู่บ้าน ล้วนมีคนรวยคนจนอยู่ทั่วไป เพียงแต่
ต่างกันที่จำนวนเท่านั้น”
“ไม่ใช่เพียงในเขต แม้แต่ในเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าอวี๋ก็ยังมี
คนยากจน”
เจียงเซิงคิดตาม
ดังนั้น แม้แต่ในเมืองหลวงก็ยังมีคนจน แต่คนไม่ได้ยากจนมาก
หรือไม่ก็มีจำนวนน้อยกว่า
ในหมู่บ้านสิบลี้ก็มีคนรวย ทว่าคนรวยมีน้อยเกินไป หรือไม่ก็
พวกเขาไม่ได้ร ่ารวยขนาดนั้น
ถ้าอย่างนั้น ซาลาเปาในเมืองหลวงคงจะอร่อยกว่าซาลาเปาใน
อำเภอถึงสองเท่าด้วย
เจียงเซิงอ้าปากน้อย ๆ มองก้อนซาลาเปาสีขาวอวบอ้วนที่เพิ่งทำ
เสร็จสด ๆ ร้อน ๆ อยู่ริมถนนกับแป้งไส้เนื้อที่เพิ่งตักขึ้นจากกระทะ
ร้อน และแป้งทอดกรอบด้วยสายตาคาดหวัง
พี่ชายทั้งหลายต่างพยายามกลั้นหัวเราะ
ฟางเหิงมองเวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยน “เจ้าสี่ เจ้าห้า พวกเจ้าอยาก
กินซาลาเปาหรือแป้งไส้เนื้อเล่า”
เวินจืออวิ่นเป็นเด็กซื่อ เขาส่ายหน้าอย่างเขินอาย “พี่สาม ข้าไม่
หิว”
แต่เขากลับได้รับสายตาดุดันจากเจียงเซิง
เวินจืออวิ่นสั่นไปทั้งตัว รีบเปลี่ยนคำพูด “กิน กินแป้งไส้เนื้อสัก
ชิ้นก็ได้”
ส่วนจ่างเยี่ยนนั้นรู้ความกว่ามาก “ขอเพียงพี่สามซื้อมา จ่าง
เยี่ยนจะกินทุกอย่าง”
ฟางเหิงหัวเราะลั่นแล้วหยุดรถม้า เขาซื้อทุกอย่างมาอย่างละห่อ
ไม่นานนัก ด้านในรถม้าก็มีเสียงราวกับหนูตัวน้อยกำลังขโมย
แทะกิน พร้อมกับเสียงของเจียงเซิงที่กล่าวอย่างเกรงใจ “พี่สี่ท่านกิน
หน่อยสิ พี่ห้าก็กินบ้างนะ พวกท่านกินอีกสักเถอะ”
ทุกคนพยายามกลั้นขำ
มีเพียงเจียงเซิงที่เคยเร่ร่อนมาก่อนที่มีต้องการอาหารมากมาย
ขนาดนี้ เพราะมันคือสิ่งที่นางเคยได้แต่ยืนมองจากมุมกำแพงโดยไม่
อาจเอื้อมถึง
แต่เมื่อกินเสร็จ พวกเขาก็ต้องหันมาปรึกษาเรื่องอื่นกันแล้ว
ในเขตอันสุ่ยที่ใหญ่โตเช่นนี้ แล้วต่อไปควรพักที่ไหนดี
สวี่โม่ขมวดคิ้วครุ่นคิด “หากจะแวะพักที่โรงเตี๊ยมสักแห่งก็ย่อม
ทำได้ แต่พวกเราจะอยู่ที่นี่เกือบครึ่งเดือน การพักที่โรงเตี๊ยมจะแพง
ไปหรือไม่ หากไม่ไหวจริง ๆ ก็เช่าบ้านพักสักเดือนแทนเถอะ”
“การเช่าบ้านยังต้องจ่ายค่าเช่าให้กับนายหน้าอีก” ฟางเหิงจอด
รถม้าแล้วเอ่ยว่า “ไปถามราคาที่โรงเตี๊ยมก่อนเถอะ”
พวกเขาทั้งหกคนสามารถเช่าห้องพักได้สองห้อง เจียงเซิงอยู่
ห้องหนึ่ง ส่วนอีกห้องพวกเขาห้าคนอยู่ด้วย ทุกอย่างก็เพื่อประหยัด
ค่าใช้จ่าย
แต่ไม่คิดว่าราคาในเขตอันสุ่ยจะแพงมากขนาดนี้
ห้องชั้นล่างของโรงเตี๊ยมคิดหนึ่งร้อยเหวินต่อวัน หากเช่าครึ่ง
เดือนก็ต้องจ่ายถึงสามตำลึง
ฟางเหิงหน้าถอดสี เขาหันหลังกลับ ตั้งใจจะไปถามราคาเช่า
บ้านพักกับนายหน้า
“ช้าก่อนเด็กน้อย” ทว่านายบัญชีกลับเรียกเขาไว้ “เจ้าอยากได้
ห้องราคาถูกหรือ พวกเรามีห้องเก็บฟืนที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ มันเป็น
ห้องที่ใหญ่มาก คิดราคาเพียงห้าสิบเหวินต่อวัน อยากลองไปดู
หรือไม่เล่า”
ฟางเหิงหันไปมองสวี่โม่
ทั้งสองเลือกที่จะไปดูก่อน
นายบัญชีไม่ได้โกหก ห้องเก็บฟืนนี้กว้างและสว่างมาก แต่สิ่ง
อำนวยความสะดวกยังเก่า ดูเหมือนกับเป็นบ้านดินที่สะอาดกว่าใน
หมู่บ้าน
จุดนี้เจียงเซิงและน้องชายอื่นคนไม่รังเกียจ พวกเขานอนได้
แม้กระทั่งในวัดร้าง บ้านดินเช่นนี้ยังจะนับเป็นอะไร
พวกเขาจ่ายเงินและเขียนสัญญาทันที ระยะเวลาเช่าทั้งหมดคือ
ครึ่งเดือน
การเดินทางครั้งนี้พวกเขาไม่ได้นำสิ่งของมามากนัก นอกจาก
เสื้อผ้าสำรองสองชุด ก็มีเพียงตำราหนังสือ พู่กัน หมึก และกระดาษ
สำหรับให้สวี่โม่ใช้สอบ
หลังจากรู้ราคาสินค้าในเขตอันสุ่ยแล้ว เจียงเซิงรู้สึกโชคดีที่นาง
ได้ซื้อพู่กัน หมึก และกระดาษจำนวนมากให้พี่ชายตั้งแต่อยู่ในอำเภอ
จะได้ไม่ต้องมาเสียเงินซื้อข้าวของที่ราคาแพงเกินไปของที่นี่
[1] ตกปลาสามวันตากอวนสองวัน : ทำงานแบบไม่สม ่าเสมอ