พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 58 น ้าตาของฟางเหิง
เจียงเซิงคิดมาตลอดว่า เนื้อหมูในอำเภอที่ชั่งละสิบเหวิน ราคา
แพงกว่าเนื้อหมูในตลาดที่ราคาชั่งละแปดเหวินถึงสองเหวิน ซึ่งถือว่า
เป็นค่าสำหรับเช่าแผงขาย นางยังคิดว่ามันแพงเกินไป
จนกระทั่งนางมาถึงตลาดในเขตและสอบถามราคาเนื้อหมู นาง
จึงได้รู้ว่าเนื้อหมูในเขตอันสุ่ยนั้นราคาชั่งละสิบห้าเหวิน
เจียงเซิงตกใจจนแทบตาย นางถามด้วยสีหน้างุนงง “เป็นเรื่อง
จริงหรือ? มันแพงขนาดนี้เชียว? ถ้าอย่างนั้นข้านำเนื้อหมูจากใน
อำเภอมาขายที่เขตอันสุ่ยได้หรือไม่”
กำไรมากถึงหนึ่งในสามเชียวนะ ผู้ใดจะไม่อยากได้กัน
สำหรับเด็กสาวที่ทำการค้ากับเจิ้งหรูเชียนย่อมคิดถึงเรื่องการหา
เงินเป็นอันดับแรก
แต่สวี่โม่กลับสาดน ้าเย็นดับความฝันของนาง “เจ้าคิดว่าทำไม
ราคาของในเขตถึงแพงขนาดนี้เล่า? นั่นก็เพราะทุกคนที่ส่งสินค้าเข้า
มา ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทั้งขาเข้าและขาออก หรือก็คือภาษี ของที่
ซื้อมาในราคาแปดเหวิน เมื่อจ่ายภาษีแล้วก็ต้องขายในราคาสิบเหวิ
นจึงจะคุ้มทุน แล้วยังต้องบวกค่าแรงและอย่างอื่นเข้าไปอีก มันจึง
กลายเป็นสิบห้าเหวิน”
เจียงเซิงอ้าปากค้าง
ความฝันที่จะได้กำไรหนึ่งในสามของนางแตกสลายไปแล้ว
“แล้วทำไมในอำเภอเซี่ยหยางถึงไม่ต้องเสียภาษีเล่า” เจียงเซิงอด
ถามไม่ได้
“เพราะว่า…” สีหน้าของสวี่โม่หม่นหมองลงเล็กน้อย “เพราะว่า
นายอำเภอสวี่รักประชาชนดั่งบุตรหลานได้ช่วยเหลือให้อำเภอเซี่ย
หยาง มีสิทธิพิเศษเพื่อยกเว้นภาษีบางส่วน”
กฎเกณฑ์ภาษีจะมีการปรับแก้ทุกสามปี และกำลังจะหมดในช่วง
สิ้นเดือนสามนี้
เหล่าพ่อค้าที่คุ้นเคยกับการเข้าออกประตูโดยไม่ต้องเสียภาษี จะ
ยอมรับภาษีที่เพิ่มขึ้นห้าส่วนอย่างกะทันหันนี้ได้หรือ?
สวี่โม่ก้มหน้าลง แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
พี่น้องทั้งหลายเดินออกจากโรงเตี๊ยม ผ่านตลาดผัก และมายืน
อยู่หน้าศาลเขต
เมื่อเทียบกับหน้าประตูที่ว่าว่าอำเภอซึ่งมีผู้คนบางตาและไร้ผู้ใด
สนใจแล้ว หน้าประตูของศาลเขตกลับคึกคักกว่ามาก
ครู่หนึ่งก็มีคนมาทะเลาะกันและต้องการให้ไกล่เกลี่ย ครู่ต่อมาก็มี
คนมาร้องทุกข์อย่างโกรธเคือง ทั้งยังมีคนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่
หน้าประตู
เจียงเซิงสังเกตอยู่ครึ่งวัน แล้วสรุปว่า “ที่แท้การมีคนมากก็
วุ่นวายจริง ๆ”
สวี่โม่ทั้งหัวเราะและร้องไห้พร้อมกัน
เหตุใดนางจึงคิดเช่นนั้น ชัดเจนว่าเป็นเพราะนายอำเภอเซี่ย
หยางไม่รู้จักทำงาน ชาวบ้านรู้ว่าร้องเรียนไปก็ไร้ประโยชน์ สุดท้ายจึง
ไม่ไปวุ่ยวายอีก
ก่อนหน้านี้ตอนที่นายอำเภอสวี่ยังอยู่ หน้าประตูที่ว่าการก็มีผู้คน
หลั่งไหลเข้ามาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็ต้องเข้าไปใน
ห้องโถงทั้งนั้น
สวี่โม่นึกถึงเมื่อก่อนแล้วหัวเราะเบา ๆ
ตอนนั้นเอง หน้าประตูศาลกลับมีผู้คนจำนวนมากมาอย่าง
กะทันหัน
พวกเขาพาคนที่มาร้องเรียนเรื่องเล็กน้อยหลีกไปก่อน ตามมา
ด้วยเจ้าหน้าที่ศาลสิบกว่าคนยืนอยู่สองฝั่ง เหมือนเตรียมจะต้อนรับ
ใครสักคน
“หรือว่าท่านผู้ว่าการเขตจะมาแล้ว” เจียงเซิงตาโตพลางมองดู
อย่างตื่นเต้น
ไกลออกไปนั้นมีเกี้ยวคานหามโดยชายร่างใหญ่สี่คน ค่อย ๆ วาง
เกี้ยวลงพื้น
ทว่าคนที่เปิดออกมากลับไม่ใช่ท่านผู้ว่าการเขตอย่างที่พวกนาง
จินตนาการว่าคงจะน่าเกรงขามและเข้มแข็ง แต่เป็น…ฮูหยินผู้หนึ่ง
“หรือว่าท่านผู้ว่าการเขตจะเป็นสตรี” เจียงเซิงสงสัย
สวี่โม่ลูบหัวนางเบา ๆ “ไม่ใช่”
แต่หากจะถามว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ เขาก็ไม่รู้จัก จึงได้แต่
มองอย่างตั้งใจ
เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่ได้เห็นว่าฟางเหิงที่กำลังเบื่อหน่ายอยู่
ข้าง ๆ นั้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงไหน ทั้งยังคอยถอยหลัง
ออกไป
กระทั่งถอยไปซ่อนตัวจนมองไม่เห็นเส้นผมสักเส้น เขาจึงนั่งยอง
ลงพื้น หอบหายใจอย่างหนัก
ขณะเดียวกันนั้น ก็มีที่ปรึกษาถือพัดขนนกเดินออกมาจากศาล
เขต คารวะนางด้วยท่าทีนอบน้อม “ฮูหยินหวังมาเยือนถึงที่ ช่างเป็น
แขกที่พบได้ยากจริง ๆ”
สตรีที่ก้าวลงมาจากเกี้ยวนั้นอายุราวสามสิบปี รูปโฉมงดงาม
แต่งกายเรียบร้อย ดูแล้วเป็นการแต่งกายตามแบบฉบับสตรีชนชั้นสูง
ในเขตอย่างเห็นได้ชัด ทุกท่วงท่าล้วนเต็มไปด้วยความสง่างาม
เห็นนางยกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของ
ตนเอง แย้มยิ้มบางก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าแค่มาสอบถามเรื่องหลานชาย
ไม่เอาไหนของข้าเท่านั้น ไม่ทราบว่าได้ความคืบหน้าบ้างหรือไม่”
ที่ปรึกษาส่ายหน้าถอนหายใจ “ยังคงไร้วี่แววอยู่เช่นเดิม เป็น
ความบกพร่องของทางการที่จนถึงตอนนี้ก็ยังตามหาร่องรอยของ
คุณชายฟางไม่พบ ขอฮูหยินโปรดอภัยด้วย”
สีหน้าของฮูหยินหวังดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด แต่นางก็
ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องขอบคุณทางการ
ที่ช่วยเหลือ เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของน้องสาวผู้น่า
สงสารของข้า…”
ทั้งสองพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ พลางเดินเข้าไปในศาลเขต
คนหามเกี้ยวถอยกลับเข้าไปในตรอก รอคอยอย่างเงียบ ๆ
เจียงเซิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “ไม่ใช่ท่านผู้ว่าการ”
“ท่านผู้ว่าการมีงานมากมาย เขาจะจัดการทุกเรื่องได้อย่างไร
ส่วนใหญ่ก็เป็นที่ปรึกษาที่ช่วยจัดการแทนทั้งนั้น” สวี่โม่ตอบ
ขณะนั้นก็คิดถึงความหลัง คนที่ขยันขันแข็งเหมือนนายอำเภอสวี่นั้น
มีไม่มากแล้ว
ถึงแม้อำเภอเซี่ยหยางจะมีประชากรไม่มาก แต่นายอำเภอสวี่ก็
ยังคงทำงานตั้งแต่เช้าจรดค ่า จนกระทั่งดึกดื่นจึงจะกลับจวน
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรถึงจะให้ท่านผู้ว่าการเขตมาพิจารณา
คดีด้วยตัวเองได้” เจียงเซิงถามอีกครั้ง
สวี่โม่เงียบไป
จ่างเยี่ยนที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเสียงเบาว่า “ขวางทางเขา”
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงจะได้พูดคุยกับผู้ว่าการเขตด้วยตนเอง และ
ก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะก่อให้เกิดความโกลาหลได้มากพอ
“พวกท่านพร้อมแล้วหรือยัง” จ่างเยี่ยนพึมพำ
สวี่โม่ไม่ลังเลใด ๆ เขาพยักหน้าตอบพร้อมกับเวินจืออวิ่น
คนแรกพร้อมจะถูกโบย คนหลังพร้อมจะช่วยคน
จ่างเยี่ยนพยักหน้า “ดี เช่นนั้นพวกเรามาสังเกตการเคลื่อนไหว
ของผู้ว่าการเขตอันสุ่ยที่นี่ในอีกวันข้างหน้า”
พูดจบ เขาหันหลังกลับ และเห็นฟางเหิงขดตัวอยู่ในมุมหนึ่ง
ตลอดมาพี่สามคนนี้มักองอาจผึ่งผายเสมอ
การฝึกฝนการต่อสู้ตั้งแต่เด็กทำให้เขาตัวสูงขึ้นมากตั้งแต่อายุ
สิบขวบ สูงกว่าสวี่โม่ที่อายุสิบสองปีถึงครึ่งศีรษะ ท่วงท่ากริยาก็ไม่เคย
ค่อมหลังและยืดตรงเสมอ
เขาจะถือไม้กระบองยาวพร้อมจะเข้าโจมตี เหมือนเสือดาวที่
พร้อมจะออกล่าเหยื่อได้ทุกเมื่อ
แต่ตอนนี้ ฟางเหิงกำลังขดตัวอยู่ในมุมมืด ใบหน้าซีดเซียว
ร่างกายงองุ้ม หากไม่ใช่เสื้อผ้าของเขายังเรียบร้อยอยู่บ้าง ก็เหมือน
เด็กขอทานที่หิวโหยมาสิบวันแล้วเลยทีเดียว
“พี่สาม” เจียงเซิงตกใจ “ท่านท้องเสียอีกแล้วหรือ”
เวินจืออวิ่นรีบยื่นมือไปจับชีพจร สักพักเขาก็ชักมือกลับ “ไม่ใช่
แต่เป็น…ความหวาดกลัวที่มากเกินไปจากจิตใจที่ไม่สงบ”
โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงความกังวลและความกลัวเท่านั้นที่จะทำให้
เกิดลักษณะของชีพจรเช่นนี้
ทุกคนรู้สึกเป็นกังวลยิ่งนัก ล้อมรอบตัวเขาไว้
“พี่สาม ท่านเป็นอะไรไป? หากท่านรู้สึกไม่สบาย ก็บอกพวกข้า
เถอะ” เจียงเซิงกล่าว
“หากเจ้ารู้สึกไม่สบาย พวกเราจะรีบกลับไป” สวี่โม่บอก
“หรือหากท่านรู้สึกเศร้า ก็จงร้องไห้ออกมาเถอะ” จ่างเยี่ยนมอง
เขา
แววตาของฟางเหินเริ่มมีแววแสง สติค่อย ๆ กลับคืนสู่ร่าง เขา
มองซ้ายขวา ก่อนมองเหล่าพี่น้อง ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวอยู่เสมอ
กลับปรากฏความหวาดกลัวขึ้นมา
“ข้า…ข้าเห็นแล้ว…”
เขาสะอื้น
เจียงเซิงรีบเข้าไปตบหลังเพื่อปลอบเขาเบา ๆ “พี่สาม ท่านอย่า
กลัวเลย มีพวกเราอยู่ด้วย ท่านไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัวนะ ต่อให้ต้อง
ลุยบ่อปุ๋ยข้าก็จะอยู่เคียงข้างท่าน”
เวินจืออวิ่นเม้มปาก พยักหน้าตามอย่างจริงจัง
จ่างเยี่ยนกับสวี่โม่ที่ยืนอยู่ด้านข้างหางตากระตุกเล็กน้อย ไม่รู้ว่า
ควรจะเห็นด้วยหรือรู้สึกอย่างไรดี
โชคดีที่ความอบอุ่นของเด็กสาวช่วยบรรเทาความหวาดกลัวของ
ฟางเหิงได้
เขานึกถึงช่วงเวลาอันมืดมนและเลวร้ายเหล่านั้น ในที่สุดก็กล้า
พูดออกมาพร้อมเสียงสะอื้น “เมื่อครู่นี้ข้าเห็นแล้ว…คนที่ขังข้าไว้ถึง
ครึ่งปี”
“นางยัง…ตามหาข้าอยู่”