พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 59 อดีตของฟางเหิง
ในห้องมืดมิดที่มองไม่เห็นแสงตะวัน มีเพียงโจ๊กหนึ่งชามและ
หมั่นโถวให้กินวันละสามมื้อ ไม่มีใครคาดคิดว่าคุณชายแห่งตระกูล
ฟางผู้เคยได้รับการยกย่องทั่วเมืองหลวงจะต้องใช้ชีวิตเช่นนี้ถึงครึ่งปี
เต็ม
ครั้งหนึ่งผู้คนเคยชมเชยเขาว่า
ลูกเสือย่อมไม่มีทางเป็นสุนัข*[1] ทวนคู่กายเกรียงไกร ย่อมสืบ
ทอดมรดกจากบิดาได้อย่างแน่นอน และยังเป็นลูกหลานที่โดดเด่น
ที่สุดของตระกูลฟาง
แต่หลังจากบิดาสิ้นชีพอย่างกะทันหัน ท่านย่าก็ล้มป่วยจน
เสียชีวิต ตระกูลฟางเกิดการเปลี่ยนไปครั้งใหญ่
ท่านอารับช่วงอำนาจขึ้นเป็นผู้นำตระกูลด้วยรอยยิ้มมีความสุข
อาศัยเรื่องเจ็บป่วยเป็นข้ออ้างเพื่อกักขังเขาและมารดาไว้ในตระกูล
ฟาง จะหนีหรือไปที่ไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น
ต่อมา มารดาพยายามส่งเขาไปอยู่กับตระกูลสายนอก ก่อนนาง
จะฆ่าตัวตายไป
ก่อนเขาจากไป นางกล่าวว่า “อาเหิง ต่อไปเจ้าคงเป็นเด็กกำพร้า
ไร้พ่อแม่แล้ว เจ้าต้องเข้มแข็ง อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ แม่จะส่งเจ้าไปอยู่
บ้านท่านตาท่านยาย เจ้าต้องเชื่อฟังพวกเขาให้ดีและเติบโตอย่าง
แข็งแกร่ง”
แต่มารดาไม่เคยบอกว่า กระทั่งบ้านท่านตาท่านยายก็ไม่ต้อนรับ
เขา
ป้าสะใภ้นำเขาไปขังในห้องเก็บฟืน ปิดประตูหน้าต่างไว้ทั้งหมอ
และให้กินเพียงโจ๊กกับหมั่นโถววันละมื้อ นางตั้งใจจะทำลายเขาทุก
อย่าง
ความจริงแล้ว ฟางเหิงเกือบจะพังทลายลงจริง ๆ เขาหมด
เรี่ยวแรง คิดอยู่ทุกวันว่าอยากจะคิดตามบิดามารดาไปให้ได้ ขอเพียง
ชาติหน้าเขาไม่ต้องเกิดเป็นคนอีก
แต่เพราะคำพูดไร้เดียงสาของลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยที่จุดชนวน
ความแค้นในใจเขา
“ท่านแม่ ท่านแม่จะยกข้าให้แต่งงานกับตระกูลฟางจริง ๆ หรือ
แต่เหตุใดจึงไม่ใช่พี่ฟางเหิงเล่า”
ป้าสะใภ้ตบศีรษะนางอย่างผิดหวัง “พ่อแม่ของฟางเหิงตายไป
หมดแล้ว เจ้าแต่งงานกับเขาไปจะมีประโยชน์อะไร แม่ตกลงกับผู้นำ
ตระกูลฟางแล้วว่า เมื่อไหร่ที่เจ้าอายุครบสิบห้า ก็จะยกเจ้าให้แต่งงาน
กับฟางหยวน เป็นภรรยาเอกของผู้นำตระกูลฟางในอนาคต”
ฟางหยวนคือลูกพี่ลูกน้องของฟางเหิง บุตรชายคนโตของท่าน
อา
ลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยคุ้นเคยกับฟางเหิงมาตั้งแต่เด็ก นางไม่รู้จัก
ว่าฟางหยวนเป็นใคร พอได้ยินเช่นนั้นก็ร้องโวยวาย แต่กลับถูก
มารดาตบแก้ม “เจ้ายังจะก่อเรื่องอีก ถ้ายังร้องแม่จะป้อนยาพิษให้ฟาง
เหิงกินหนึ่งชามเสีย!”
น ้าตาของลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยหยุดไหลทันที เสียงร้องไห้โวยวาย
เปลี่ยนเป็นเสียงกลั้นสะอื้นเอาไว้
ทุกประโยคล้วนราวกับมีดปักลงบนหัวใจของฟางเหิง
เขาถามตัวเองซ ้าแล้วซ ้าเล่าว่า เหตุใดเขาจึงต้องตายอย่าง
โหดร้าย การตายกะทันหันของบิดา การฆ่าตัวตายของมารดา การ
แย่งชิงอำนาจของท่านอา ความเย็นชาเหี้ยมโหดของป้าสะใภ้ สิ่ง
เหล่านี้สมควรต้องโกรธแค้นไม่ใช่หรือ เขาไม่ควรจะแก้แค้นหรือ
ทำไมเขาต้องเลือกความตายเยี่ยงคนขี้ขลาด
ถ้าเขาตายไปก็จะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
แต่หากมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง
นับจากวันนั้น ฟางเหิงก็เริ่มฝึกฝนร่างกายอยู่ในห้องเล็กมืดที่ไร้
แสงตะวัน ถ้าที่แคบเขาก็วิ่งอยู่กับที่ ถ้าต้องยกของหนักเขาก็ยกฟืน
ถ้าไม่มีทวนยาวก็ใช้กระบองยาวแทน
เขาเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ ท่วงท่าที่บิดาเคยสั่งสอนซึมซาบเข้า
ไปในกระดูกและเลือดเนื้อ
เพียงครึ่งปีก็เทียบเท่ากับความพยายามของสามปีก่อนหน้านี้
ฟางเหิงตัดสินใจหนีออกมา
เขาศึกษาการเสียดสีไม้เพื่อจุดไฟ หลังจุดไฟเผาโรงฟืน เขาฉวย
โอกาสตอนที่ทุกคนกำลังวุ่นวายหลบหนีไปทันที
ตระกูลหวังเป็นตระกูลใหญ่ในเขตอันสุ่ย มีคนรับใช้เดินไปมา
มากมาย ไฟที่โรงฟืนถูกดับลงในพริบตา การหนีของฟางเหิงจึงถูก
ล่วงรู้
“ไปตามหาเขา! ต้องหาให้เจอ ให้คนเฝ้าประตูทุกบานเสีย!” ป้า
สะใภ้ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด
ฟางเหิงตกใจ วิ่งหนีเข้าไปยังลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และพบโพรง
สุนัขที่นำไปสู่ภายนอกจากลานนั้น
ตอนที่คลานหนีออกมา เขาเหมือนจะเห็นแสงสีเหลืองอ่อนลาง ๆ
แต่ก็ไม่มีเสียงของการไล่ตามมา
ฟางเหิงหนีออกมาได้แล้ว เขาหนีจากเขตอันสุ่ย มาถึงตัวอำเภอ
และเร่ร่อนมาถึงหมู่บ้านสิบลี้
จากนั้นเขาได้พบกับน้องสาว พี่ชาย และน้องชาย
เขาไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไป ชีวิตของเขานอกจากการล้างแค้น
แล้ว ยังมีความอบอุ่นใหม่ ๆ เข้ามาอีกด้วย
แต่ใครจะคิดว่าหลังจากนั้นครึ่งปี เขาจะได้พบกับป้าสะใภ้อีกครั้ง
ในสายตาคนนอก นางคือฮูหยินหวังผู้ทรงเกียรติไร้คน
เทียบเทียม แต่แท้จริงแล้ว นางมีจิตใจอันดำมืดจนน่าขนลุก จนถึง
ตอนนี้ก็ยังไม่ยอมปล่อยเขาไป
ฟางเหิงรู้สึกเหมือนตกลงไปในแม่น ้า ทั้งตัวถูกกระแสน ้าพัดพา
ไป บ้างไปข้างหน้า บ้างไปข้างหลัง ไปทางซ้าย ไปทางขวา ไม่
สามารถขยับไปที่ใด
เขาเหมือนคนที่กำลังจะจมน ้าตาย ไม่สามารถสูดอากาศบริสุทธิ์
ได้
จนกระทั่ง เสียงร้อนรนเหล่านั้นดังขึ้นมา
“พี่สาม พี่สาม ท่านเป็นอะไรไป อย่ากลัวเลย พวกข้าอยู่ที่นี่แล้ว”
ใช่แล้ว เขาไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไป
เขาไม่ได้ถูกขังอยู่ในห้องเล็ก ๆ มืด ๆ คอยคิดถึงมารดาอยู่เงียบ
ๆ เหมือนเมื่อตอนเก้าขวบอีกแล้ว
เขามีครอบครัว มีพี่ชายน้องชาย มีน้องสาวที่น่ารัก ตอนนี้เขา
อายุสิบขวบแล้ว ร่างกายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ชีวิตจะอยู่ใน
วิถีทางที่เคยโหดร้ายก็ตาม
ฟางเหิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น น ้าตาเอ่อคลอหน่วย เพียงกะพริบตา
แผ่วเบามันก็ไหลพรากลงมาเป็นสาย
เจียงเซิงร้องไห้ตามด้วยความสงสารเขา “พี่สาม ท่านเป็นอะไร
ไป อย่าทำให้ข้ากลัวสิ”
เด็กหญิงผู้นี้ ต่อให้ต้องเร่ร่อนมาเจ็ดปี ก็แทบไม่เคยหลั่งน ้าตาสัก
ครั้ง
แต่เมื่อพบพี่ชายทั้งหลาย นางแทบจะกลายเป็นเด็กหญิงขี้แยอยู่
แล้ว
ฟางเหิงยื่นมือออกไปเช็ดน ้าตาบนใบหน้าของเจียงเซิงอย่าง
อ่อนโยน “เจ้าอย่ากลัวเลย พี่สามไม่เป็นอะไร”
เขาเงยหน้าขึ้น พี่ชายน้องชายต่างล้อมวงอยู่รอบตัว สีหน้าพวก
เขาเต็มไปด้วยความห่วงใย
“เจ้าสาม เจ้ามีเรื่องอะไรก็บอกข้ามาเถอะ” สวี่โม่ตบไหล่เขาเบา
ๆ
ฟางเหิงขยับริมฝีปากอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็เปิดเผยความลับที่
ฝังอยู่ในใจออกมา “คนเมื่อครู่นี้คือป้าสะใภ้ของข้า ครอบครัวข้า
ประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ จึงต้องไปพึ่งพานาง แต่นางกลับกักขัง
ข้าไว้ในโรงฟืน ปล่อยให้ข้าตายไปเองทีละน้อย”
“แต่ข้าหนีออกมา ตอนนั้นข้ากำลังตื่นตระหนกจนไม่ทันสังเกต
ว่าที่นั่นเป็นเขตอันสุ่ย และวันนี้ก็บังเอิญเห็นนางอีกครั้ง”
หากรู้ก่อนว่าป้าสะใภ้เขาอยู่ที่เขตอันสุ่ย เขาคงจะ…เขาคงจะ…
ฟางเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาพลันตระหนักว่า ต่อให้ตนรู้ล่วงหน้า
ว่านางอยู่ที่เขตอันสุ่ย เขาก็ยังเลือกที่จะมากับพวกพี่ใหญ่อยู่ดี เพราะ
เมื่อเทียบกับความหวาดกลัวที่มีต่อป้าสะใภ้แล้ว เขากลับห่วงความ
ปลอดภัยของพี่ชายน้องชายและน้องสาวมากกว่า
คลื่นพลังใหม่หลั่งไหลไปทั่วร่างกายของเขา ขับไล่ความ
หวาดกลัวต่อความมืดมิดและความหวั่นเกรงต่อญาติผู้ใหญ่
“พี่ใหญ่ ตอนนี้ข้าไม่กลัวแล้ว” ฟางเหิงเงยหน้าขึ้น สีหน้าเขา
จริงจัง “แต่ข้าไม่อยากให้คนตระกูลหวังพบจัวข้าอีก หากพวกเขาจับ
ข้าได้ กลัวว่าคงจะนำความยุ่งยากมาให้ทุกคน”
สวี่โม่พยักหน้าอย่างจริงจัง
ความจริงแล้วหากดูให้ดีจะเห็นว่าฟางเหิงเปลี่ยนแปลงไปมาก
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ความสูงของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย ใบหน้าก็ละทิ้ง
ความอ่อนเยาว์ไปเรื่อย ๆ
เชื่อว่าในอีกสามสี่ปี ต่อให้ฟางเหิงต้องเผชิญหน้ากับฮูหยินหวัง
นางก็คงจำเขาไม่ได้
“พี่สาม ท่านยังร้องไห้อยู่หรือไม่” เจียงเซิงถามด้วยน ้าเสียงเป็น
ห่วงอยู่ข้างกาย
ฟางเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าขาวจัดเปลี่ยนเป็นแดงก ่าใน
พริบตา
น่าอับอายยิ่งนัก เขาคิดว่าตนเป็นชายผู้กล้าหาญแล้ว ชาย
ชาตรีที่แท้จริงต้องเข้มแข็ง ยอมหลั่งโลหิตและหยาดเหงื่อได้ แต่ห้าม
หลั่งน ้าตาเด็ดขาด แต่สุดท้ายเขากลับร้องไห้น ้าตาไหลต่อหน้า
น้องสาว
นี่มันช่างน่าอับอายจริง ๆ
“เจ้าสาม เจ้าอยากร้องไห้เมื่อไหร่ก็ได้” สวี่โม่กลั้นหัวเราะ “น ้าตา
ของชายชาตรีไม่ใช่สิ่งที่จะหลั่งได้ง่าย ๆ มีเพียงยามที่จิตใจพังทลาย
เท่านั้น”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เจียงเซิงพยักหน้าครุ่นคิด “ต่อไปนี้หากพี่ชาย
คนใดอยากร้องไห้ เจียงเซิงจะมอบผ้าเช็ดหน้าให้ หากต้องการร้องไห้
ด้วยกัน…”
นางแสดงสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย แต่ก็กลับมามุ่งมั่นในเวลา
อันรวดเร็ว “เช่นนั้น เจียงเซิงจะให้พวกท่านยืมเสื้อคลุม ถือว่าเป็น
การซักมันไปในตัว”
สวี่โม่ได้แต่ส่ายหน้าพลางหัวเราะ
ส่วนฟางเหิงทำอะไรไม่ถูก
เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนก็หุบยิ้มไม่ได้ พวกเขารู้สึกว่าน้องสาว
ช่างน่ารักยิ่งนัก
ทุกวันที่มีนางอยู่ ชีวิตย่อมไม่ยากลำบากอีกต่อไป
หลายวันต่อมา เด็กทั้งห้าผลัดกันไปเฝ้าอยู่หน้าประตูศาลเขต
และสังเกตการเคลื่อนไหวของท่านผู้ว่าการ
ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า ท่านผู้ว่าการจะมาที่ศาลเขตทุกวันในยาม
ซื่อ*[2] และกลับในยามเซิน*[3] หยุดพักหนึ่งวันทุก ๆ เจ็ดวัน และใน
วันถัดไปจะมาศาลเขตเร็วขึ้นเล็กน้อย
เวลาผ่านไปจนถึงกลางเดือนสาม
สวี่โม่ทนไม่ไหวอีกต่อไป วันรุ่งขึ้นหลังจากผู้ว่าการเขตหยุดพัก
เขาสวมชุดผ้าป่านเนื้อละเอียดสำหรับบัณฑิต และคุกเข่าลงบนถนน
สายหลักที่ต้องไปยังศาลเขตในช่วงปลายยามเฉิน*[4]
[1] ลูกเสือย่อมไม่มีทางเป็นสุนัข : เป็นสำนวนหมายถึงเด็กที่เกิด
มาจากพ่อแม่ที่มีความสามารถ ย่อมมีแนวโน้มที่จะประสบ
ความสำเร็จในชีวิตเช่นเดียวกัน
[2] ยามซื่อ : เวลา 09.00 – 10.59 น.
[3] ยามเซิน : เวลา 15.00 – 16.59 น.
[4] ยามเฉิน : เวลา 07.00 – 08.59 น.