พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 60 สวี่โม่ถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม
การเลือกช่วงเวลาปลายยามเฉินนั้นย่อมมีเหตุผล
หากเร็วเกินไป พวกเขาก็เกรงว่าท่านผู้ว่าการจะได้รับข่าวแล้ว
เดินทางเข้าประตูหลังของศาลเขต หรือเขาอาจจะไม่มาเลย
หากช้าเกินไป ก็เกรงว่าจะคลาดกับท่านผู้ว่าการ
อีกทั้งช่วงเวลานี้ ยังเป็นเวลาที่ชาวเมืองตื่นมาค้าขาย จับจ่ายซื้อ
ของ และไม่ก็กินอิ่มแล้วออกมาเดินเล่นบนท้องถนน
บนถนนสายหลักยังเป็นถนนที่คึกคักที่สุดในเขตอันสุ่ย ผู้คนต่าง
สัญจรไปมามากมาย
เดิมทีสวี่โม่ก็มีหน้าตาหล่อเหล่าอยู่แล้ว ตอนนี้เขายังอยู่ในเสื้อ
คลุมยาวผ้าป่านเนื้อดีที่มีเพียงบัณฑิตเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์สวมใส่ เขา
ทรุดตัวคุกเข่าลง จากหัวจรดเท้าล้วนแสดงออกว่าเขาเป็น ‘ผู้บริสุทธิ์’
ดังนั้นผู้คนบนถนนทั้งหมดจึงอดไม่ได้ที่จะชะเง้อคอมอง คนที่
เดินผ่านไปมายิ่งหยุดชะงัก และสนใจอยากจะชมเรื่องสนุก
ผู้คนยิ่งมากขึ้น ถนนก็ยิ่งแออัดขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเจียงเซิงที่ซ่อนตัวอยู่หัวมุมอดกังวลใจไม่ได้ “ท่านผู้ว่าการ
จะคงไม่ใช่ว่ากลัวคนที่มุงกันเยอะจนเกินไป แล้วไม่เดินทางมาทางนี้
หรอกนะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอก” ฟางเหิงสวมหมวกปีกกว้าง ผ้าโปร่งห้อยตก
ลงมาบดบังใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา “เมื่อท่านผู้ว่าการผ่านมา จะ
มีเจ้าหน้าที่ศาลเขตมาเปิดทางเอง”
ดังนั้นเจียงเซิงจึงได้วางใจ เขย่งปลายเท้ายืดคอมองไปมา
ไม่นานนัก ด้านหลังฝูงชนที่แออัดก็มีเสียงตะโกนดังมาจริง ๆ
“ท่านผู้ว่าการมาแล้ว ขอทางหน่อย!”
เป็นเจ้าหน้าที่ของศาลสองสามคน กำลังไล่ผู้คนไปสองฝั่ง
เงาร่างสวี่โม่ที่คุกเข่าอยู่ค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้นกลางถนน
ทันทีที่เจ้าหน้าที่ศาลมาถึงตรงหน้าสวี่โม่เขาก็พลันขมวดคิ้ว
“ท่านผู้ว่าการเขตจะเดินทางผ่านเส้นทางนี้ เจ้าช่วยหลีกทางด้วย”
“ข้ามีเรื่องจะร้องเรียน” สวี่โม่คุกเข่ากับพื้น “ข้าคุกเข่าอยู่ตรงนี้ก็
เพื่อจะได้พบท่านผู้ว่าการเขต”
“หากเจ้ามีเรื่องอะไรก็ไปตีกลองร้องทุกข์ มาคุกเข่าอยู่ตรงนี้ก็ไม่
มีประโยชน์หรอก” เจ้าหน้าที่ศาลบอกพลางชักกระบี่ยาวออกมา “จะ
ไปหรือไม่ไป”
สวี่โม่ไม่ขยับเขยื้อน
เจียงเซิงที่อยู่ตรงหัวมุมจับแขนฟางเหิงแน่น
ถึงแม้จะรู้ว่าเจ้าหน้าที่ศาลไม่กล้าทำร้ายผู้คนที่อยู่กลางถนน แต่
กระบี่ยาวที่ส่องประกายวาบวับกำลังจ่อลำคอของสวี่โม่อยู่ ก็ยังทำให้
นางอดกังวลไม่ได้
โชคดีที่สวี่โม่ยังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม เขาคุกเข่าอยู่กับพื้นโดย
ไม่ไหวติง
เจ้าหน้าที่ศาลไม่มีทางเลือก จึงต้องกลับไปรายงาน
“เรียนใต้เท้า มีบัณฑิตคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้า ดูเหมือนจะมี
ความทุกข์ร้อนจะร้องเรียนต่อท่านโดยตรง”
คำพูดของเจ้าหน้าที่ค่อนข้างน่าสนใจ เขาระบุว่าสวี่โม่เป็น
บัณฑิต และพูดถึงความทุกข์ร้อนของเขา ทำให้ท่านผู้ว่าการเขตซึ่ง
อยู่ในเกี้ยวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวออกมา
เขาเป็นชายอายุราวสามสิบสี่สิบปี มีหนวดเคราสีดำสั้น ๆ เหนือ
ริมฝีปาก ขนคิ้วและดวงตาแข็งกร้าว แววตาแจ่มใส่เปล่งประกาย มอง
เห็นสวี่โม่ที่คุกเข่าอยู่ท่ามกลางฝูงชนได้ทันที
“เจ้าเป็นบัณฑิตที่ดี แต่กลับไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มาคุกเข่าอยู่
ตรงนี้ทำไม” เขาตวาดเสียงเบา แต่สุดท้ายก็เดินมาอยู่เบื้องหน้าอีก
ฝ่าย
นี่แหละคือโอกาส!
สวี่โม่ยื่นคำร้องที่เขียนเตรียมไว้แต่แรกขึ้นมาทันที เขาเอ่ยเสียง
ดังกังวาน “ข้าสวี่โม่ มาร้องเรียนต่อท่านโดยเฉพาะ เพื่อกล่าวโทษ
นายอำเภอเซี่ยหยางว่าเขาวางแผนสังหารนายอำเภอสวี่คนก่อน และ
เข่นฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ทั้งยังจ้างวานนักฆ่าเพื่อปิดปากคน ขอ
ท่านผู้ว่าการได้โปรดสอบสวนด้วย”
นี่คือการร้องทุกข์ข้ามขั้นตอน
ดวงตาของท่านผู้ว่าการเขตฉายแววลึกลับขึ้น แต่กลับเอ่ยว่า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการร้องทุกข์ข้ามขั้นตอน ต้องถูกโบยห้าสิบไม้ก่อน”
ไม่ว่าคำร้องทุกข์จะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ การจะสามารถ
พิจารณาคดีได้หรือไม่ ก็ต้องโบยคนห้าสิบไม้ก่อน
โทษโบยห้าสิบไม้นี้เป็นการตรวจสอบ เป็นบันไดขั้นแรก เป็น
เงื่อนไขของการร้องทุกข์
ไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะไปฟ้องร้องเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กระทั่งเรื่อง
เดือดร้อนเท่าเมล็ดงาก็คงจะถูกร้องเรียนไปถึงฮ่องเต้แล้ว
สวี่โม่กล่าวเสียงกึกก้อง “ข้าน้อยรู้ดี ข้าน้อยยินดีรับโทษ”
ต่อให้ถูกตีจนตาย ตีจนเขาพิการ วันนี้คำร้องของเขาก็ต้องส่ง
ให้ถึง!
ผู้คนโดยรอบถูกเสียงอันมั่นคงของเด็กหนุ่มวัยสิบขวบคนนี้
สะกดจนตกตะลึง ต่างพากันเงียบไปโดยไม่รู้ตัว
มีเพียงบัณฑิตคนหนึ่งที่ตะโกนขึ้นมาว่า “เขาไม่ใช่บัณฑิตอันดับ
หนึ่งของอำเภอเซี่ยหยางหรอกหรือ”
สวรรค์! ไม่ใช่แค่บัณฑิตธรรมดา แต่ยังเป็นบัณฑิตอันดับหนึ่ง
ของอำเภออีกด้วย อีกทั้งเขายังมาร้องเรียนต่อผู้ปกครองในเขตอันสุ่
ยอีก
เรื่องราวกลายเป็นความน่าสนใจขึ้นมาทันที
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน
ไม่นานก็มีคนถือไม้มา
สวี่โม่ไม่ลังเลใด ๆ เขาบนพื้น ก้มหน้ารับการโบยอย่างเต็มใจ
สองเจ้าหน้าที่ยกไม้ ตีลงบนก้นของสวี่โม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ครั้งแรกยังมีเพียงเสียงตีกระทบเนื้อ แต่หลังจากตีไปสิบกว่าครั้ง
ก็เริ่มเห็นรอยเลือดซึมออกมา พอถึงครั้งที่ยี่สิบ กางเกงของสวี่โม่ก็
เปียกชุ่มไปด้วยเลือดสด ๆ
แต่เด็กหนุ่มคนนี้เพียงใบหน้าซีดเผือด ไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมา
อย่างเจ็บปวดแม้แต่คำเดียว
กระทั่งเจ้าหน้าที่ที่โบยก็ยังใจอ่อน เลือกวิธีการลงไม้ที่อ่อนโยน
ที่สุด ภายนอกเหมือนพวกเขาจะใช้แรงมาก แต่จริง ๆ แล้วมันทำให้
ผิวหนังบาดเจ็บเท่านั้น ไม่กระทบกระเทือนไปถึงกระดูดและเส้นเอ็น
“ช่างเป็นคนที่ดื้อดึงจริง ๆ” สายตาของท่านผู้ว่าการเขต
เปลี่ยนไป “นายอำเภอเซี่ยหยางเพิ่งเข้ารับตำแหน่งไม่ถึงปี แต่ทำไม
ถึงถูกคนกล่าวหาว่าเขามีความผิดมากมายขนาดนี้ได้”
ผู้ใดจะรู้และผู้ใดจะกล้าตอบ
ถนนสายหลักอันยาวไกลและเงียบสงบ มีเพียงเสียงไม้โบยตีคน
เจียงเซิงและพี่ชายอีกสองสามคนซ่อนตัวอยู่ในหัวมุม ดวงตาเต็ม
ไปด้วยหยาดน ้า
ถึงแม้จะรู้อยู่แล้ว แต่การต้องเห็นพี่ชายทนทุกข์เช่นนี้ พวกเขา
ยังอดใจหายไม่ได้
เมื่อถูกตีจนถึงสามสิบไม้ สวี่โม่ก็พูดไม่ออกแล้ว ใบหน้าสะอาด
สะอ้านยิ่งซีดขาวราวกับกระดาษ หยาดเหงื่อไหลย้อยเพราะความ
เจ็บปวด
ในตอนนี้ สตรีที่มีลูกทุกคนต่างไม่อาจทนมองได้ พวกนางล้วน
พากันหันหน้าหนี
กระทั่งผู้ว่าการเขตอันสุ่ยเองก็อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้
“ช้าก่อน” เมื่อถูกโบยไปราวสามสิบกว่าไม้ เขาก็ยกมือขึ้น
กะทันหัน
เจ้าหน้าที่ทั้งสองรีบทิ้งไม้ในมือ คุกเข่าข้างหนึ่งลงพร้อมรอรับ
คำสั่ง
“ยังไม่ต้องโบยต่อ” แววตาผู้ว่าการเขตอันสุ่ยฉายความลึกซึ้ง
“บัณฑิตน้อย ร่างกายของเจ้าผอมบางเกินไป การโบยห้าสิบไม้จะทำ
ให้เจ้าเสียชีวิตได้ หากถอนคำร้องเรียนในตอนนี้ เจ้าก็สามารถจาก
ไปได้เลย”
ก่อนหน้านี้ ผู้ที่ร้องทุกข์ข้ามขั้นตอน ไม่ว่าจะเสียใจภายหลัง
หรือไม่ก็ตาม หากถูกลงโทษเฆี่ยนตีแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะไม่หยุดมือ
จนกว่าจะครบห้าสิบไม้
แต่เวลานี้ เป็นครั้งแรกที่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยกล่าวเช่นนี้
แต่เมื่อสวี่โม่ได้ยินคำพูดนั้น กลับรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก เขาดิ้น
รนลุกขึ้นจากกระดานไม้ลงทัณฑ์ ทว่าต่อให้พยายามขยับขาแต่กลับ
ลุกไม่ขึ้น เขาจึงต้องใช้มือคลานไป ปล่อยให้เลือดไหลเป็นทางยาว
ไปตามร่างกาย
“ใต้เท้า ข้าน้อยจำเป็นต้องร้องเรียนนายอำเภอเซี่ยหยางกับฮูหยิ
นของเขา ขอท่านโปรดให้ความเป็นธรรมแก่บิดามารดาของข้าน้อย
ลุงป้าและน้องชายน้องสาวของข้าน้อย รวมถึงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ถูก
ฆ่าตายไปอีกนับไม่ถ้วนด้วย!”
เขายื่นมือออกไป พยายามฉวยชายเสื้อของขุนนางใหญ่
ตรงหน้าด้วยความยากลำบาก
ความมุ่งมั่นแน่วแน่ของเขา แม้แต่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยยังต้อง
สะท้อนใจ ก่อนยื่นมือไปรับคำร้อง
ผู้ว่าการเขตพลิกอ่านอย่างคร่าว ๆ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาพลัน
เปลี่ยนไป ดูเหมือนจะไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นเรื่องที่นายอำเภอคนหนึ่ง
ลงมือทำ
“ใต้เท้า ข้าน้อยไม่กลัวการถูกโบยห้าสิบไม้ ไม่กลัวความเป็น
ความตาย ข้าน้อยกลัวแต่ความอยุติธรรมจะไม่มีที่ให้ร้องทุกข์ กลัว
แต่วิญญาณของผู้บริสุทธิ์จะไม่มีที่พึ่งพิงเท่านั้นขอรับใต้เท้า!” สวี่โม่
กล่าวทีละคำด้วยน ้าตานองหน้า
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยอ่านจบก็พับเก็บ สีหน้าเปลี่ยนแปลงไปมาไม่
แน่นอน
เขามองสวี่โม่ที่เหมือนกำลังจะใกล้ตาย แล้วมองถนนสายหลักที่
ถูกผู้คนปิดกั้นจนแน่นขนัด
ทันใดนั้นเขาก็ถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นอันดับ
หนึ่งของอำเภอเซี่ยหยาง แต่ตั้งใจจะเข้าร่วมการสอบระดับเมืองในอีก
ครึ่งเดือนนี้ใช่หรือไม่”
เหตุใดเขาถึงเปลี่ยนมาพูดเรื่องนี้กะทันหัน?
สวี่โม่ไม่เข้าใจ แต่ก็ยังฝืนพยักหน้าตอบ
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยพยักหน้าเบา ๆ น ้าเสียงเขากล่าวอย่างหนัก
แน่น
“ดี วันนี้ข้าจะสัญญากับเจ้าต่อหน้าชาวอันสุ่ย หากเจ้าสอบได้
อันดับหนึ่งของเมือง ข้าจะละเว้นการโบยห้าสิบไม้ให้ และจะจัดการ
เรื่องอยุติธรรมทั้งหมดนี้ด้วยตนเอง”
“เจ้าคิดเห็นเช่นไร”