พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 61 ก้นของพี่ชาย
เมื่อประโยคนี้ถูกเอ่ยออกมา ทั่วทั่งถนนก็บังเกิดความฮือฮา
บางคนสงสัยว่าการลำเอียงและบิดเบือนกฎหมายเช่นนี้จะดีจริง ๆ
หรือ
บางคนก็ตกใจที่ทำไมเขาไม่พูดตั้งแต่แรก ต้องรอจนตีคนไป
มากกว่าครึ่งแล้วถึงจะพูด
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยทนแบกรับทุกอย่างไว้ เพียงแต่สายตายังจ้อง
มองไปที่สวี่โม่ เพื่อรอคำตอบจากเขา
อันดับหนึ่งของเมือง…
ตอนแรกสวี่โม่ไม่ได้คิดถึงอันดับหนึ่งของเมืองด้วยซ ้า เขาเพียง
คิดว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เท่านั้น
เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องสอบให้ได้เป็นอันดับหนึ่งของเมือง
และเขายิ่งไม่อยากใช้สิ่งนี้เป็นเดิมพันแลกกับการพิจารณาคดี แต่
เมื่อผู้ว่าการเขตพูดเช่นนี้ ต้องมีเจตนาอะไรบางอย่างแน่นอน
ความคิดภายในใจของสวี่โม่กำลังต่อสู้กัน
เจียงเซิงซึ่งอยู่ตรงหัวมุมกำมืดแน่น นางกระทืบเท้าพลางเอ่ย
เสียงเบา “ตกลงกับเขาไปสิพี่ใหญ่ ตกลงกับเขา”
ในใจของเด็กน้อย พี่ใหญ่ของนางเป็นคนที่ฉลาดที่สุด ไม่ใช่แค่
อันดับหนึ่งของเมือง ขอเพียงพี่ชายนางเต็มใจ เขาก็สามารถคว้า
ตำแหน่งอันดับหนึ่งของทุกการสอบได้!
ความเชื่อมั่นของนางราวกับส่งถึงสวี่โม่
ผ่านไปนานพอสมควร ในที่สุดเขาก็พูดเสียงราบเรียบ “ใต้เท้า
พูดมามีเหตุผล แต่คดีนี้ผู้เกี่ยวข้องมากมาย ขอท่านอย่าแวกหญ้าให้
งูตื่น ปล่อยให้พวกคนชั่วฉวยโอกาสลบล้างร่องรอยและหลักฐาน”
หมายความว่าพวกเขาตกลงกันแล้ว
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยยืดตัวตรง หัวเราะลั่นสองที “ดี! เรื่องนี้ข้าจะ
จัดการเอง เจ้าแค่เตรียมตัวเพื่อการสอบระดับเมืองก็พอ”
กล่าวจบ เขาก็กลับเข้าไปนั่งในเกี้ยวและเดินทางไปศาลเขตต่อ
เหลือไว้เพียงเจ้าหน้าที่ศาลสองสามคนเพื่อไล่ผู้คนให้กระจาย
ออกไปตัว รักษาความเป็นระเบียบ และหลีกเลี่ยงการเบียดเสียด
เหยียบทับกัน
สวี่โม่ฝืนลุกขึ้นยืน เขาเพียงเดินโซเซไปได้สองก้าว ก็ถูก
เจ้าหน้าที่ศาลคนหนึ่งเข้ามาประคอง
“หนุ่มน้อย เจ้ายังไหวอยู่หรือไม่” เจ้าหน้าที่ศาลผู้อาวุโสถามด้วย
ความเป็นห่วง
สวี่โม่โบกมือ บอกอีกฝ่ายว่าเขาไม่เป็นอะไร
ประจวบกับบรรดาน้องชายน้องสาวก็วิ่งเข้ามาห้อมล้อมตัวเขาไว้
“พี่ใหญ่ ท่านต้องสอบเป็นอันดับหนึ่งของเมืองได้แน่นอน” เจียง
เซิงเอ่ยประโยคนี้ไม่ใช่เพื่อให้กำลังใจ แต่เป็นการยืนยัน
“พี่ใหญ่ ท่านพยายามให้เต็มที่ก็พอ แต่หากไม่ไหวจริง ๆ การ
โบยห้าสิบไม้นี้ข้าจะรับแทนท่านเอง” ฟางเหิงรู้ว่าสวี่โม่ไม่มีทางทนรับ
การโบยได้อีกแล้ว
เวินจืออวิ่นข่มกลั้นน ้าตาเอาไว้ “พี่ใหญ่ ข้าจะรักษาบาดแผลให้
ท่าน”
จ่างเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “พวกเราขึ้นรถม้าก่อนเถอะ”
ห้าพี่น้องต่างพึ่งพาอาศัยกัน พวกเขาพยุงคนไปขึ้นรถม้าคัน
หนึ่ง
เจ้าหน้าที่ศาลผู้อาวุโสมองตามด้วยสายตาเป็นประกาย
อีกคนที่อายุน้อยกว่าใช้ข้อศอกสะกิดเขา “พี่หยวน ท่านมอง
อะไรอยู่ กลับศาลเขตกันเถอะ”
เจ้าหน้าที่ศาลหยวนจึงได้สติ “ข้าแค่กำลังคิดว่าผู้ใดที่โชคดีนัก
ถึงมีลูกห้าคนแบบนี้”
เจ้าหน้าที่ศาลหนุ่มได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ ก้มกระซิบข้างหูเขาเบา
ๆ ไม่รู้ว่ากำลังพูดเรื่องอะไรหยาบคายไปบ้าง ก่อนทั้งสองคนจะกลั้น
หัวเราะและกลับไปศาลเขต
บังเอิญได้ยินที่ปรึกษากำลังสนทนาเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้ว่าการ
เขตอันสุ่ย
“ใต้เท้า เหตุใดท่านจึงต้องละเว้นกฎระเบียบเพื่อบัณฑิตเพียงคน
เดียวด้วย การร้องทุกข์ข้ามขั้นตอนต้องถูกลงโทษโบยห้าสิบไม้ก่อน
หากยกเว้นไปแล้ว ต่อไปเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้อื่นก็คงจะมา
ร้องเรียนถึงศาลเขตกันหมด” ที่ปรึกษากล่าวด้วยสีหน้าโกรธเคือง
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการให้เขาสอบเป็นอันดับหนึ่งของเมือง ด้วย
บาดแผลขนาดนั้น หากเขายังเดินได้ตามปกติภายในครึ่งเดือนก็ถือ
ว่าดีมากแล้ว จะสามารถสอบเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างไร”
ผู้ว่าการเขตนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ
หลังจากฟังที่ปรึกษากล่าวระบายอารมณ์จนจบแล้ว ผู้ว่าการเขต
จึงเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็นว่า “กฎระเบียบย่อมไม่อาจละเลยได้ แต่เด็กคน
นี้อายุน้อยเกินไป หากถูกตีห้าสิบไม้ ถ้าไม่ตายเขาก็คงต้องพิการ
แน่”
ที่ปรึกษาส่งเสียงเหอะดังลั่น “เช่นนั้นท่านก็ควรเอ่ยปากห้าม
หรือไม่ก็ไม่โบยคนตั้งแต่แรก ตอนนี้ท่านโบยเขาไปแล้วสามสิบไม้ ยัง
พูดเช่นนี้อีกทำไม!”
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยตะลึงไปครู่หนึ่ง
เขาจะบอกที่ปรึกษาอย่างไรว่า เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะทำตามกฎ แต่
เมื่อได้อ่านคำร้องเรียนนั่นแล้ว เขาก็รู้สึกตกใจมาก
ลายมือของสวี่โม่นั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่กลับแฝงไปด้วย
ความมั่นคงห้าวหาญ เขาเขียนเรื่องราวเป็นเหตุเป็นผล ทุกอย่าง
สอดคล้องกัน ทั้งยังอ้างอิงถึงหลักฐาน ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย
รวมถึงการเขียนแทรกอารมณ์ความรู้สึกก็ยังพอดิบพอดี ตรงประเด็น
ไม่ยืดเยื้อ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เด็กวัยสิบสองขวบจะเขียนได้
คนทั่วไปที่อายุยี่สิบถึงสามสิบยังไม่แน่ว่าจะมีความสามารถ
ขนาดนี้ แต่สวี่โม่อายุเพียงสิบกว่าปีกลับทำได้แล้ว
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยไม่อาจไม่เห็นคุณค่าของพรสวรรค์นี้
การโบยห้าสิบไม้อาจไม่กับทำลายพรสวรรค์ของสวี่โม่ แต่หาก
เขาพิการไป ชีวิตของเด็กหนุ่มก็ต้องถึงคราวมืดมน
ดังนั้นเขาจึงยกเว้นและให้คำมั่นสัญญาช้าไปสักหน่อย
“เจ้าบอกว่าบาดแผลของเขาอาจจะไม่หายดี ข้าเชื่อเจ้า แต่การ
ที่เจ้าบอกว่าเขาไม่มีทางสอบได้อันดับหนึ่งของเมืองนั้น ข้าว่าเจ้าคิด
ใหม่เสียเถอะ” ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยลูบหนวดเคราสั้นแข็งของตน เขา
กล่าวด้วยความภาคภูมิใจและจากไป
ที่ปรึกษาเบิกตากว้าง เขาไม่รู้ควรจะทำอย่างไร จึงได้แต่ถ่ม
น ้าลายลงพื้น
ก่อนหันหลังเดินไปอีกทาง
แต่ด้านห้องเก็บฟืนของโรงเตี๊ยมนั้น
สวี่โม่กำลังนอนคว ่าหน้าอยู่บนเตียง คราบเลือดเปื้อนเสื้อคลุม
ยาวของเขา ตอนนี้มันไหลย้อยลงมาถึงข้อเท้าเขาแล้ว
ก่อนหน้านี้ฟางเหิงอาศัยพละกำลังของตนเอง ยกอุ้มพี่ใหญ่ลง
จากรถม้า แล้วค่อย ๆ วางตัวเขาลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง
ตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนของรักษา ร่างกายของเวินจืออวิ่นกำลังสั่น
เทา มีเพียงมือเขาเท่านั้นที่นิ่งเป็นพิเศษ มือข้างหนึ่งเปิดเสื้อคลุมยาว
ส่วนอีกข้างก็ถือกรรไกรตัดกางเกงชั้นในของสวี่โม่ออก
เจียงเซิงถือผ้าเช็ด เอ่ยขอน ้าร้อนจากเสี่ยวเอ้อร์ และยืนร้องไห้
อยู่ที่ประตู
เห็นได้ชัดว่าขาของสวี่โม่โผล่ออกมาแล้วครึ่งหนึ่ง แต่เด็กน้อย
คนนี้ยังไม่มีท่าทีจะหลบเลี่ยงไปเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดจ่างเยี่ยนก็ทนไม่ไหว ใช้มือข้างหนึ่งปิดตานาง และลาก
นางออกไปนอกห้องเก็บฟืน “เจ้ารออยู่ตรงนี้เถอะ”
“ทำไมเล่า” เจียงเซิงเกือบจะร้องไห้แล้ว “ข้าอยากดูบาดแผลของ
พี่ใหญ่”
นางก้มหน้าก้มตาจะวิ่งเข้าไปในห้องเก็บฟืน
จ่างเยี่ยนจำต้องใช้แขนกอดตัวนางไว้
ตอนนั้นเองที่เสี่ยวเอ้อร์มาส่งน ้าร้อน เขาเห็นภาพตรงหน้า จึง
ส่ายหน้าพลางจุ๊ปาก “โหดร้ายเกินไปแล้ว โหดร้ายเกินไปจริง ๆ เนื้อ
เขาช ้าจนเลือดโชกเชียว”
เจียงเซิงยิ่งร้อนใจ พยายามแกะมือของจ่างเยี่ยนออก กระทั่งหลุด
นางก็วิ่งเข้าไปในห้องเก็บฟืนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
จากนั้นนางก็ถูกฟางเหิงจับโยนออกมาอีกครั้ง
“เจียงเซิงน้อย อย่ามอง” สวี่โม่เจ็บจนตัวสั่น แต่ยังไม่ลืมที่จะ
ปลอบน้องสาว “อย่ามอง รอพวกข้าอยู่ข้างนอกเถอะ”
เจียงเซิงกำลังจะก้าวเท้าไปยังหน้าต่างแต่ก็หยุดชะงักลง
นางไม่รู้ว่าทำไมพี่ชายทั้งหลายถึงได้ขัดขวางนาง แต่นางก็ยัง
เชื่อฟังพวกเขาอยู่บ้าง
ถึงแม้นางจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ทำได้เพียงนั่งยองๆ อยู่บนพื้น
กำต้นหญ้าอ่อนที่เพิ่งงอกขึ้นมาแน่น
จ่างเยี่ยนถอนหายใจ
เมื่อเผชิญกับการเอาชีวิตรอด การกินอิ่มท้องสำคัญกว่าสวรรค์
ดังนั้นจึงไม่มีใครบอกเจียงเซิงว่าระหว่างชายหญิงนั้นมีข้อห้ามใหญ่
ก่อนหน้านี้เพราะวัดร้างมีพื้นที่จำกัด เจียงเซิงเองก็ยังเด็กอยู่
พวกเขาจึงปล่อยให้นางทำตามใจ
แต่ครั้งนี้พวกเขาต้องอาศัยอยู่ในห้องเก็บฟืน พี่ชายทั้งหลายจึง
พยายามจัดหาเตียงเล็กให้นางโดยเฉพาะ และยังกางม่านสีขาวกั้นใน
ห้องเพื่อปกป้องน้องสาว
หวังเพียงนางจะค่อย ๆ เข้าใจได้เมื่อโตขึ้น
เวินจืออวิ่นจัดการบาดแผลด้วยความว่องไว ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่ว
ยามเขาก็พันแผลเสร็จ และใช้ผ้าห่มนุ่ม ๆ คลุมตัวสวี่โม่อย่างแผ่วเบา
หลังจากนั้นฟางเหิงก็ถือน ้าร้อนเดินออกมา เขามองเจียงเซิง
ก่อนจะบอกนาง “เจ้าเข้าไปข้างในเถอะ”
เจียงเซิงย่นจมูก เดินเข้าไปข้างในอย่างหงุดหงิด แต่เห็นริม
ฝีปากสีซีดขาวของสวี่โม่ นางก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกครั้ง
นางหันไปมองเวินจืออวิ่นที่เพิ่งทำการรักษาใหญ่แบบนี้เป็นครั้ง
แรก เขาเองก็เหนื่อยไม่น้อยเช่นกัน เด็กชายจึงกำลังนอนพักอยู่อีก
ด้านของเตียงใหญ่
“เจียงเซิง เจ้ายังร้องไห้อยู่อีกหรือ” สวี่โม่ตกใจเพราะเสียงสะอื้น
ของน้องสาว ขนตายาวของเขาสั่นระริก ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น “เจ้าไม่
ต้องร้องแล้ว ที่พวกเราทำเช่นนนั้นไปก็เพราะกลัวเจ้าจะตกใจไม่ใช่
หรือ”
“ข้าไม่กลัวหรอก” เจียงเซิงยื่นปากน้อย ๆ “ข้าไม่กลัวแผลที่ก้น
พี่ใหญ่”
สวี่โม่ “…แต่ข้ากลัว”
“เป็นเพราะข้าไม่อยากให้เจ้าเห็นภาพที่โหดร้ายเช่นนี้” เด็กหนุ่ม
วัยสิบสองปีพยายามอธิบายอย่างยากลำบาก “อีกอย่าง พี่ใหญ่เป็น
เด็กผู้ชาย ส่วนเจ้าเป็นเด็กผู้หญิง เจ้า…ไม่ควรมองก้นของ
เด็กผู้ชาย”
“ก้นของเด็กผู้ชายคนไหนก็ห้ามมองหรือ แม้แต่ก้นของพี่ห้าก็
ห้ามมองด้วยหรือ” เจียงเซิงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก