พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 62 การสอบระดับเมืองเริ่มต้นขึ้นแล้ว
จ่างเยี่ยนที่ถูกเอ่ยชื่ออยู่ด้านนอกยกมือข้างหนึ่งกุมหน้าผาก
“ไม่ใช่แค่พวกเรา แต่ก้นของเด็กผู้ชายทุกคนเจ้าก็ห้ามมอง” สวี่
โม่รู้สึกว่าการถูกโบยห้าสิบไม้ยังน่าพอใจกว่าตอนนี้เสียอีก
โชคดีที่เจียงเซิงไม่ได้ถามต่อ นางพยักหน้าให้อย่างมึนงง
สวี่โม่คิดว่านางเข้าใจดีแล้วจึงยิ้มอย่างโล่งอก
แต่ตอนนั้นเอง เจียงเซิงกลับถอนหายใจ “รู้อย่างนี้ข้าคงไม่มอง
ก้นของพี่รองหรอก ก่อนหน้านี้เขาเคยไปปลดเบาหลังวัดร้าง ข้าเห็น
เข้าพอดี ก้นของเขากลมมาก ๆ เลย”
รอยยิ้มของสวี่โม่แข็งค้างไปแล้ว
ในเวลาเดียวกัน เจิ้งหรูเชียนที่กำลังขี่ลาตามมาอย่างบ้าคลั่งก็
จามออกมา
“เหล่าเจิ้ง เจ้าไม่เป็นไรนะ” ผังต้าซานที่วิ่งอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน
ตะโกนถาม
เจิ้งหรูเชียนโบกมือ พร้อมกับกระชับเสื้อผ้าให้มิดชิด
เขาต้องรีบไปที่เขตอันสุ่ยเพื่อไปพบเหล่าพี่น้อง และดูว่าในเขต
นั้นมีสิ่งของมีค่าอะไรที่สามารถนำกลับไปขายที่ตัวอำเภอได้บ้างเพื่อ
หากำไร
เขาคำนวณในใจ
เขาเก็บผักที่อำเภอเซี่ยหยางเป็นเวลาสามวัน ส่งไป
อำเภออวิ๋นสุ่ยใช้เวลาสี่วัน แล้วก็อยู่รับผักต่ออีกสามวัน ก่อนขนไปที่
เรือนโหยวหรานและบอกลาเถ้าแก่ไป่ และรีบมุ่งหน้าไปเขตอันสุ่ย
ทันที
ระหว่างทางยังใช้เวลาอีกห้าวัน เมื่อไปถึงก็คงเป็นช่วงปลายเดือน
สามแล้ว
หลังมองประตูเขตอันใหญ่โตและสง่างามของเขตอันสุ่ย ผังต้า
ซานอดร้องอุทานด้วยความตื่นตะลึงไม่ได้
เจิ้งหรูเชียนกลับมุ่งความสนใจไปที่การค้นหาร่องรอยของพี่น้อง
เขา
ตอนแรกพวกเขาบอกว่าจะแยกย้ายกันมา แต่กลับไม่ได้บอกว่า
จะนัดพบกันที่ใด
ช่างประมาทเสียจริง!
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ล้วนไม่เก่ง ยกเว้นเรื่อง
ฝีปาก เขาจึงสอบถามทุกสถานที่ที่ไป “ท่านเคยเห็นกลุ่มเด็กห้าคน
หรือไม่ สี่คนเป็นเด็กผู้ชายและหนึ่งคนเป็นเด็กผู้หญิง สองคนตัวสูง
กว่า อีกสามคนค่อนข้างตัวเล็ก”
เขาถามไปทั่วตั้งแต่ฝั่งตะวันออกของเขตจนถึงฝั่งตะวันตก ใน
ที่สุดก็สอบถามจนได้ความที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
“พวกเรามีแขกแบบนั้นจริง ๆ แต่เจ้าเป็นใครกัน” เสี่ยวเอ้อร์ถาม
กลับด้วยสายตาระแวดระวัง
เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้าง “ข้าเป็นพี่ชายของพวกเขา”
เสี่ยวเอ้อร์ยังคงสงสัยแต่ก็ยังนำทางไป “ถ้าอย่างนั้นข้าจะพาเจ้า
ไปพบพวกเขา”
ทั้งสองเดินผ่านห้องชั้นบน ผ่านห้องชั้นล่าง จนกระทั่งสุด
ปลายทางก็ยังไม่เห็นใคร
เจิ้งหรูเชียนเกือบคิดว่าตนเองถูกหลอก จึงเตือนผังต้าซานให้
เตรียมพร้อมจะหนีทุกเมื่อ
ก่อนในที่สุดพวกเขาก็จะมาถึงหน้าห้องเก็บฟืน เจิ้งหรูเชียน
ชะงักงัน
แสงอาทิตย์ส่องสว่างเข้ามาให้ห้อง สวี่โม่นอนคว ่าอยู่บนเตียง
อย่างง่าย ๆ ใช้มือข้างหนึ่งค ้ายันร่างกาย ส่วนมืออีกข้างถือพู่กัน
เขาเงยหน้าขึ้นมองหนังสือที่เจียงเซิงถืออยู่เป็นครั้งคราว แล้ว
กระแอมไอเบา ๆ สองหน
เจียงเซิงจึงจะตื่นจากฝันแล้วรีบพลิกหน้าหนังสือให้พี่ใหญ่ดูทันที
“แค่ก ๆ” สวี่โม่ไอขึ้นอีกครั้ง
เจียงเซิงงงงวย นางยังคงพลิกหน้าถัดไป
อีกด้านหนึ่ง ฟางเหิงซึ่งกำลังฝึกฝนร่างกายอยู่กับจ่างเยี่ยนก็อด
ไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน “เจ้าพลิกข้ามไปสองหน้าแล้ว”
เจียงเซิงเหมือนตื่นจากภวังค์ รีบพลิกกระดาษย้อนกลับไปอีก
สามหน้า ในที่สุดก็เปิดได้ถูกต้อง
สวี่โม่ก้มหน้าลงเขียนต่อไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งเขายังหลับตา
เพื่อท่องจำความรู้ทั้งหมดไว้ในสมอง
ท่าทางของเขาน่าขบขัน ตรงก้นยังมีผ้าพันแผลพันอยู่ แต่ความ
กระตือรือร้นในการเรียนของเขาไม่เคยลดลง กระทั่งยังเรียกได้ว่า
เข้มข้นขึ้นไปอีก
เวินจืออวิ่นกำลังบดยาอยู่ตรงมุมห้อง เขาพลิกดูตำราแพทย์ไม่
หยุดมือ ราวกับกำลังมองหาสมุนไพรชั้นดีเพื่อรักษาบาดแผล
แสงอาทิตย์ส่องเหนือศีรษะของพวกเขา ทำให้ห้องเก็บฟืนที่เรียบ
ง่ายเปล่งประกายสีทองออกมา
นี่คือความรู้สึกที่เจิ้งหรูเชียนขาดหายไปเกือบครึ่งเดือน เดิมที
เขารู้สึกว่างเปล่าและไม่สบายใจ จนกระทั่งถึงตอนนี้เขาจึงเข้าใจ ที่
แท้มันคือความรู้สึกอันอบอุ่นที่มีครอบครัวอยู่เคียงข้าง
มันคือสิ่งที่เงินทองมากมายหาซื้อให้ไม่ได้
ผังต้าซานเดินตามหลังเขามา จู่ ๆ ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงเบา
“เหล่าเจิ้ง ข้าคิดถึงพวกน้องชายของข้าแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนเม้มปาก
ตอนนั้นเอง ผู้คนในห้องเก็บฟืนต่างตกใจกับเสียงนั้น เจียงเซิง
เป็นคนแรกที่กระโดดลุกขึ้นมา เมื่อเห็นเจิ้งหรูเชียน ดวงตาของนางก็
พลันเปล่งประกาย เด็กหญิงกำลังจะวิ่งเข้ามากอดเขา แต่ในชั่ว
พริบตานั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ นางจึงยืนอยู่ที่เดิมอย่างเขินอาย
นี่มันไม่ใช่นิสัยของน้องสาวเลย
เจิ้งหรูเชียนไหนเลยจะรู้ว่า ความจริงแล้วเมื่อเจียงเซิงเห็นหน้า
เขา นางกลับนึกถึงก้นกลม ๆ ของเขาขึ้นมา ยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกอาย
จริง ๆ
“เจียงเซิงน้อย” เจิ้งหรูเชียนกางแขนออก “เจ้าไม่คิดถึงข้าบ้าง
หรือ”
คิดถึงแน่นอน นางคิดถึงแทบใจจะขาด
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นก้นกลม ๆ หรือการรักษาระยะห่างระหว่างชาย
หญิง ล้วนถูกโยนทิ้งไว้ด้านหลังทั้งหมด
เจียงเซิงราวกับเป็นลูกธนูที่พุ่งเข้าใส่อ้อมกอดของเจิ้งหรูเชียน
ก่อนนางโอบแขนรอบคอเขา และใช้สองขาเกี่ยวรัดเอวพี่ชายทันที
“พี่รอง เหตุใดท่านถึงมาเอาป่านนี้เล่า” เด็กน้อยร้องโวยวาย
เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้าง “เขาก็มาแล้วอย่างไร ทำไมพวกเจ้าถึงมา
พักในห้องเก็บฟืนได้ มีเงินไม่พอใช้จ่ายหรือ”
พอพูดถึงเรื่องเงิน เจียงเซิงก็รีบผละจากตัวเขาลงมา
เจิ้งหรูเชียนจึงมือว่าง เขาล้วงเงินสิบตำลึงที่เพิ่งได้มาออกจากอก
เสื้อยื่นให้นาง
เจียงเซิงดีใจจนหุบยิ้มไม่ลงแล้ว นางยังไม่ลืมอธิบายอีกสอง
ประโยค “ห้องพักในเขตอันสุ่ยแพงเกินไป ดีที่โรงเตี๊ยมนี้ยังมีห้องเก็บ
ฟืนราคาถูก พวกเราจึงมาพักเสียเลย”
สีหน้าของเจิ้งหรูเชียนชะงักไปครู่หนึ่ง
แก่นแท้ของการประหยัดก็เพียงเพราะเงินมีไม่มากพอ
ดูท่าเขาคงต้องพยายามให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย
“แล้วพี่ใหญ่มีสภาพแบบนี้” เจิ้งหรูเชียนละสายตาไปมองสวี่โม่
“ยังจะไปสอบได้อยู่หรือ”
“ถึงจะสอบไม่ได้ก็ต้องไปสอบ” เจียงเซิงเก็บเงินกลับเข้าถุงเล็ก ๆ
และบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ความยากของการสอบระดับเมือง ทำให้พี่น้องทุกคนยกเว้นเจียง
เซิงรู้สึกหนักตึงเครียด โดยเฉพาะสวี่โม่ที่ยังบาดเจ็บอยู่ แม้จะพันแผล
ไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังตั้งใจศึกษาอ่านตำราอย่างหนัก
แต่มันก็ยังเหนื่อยมาก การถือหนังสือและจับพู่กันนั้นไก็ยาก
เกินไป เพื่อให้ง่ายสำหรับเขา เจียงเซิงจึงอาสาเป็นที่วางหนังสือ คอย
พลิกหน้ากระดาษให้พี่ใหญ่
พวกนางทำเช่นนั้นมาจนถึงตอนนี้
บาดแผลที่ก้นของสวี่โม่ค่อย ๆ ตกสะเก็ดแล้ว แต่การนั่งสอบเป็น
เวลานานก็ยังเป็นเรื่องยาก
เพื่อหายาที่มีสรรพคุณดียิ่งกว่านี้ เวินจืออวิ่นจึงค้นคว้าตำรา
โบราณโดยไม่หลับไม่นอน จนใต้ตาเขาดำคล ้า
ทุกคนต่างพยายามอย่างหนักเพื่อการสอบระดับเมืองในเดือนสี่
สำหรับสวี่โม่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอกจากนอนและกินแล้วเขาก็มีแต่
ศึกษาร ่าเรียน
ระหว่างเดินเล่นเจิ้งหรูเชียนซึ่งหาโอกาสทางการค้าในเขต ได้
พบเบาะรองนั่งนุ่ม ๆ ที่เหมาะกับสวี่โม่ เขาจึงยอมจ่ายเงินซื้อมัน
กลับมา
ส่วนเวินจืออวิ่นที่ออกไปซื้อยาก็เจอกับอู๋สั่วเว่ย หลังจากถูกอีก
ฝ่ายจับตัวมาถูหน้าอย่างหมั่นเคี้ยวอยู่นาน จึงแลกขวดยาชั้นดีอย่าง
หนึ่งมาได้
เมื่อนำมันมาทาให้ สวี่โม่ก็รู้สึกสบายขึ้นจริง ๆ อีกทั้งบาดแผลยัง
หายเร็วขึ้นด้วย
และในที่สุดก็ถึงเดือนสี่
บาดแผลของสวี่โม่ตกสะเก็ดหมดแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
ผ้าพันแผลทุกวันอีก
เวินจืออวิ่นทายาให้เขาหนาเป็นพิเศษ แล้วใช้ผ้าพันแผลพันทับ
อีกสองชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลแตกใหม่ในช่วงนี้
เจียงเซิงเตรียมของกินและอุปกรณ์สอบให้พี่ใหญ่เหมือนการครั้ง
ก่อนแล้ว ด้านในมีทั้งพู่กัน หมึก กระดาษ หินฝนหมึก ก่อนจะยัดเบาะ
รองนั่งนุ่ม ๆ และโถปัสสาวะใส่ลงไปด้วย
การสอบระดับเมืองแตกต่างจากการสอบระดับอำเภอ
การสอบระดับอำเภอจะสอบติดต่อกันห้าวัน และสามารถกลับ
บ้านได้
แต่การสอบระดับเมืองต้องพักอยู่ในสำนักสอบเป็นเวลาสามวัน
หลับนอน กิน ดื่ม ขับถ่าย ล้วนทำในที่แห่งนั้น
แต่การสอบระดับเมืองก็ปลอดภัยกว่า ได้ยินมาว่ามีเจ้าหน้าที่
อย่างน้อยสิบกว่าคนคอยตรวจตรา จึงไม่เกิดเหตุการณ์ฉกชิง
ข้อสอบของผู้ที่คิดจะใช้กลโกง
เข้าสู่ช่วงต้นเดือนสี่ เป็นช่วงเริ่มต้นการสอบระดับเมือง
ภายใต้สายตาจับจ้องของน้องชายและน้องสาว สวี่โม่ถือสัมภาระ
เดินกะเผลกเข้าไปยังสำนักสอบ