พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 63 คุณหนูสามแห่งตระกูลเจียง
ไม่มีผู้ใดปลอมแปลงหลักฐานยืนยันตัวตน ไม่มีผู้ใดฉกฉวย
ข้อสอบ และไม่มีผู้ใดใส่ร้ายป้ายสี
การสอบระดับเมืองครั้งนี้ถือเป็นการแข่งขันด้านความสามารถ
และความรู้อย่างยุติธรรม
แต่สำหรับสวี่โม่แล้ว กลับเป็นการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรมนัก
ไม่เพียงร่างกายที่อ่อนแอ แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่เข้าสอบพร้อมกับเขา
ล้วนมีอายุระหว่างสิบเจ็ดถึงยี่สิบสามปี
พวกเขาเตรียมตัวมาหลายปีและเชี่ยวชาญประเด็นความรู้
ทั้งหมดแล้ว
พวกเขาอาจเคยสอบระดับเมืองมาหลายครั้ง จนคุ้นเคยกับสิ่งที่
จะออกสอบเป็นอย่างดี
แต่สวี่โม่ไม่มีสิ่งใดเลย
เขาเป็นเพียงแค่เด็กอายุสิบสองปีที่ต้องแบกร่างกายอ่อนแอ
พร้อมกับสัญญาอันหนักอึ้ง ใช้ความรู้ที่สั่งสมมาด้วยมือข้างเดียว
เดินหน้ากัดฟันสู้อย่างไม่หวั่นเกรง
เหล่าน้องชายทั้งสี่รู้สึกหนักใจนัก ไม่รู้ว่าการสอบระดับเมืองครั้ง
นี้จะเป็นอย่างไร
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อผู้คนที่มารอ
หน้าสำนักศึกษาทยอยกลับไป นางก็วิ่งไปกอดแขนเจิ้งหรูเชียนแน่น
“พี่รอง พวกเราไปซื้อของกันเถอะ รอให้พี่ใหญ่สอบได้อันดับหนึ่ง
แล้วค่อยนำพวกมันกลับไปขายทำกำไรกัน”
เจิ้งหรูเชียน “…”
น้องสาวคนโง่ นางคิดว่าอันดับหนึ่งของการสอบระดับเมืองเป็น
เหมือนมะเขือยาวและถั่วในหมู่บ้านสิบลี้ที่นึกอยากเก็บก็เก็บได้เลย
หรือ
มันจะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรเล่า
แต่เขาก็ไม่ได้ทำลายความปรารถนาของเจียงเซิง จึงกลับหันไป
มองน้องชายคนอื่นแทน “พี่ใหญ่ต้องสอบถึงสามวันเต็ม พวกเราอยู่
หน้าสำนักศึกษาไปก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่สู้ไปเที่ยวชมที่อื่นกันดีกว่า
เถอะ”
จ่างเยี่ยนและเวินจืออวิ่นเป็นผู้ติดตามตัวน้อยที่เชื่อฟังมาโดย
ตลอด ฟางเหิงผงกศีรษะเบา ๆ สองครั้งภายใต้หมวกงอบ
เขตอันสุ่ยเป็นเมืองหลักของทั้งมณฑล ไม่ต้องกล่าวถึงความ
เจริญรุ่งเรือง แม้แต่ตลาดก็ยังมีหลากหลายประเภท
ทั้งตลาดขายของสด ตลาดขายเสื้อผ้าและรองเท้า กระทั่งตลาด
ขายเครื่องปรุงและของแห้งก็ยังมีพื้นที่แยกต่างหาก
ไม่ว่าคนในเขตต้องการซื้ออะไร เพียงเลือกซื้อให้ถูกต้องกับ
ตลาด ก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบ
แต่ด้วยเหตุนี้ การแข่งขันจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
หากแพงเกินไปก็ซื้อจากร้านข้าง ๆ หากร้านข้าง ๆ คุณภาพไม่
ดีก็เปลี่ยนร้านใหม่
โชคดีที่ในเขตมีกฎระเบียบชัดเจนคือห้ามตัดราคาต ่ากว่าราคา
ขั้นต ่า มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการก่อปัญหาในตลาดโดยมิชอบ หากถูก
จับได้ก็ต้องถูกโบย
เจิ้งหรูเชียนพาน้องชายน้องสาวเดินดูรอบตลาดในเขต เขา
พบว่าข้าวของในเขตราคาแพง แต่คุณภาพก็ดีมากเช่นกัน ไม่ว่าเนื้อ
ชิ้นไหนก็เป็นเนื้อส่วนดี หมูสามชั้นแบ่งชั้นไขมันชัดเจน พวกมันล้วน
เป็นของดีหายากทั้งนั้น
แต่หมูตัวหนึ่งต่อให้เลี้ยงดูมาดีแค่ไหน ก็ต้องมีเนื้อส่วนที่ไม่ถูกใจ
และต้องมีส่วนที่ไขมันมากหรือน้อยเกินไปบ้าง แต่ทำไมในตลาด
เช่นนีเพวกเขากลับหาไม่เจอเลยสักชิ้น
เจิ้งหรูเชียนอยากจะสอบถาม แต่กลัวจะถูกคนปฏิเสธ เขากรอก
ตาครุ่นคิดไปมา ก่อนจะกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูจ่างเยี่ยนสอง
ประโยค
สุดท้ายก็ตบไหล่น้องห้า “เจ้าหน้าตาน่ามองที่สุด ฝากเจ้าด้วย
แล้วกัน”
จ่างเยี่ยน “…”
เอาเถอะ เพื่อพี่รอง เขายอมขายหน้าตาตนเองหน่อยก็ได้
จ่างเยี่ยนอาศัยใบหน้าอันโดดเด่น หยุดอยู่ตรงหน้าแม่ค้าขาย
เนื้อหมู แล้วพูดจาอย่างสุภาพว่า “พี่สาว ข้าขอถามอะไรหน่อยได้
หรือไม่”
แม่ค้าอายุราวสามสิบ รูปร่างสูงใหญ่ ในมือถือเนื้อหมูมันเยิ้มชิ้น
หนึ่ง อายุอานามพอจะกล่าวว่าเป็นแม่ของจ่างเยี่ยนได้ แต่อีกฝ่าย
กลับถูกเรียกว่าพี่สาวอย่างกะทันหันเช่นนี้ จึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
แต่เมื่อนางเหลือบไปเห็นใบหน้าขาวผ่องและริมฝีปากแดงสด
ของเขา นางพลันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโยนเนื้อหมูในมือทิ้ง เช็ดมือ
กับผ้ากันเปื้อนซ ้าแล้วซ ้าเล่า “น้องชาย เจ้าจะถามอะไรหรือ”
“พี่สาว เนื้อของท่านดูดีมากจริง ๆ ทั้งสดใหม่และสีเนื้อก็แดง
ชมพู” จ่างเยี่ยนยิ้มเห็นฟัน “แต่เนื้อส่วนที่ดีที่สุดของหมูตัวนี้อยู่นี่แล้ว
แต่เนื้อส่วนอื่น ๆ ของมันหายไปไหนเล่า”
เจ้าของร้านถูกรอยยิ้มทำให้งงงวยไปชั่วขณะ “มันจะไปไหนได้
อีกเล่า หากไม่ถูกนำไปบดทำไส้ซาลาเปา ก็คงถูกนำไปขายอย่างถูก
ๆ ในตัวอำเภอและหมู่บ้าน”
“อย่างนั้นเอง ขอบคุณพี่สาวมาก ๆ ขอรับ” จ่างเยี่ยนคำนับให้
อย่างเป็นทางการตามแบบฉบับราชสำนัก ก่อนจะเดินจากไปอย่าง
สง่างาม
หากเขาไม่ได้สวมเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาตัวเก่า ก็คงจะดูเหมือน
บุตรชายของตระกูลใดตระกูลหนึ่งที่ออกมาเยี่ยมเยียนชาวบ้าน
แน่นอน
เจ้าของร้านยืดคอมองตามจนเงาของจ่างเยี่ยนหายลับไป จึงหัน
กลับไปหั่นแบ่งเนื้อหมูต่อพลางบ่นพึมพำ
เจิ้งหรูเชียนซึ่งอยู่มุมหนึ่งเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าไปมา รู้สึกโกรธ
แค้นฟ้าดินที่ไม่ช่างลำเอียงนัก
หากเขามีใบหน้าที่งดงามเหนือใครแบบนั้นบ้าง…
ตอนนี้เขาคงเป็นคุณชายในหอนางโลมอี๋หงย่วนของอำเภอเซี่ย
หยาง ที่นอนในยามกลางวันและยุ่งอยู่ตลอดทั้งคืน
แต่เมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว เขาขี้เหร่สักหน่อยก็ไม่เป็นไร
เจิ้งหรูเชียนปรับอารมณ์ให้สงบลงอีกครั้ง มองจ่างเยี่ยนด้วย
รอยยิ้ม “ลำบากแทนข้าแล้วจริง ๆ ต่อไปถ้ามีเรื่องเช่นนี้อีกคงต้อง
หวังพึ่งเจ้าแล้วนะ”
มุมปากของจ่างเยี่ยนกระตุก แต่ไม่ได้ตอบอะไร
เจิ้งหรูเชียนเริ่มบ่นพึมพำเกี่ยวกับเนื้อที่ถูกคัดทิ้งอีกครั้ง “ถ้า
ราคาถูกมากพอ ข้าจะขนมันจากในเขตไปขายที่ตัวอำเภอ ก็คงไม่
เลวเท่าไหร่”
สินค้าที่เข้ามาค้าขายในเขตต้องจ่ายภาษี แต่ออกจากนอกเขต
ไปกลับไม่ต้องเสียสักแดง
น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นเดือนสี่แล้ว อากาศที่อุ่นขึ้นทำให้เนื้อเก็บ
ไว้ได้ไม่นาน การเดินทางสี่ห้าวันเพียงพอจะทำให้เนื้อหมูสด ๆ เน่า
เสียหรือแม้กระทั่งมีหนอนขึ้นได้
บรรดาพี่น้องทั้งหลายออกจากตลาด และเดินเล่นต่อบนถนน
ใหญ่
เจิ้งหรูเชียนมีสายตาเฉียบคม ไปที่ใดเขาสังเกตเห็นทุกสิ่งทุก
อย่าง หากพบของใหม่ก็ครุ่นคิดว่าจะขายมันได้หรือไม่ ขนไปได้
หรือไม่ และทำเงินได้หรือไม่
เจียงเซิงมีความสุขมากกว่าใคร นางเหมือนกระต่ายตัวน้อยใน
สถานที่แปลกใหม่ มองเห็นอะไรก็รู้สึกสนใจไปเสียหมด
จนกระทั่งพวกเขามาหยุดอยู่หน้าร้านที่ชื่อ ‘เรือนโยวหราน’
ป้ายชื่อคุ้นเคย ทว่าอาคารแปลกตา เด็กรับใช้และเจ้าของร้านก็
แปลกหน้า
เจียงเซิงนึกขึ้นได้ภายหลังว่า เถ้าแก่ไป๋เคยบอกว่าเรือนโยว
หรานเป็นกิจการที่มีเครือข่ายและสาขาทั่วทุกแห่ง
ในอำเภอเซี่ยหยางเป็นเพียงสาขาเล็ก ๆ เท่านั้น
มองจากอาคารใหญ่ในเขตก็รู้ได้แล้ว อาคารสองชั้นสง่างามนี้มี
การแกะสลักคานและวาดภาพ รวมถึงเสี่ยวเอ้อร์มากมายที่วิ่งไปมาอยู่
ในร้าน
แต่ไม่รู้ว่าเรือนโยวหรานในเขตอันสุ่ยรับวัตถุดิบมาจากที่ใด และ
จะสามารถตกลงร่วมมือกันได้หรือไม่
เจียงเซิงกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จู่ ๆ กลับมีคนผลักนางให้ต้อง
หลบไป
เจิ้งหรูเชียนและอีกสามคนยืนอยู่ห่างออกไป พวกเขาถูกคน
เบียดออกมา ไม่ได้เุ้ซล้มหน้าคว ่าเหมือนเจียงเซิง
ไม่นานสาวใช้สี่ห้าคนก็เดินเข้ามา กางแขนทั้งสองข้างกั้นคน
ทั่วไปไว้ด้านหลัง เพื่อเปิดทางบนถนนกว้าง
เจียงเซิงยังมึนงงอยู่
เกี้ยวหลังหนึ่งหยุดอยู่หน้าประตูเรือนโยวหราน
ผู้ดูแลร้านที่กำลังจดบัญชีอยู่รีบพาเสี่ยวเอ้อร์ออกมาด้วยกัน
พลางกล่าวอย่างนอบน้อม “คารวะคุณหนูสาม เชิญคุณหนูไปที่ห้อง
ส่วนตัวเถอะขอรับ”
ภายในเกี้ยวเล็กไม่มีการขยับเขยื้อนใด ๆ
สาวใช้คนหนึ่งก้าวไปข้างหน้า ค่อย ๆ เปิดม่านอย่างเบามือ และ
ยื่นแขนออกไปให้อีกฝ่ายจับ
จากนั้นมือนุ่มนิ่มขาวผ่องข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาวางบนแขนของ
สาวใช้ พร้อมกับยื่นเท้าเหยียบลงบนพื้น
เจียงเซิงนอนคว ่าหน้าอยู่ แววตาตื่นตะลึง
ครั้งก่อนในอำเภอเซี่ยหยาง นายเห็นรองเท้าของคุณชายเจียง
นั้นดูหรูหรามากอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าวันนี้จะได้เห็นอีกครั้ง รองเท้าปัก
ลายคู่นี้ไม่เพียงปักลอดลายใบบัวดูเหมือนจริง น ้าค้างบนใบบัวแต่ละ
หยดยังประดับด้วยไข่มุกอีกด้วย
เมื่อรองเท้าสัมผัสพื้นดิน เผยให้เห็นชายกระโปรงทั้งหมด ผ้า
ไหมเนื้อมันเงา ปักลวดลายดอกบัวมีชีวิตชีวา ทุกอย่างล้วนแสดงถึง
ความหรูหราและสูงส่งของเจ้าของ
เจียงเซิงกลืนน ้าลายอึกใหญ่ นางคิดเพียงว่า หากเอามันไปแลก
เป็นเงินจะได้เท่าไหร่กัน? หรือถ้าเอาไปแลกกับอาหาร จะมีขอทาน
อีกกี่คนที่ได้กินอิ่มท้อง?