พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 64 ประกาศผลสอบระดับเมือง
เจียงเซิงไม่อาจรู้คำตอบ
ขณะนางกำลังก้มคลานอยู่ด้านหลังฝูงชน ฝ่ามือทั้งสองข้างก็
รู้สึกเจ็บแปลบ เมื่อดูจึงพบว่ามันมีบาดแผลถลอก
เมื่อไม่มีทางเลือก นางจึงได้แต่ดิ้นรนลุกขึ้นมา
เพียงลงจากเกี้ยวมา คุณหนูสามซึ่งมีสาวใช้คอยประคองอยู่ก็ได้
ยินเสียง สายตาคู่นั้นจึงชำเลืองมองเจียงเซิงอย่างเฉยเมย
ประจวบเหมาะกับเจียงเซิงที่กำลังจ้องมองนางอย่างใคร่รู้เช่นกัน
คนหนึ่งคือคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างสุขสบาย
อีกคนคือเด็กขอทานตัวน้อย ๆ ที่ต้องขโมยกินและแย่งชิงเพื่อ
ความอยู่รอด
ถึงแม้อายุจะใกล้เคียงกัน แต่โชคชะตากลับแตกต่างกันราวฟ้า
กับเหว
คุณหนูสามกวาดตามองเสื้อคลุมตัวเก่าที่ใหญ่เกินไปของเจียง
เซิง แล้วเดินเข้าไปในร้านเรือนโยวหรานอย่างเฉยชา
เถ้าแก่เชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้นตามหลังนางไป “คุณหนูสาม
ท่านจะทานอาหารหรือไม่ คุณชายใหญ่จะมาถึงเมื่อไหร่ ครั้งนี้ท่าน
จะพักที่เขตอันสุ่ยกี่วัน”
ทว่าเขากลับได้ยินเสียงสาวใช้ข้างกายคุณหนูสาม ตะโกนด่าทอ
จากที่ไกล ๆ “การเดินทางของคุณหนู เจ้าจะมาสอบถามได้หรือ วันนี้
คุณหนูแค่มาดูกิจการแทนคนตระกูลเจียง เรื่องอย่างอื่นไม่ต้องให้เจ้า
มายุ่งหรอก”
สิ้นเสียง สาวใช้ที่ยืนเปิดทางอยู่หน้าประตูก็รีบจากไปอย่าง
รวดเร็ว
เจียงเซิงถูมือที่ถลอกไปมา ก่อนกระโดดกลับไปหาพี่ชาย
ทั้งหลาย
“มือเจ้าเป็นอะไร” เจิ้งหรูเชียนเห็นรอยเลือดบนมือนางทันที สี
หน้าเขาจึงเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน “เมื่อครู่คนพวกนั้นผลักเจ้าหรือ”
เจียงเซิงรีบส่ายหัว
ตระกูลเจียงเป็นตระกูลใหญ่ เจิ้งหรูเชียนยังต้องทำการค้ากับ
พวกเขา ไม่อาจปล่อยให้เกิดความบาดหมางเพราะเรื่องนี้ได้
“เมื่อครู่ข้าบังเอิญสะดุดล้ม” เจียงเซิงหัวเราะ “พี่รอง พวกเราไป
เดินเล่นต่อกันเถอะ ข้ายังอยากดูอีกเยอะเลย”
เจิ้งหรูเชียนไม่ใช่คนโง่
ตรงกันข้าม นับวันเขายิ่งฉลาดขึ้นทุกที
เขาเดาได้ว่าเจียงเซิงถูกกลุ่มคนเมื่อครู่ผลักจนล้ม และเข้าใจว่า
ทำไมเจียงเซิงจึงโกหก ในฐานะคนที่เฉลียวฉลาด เขาไม่ควรทำลาย
ความสัมพันธ์ที่น้องสาวพยายามปกป้อง แต่ในใจของเจิ้งหรูเชียนยัง
มีความเกลียดชัง
เหตุใดเด็กหญิงวัยแปดขวบจากตระกูลอื่น ถึงสามารถสวมใส่
รองเท้าปักไข่มุกได้ ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มีสาวใช้คอยตามปรนนิบัติ
หลายคน
แต่น้องสาวของเขากลับใส่เสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาเก่า ๆ ถูกคน
ผลักจนล้มแล้วก็ยังต้องแก้ต่างปกป้องพวกเขา
โลกนี้ช่างไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!
เจียงเซิงเป็นน้องสาวที่ดีที่สุดในโลก สมควรได้รับการปฏิบัติ
อย่างดีที่สุดในโลกด้วย
เจิ้งหรูเชียนกำมือแน่น เขาบอกตนเองว่าในอนาคตต้องทำให้
น้องสาวมีสถานะสูงส่ง มั่งคั่ง และน่าภาคภูมิใจยิ่งกว่าคุณหนูสามเมื่อ
ครู่นี้
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ พี่รองจะพาเจ้าไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่” เขา
จูงมือของเจียงเซิงเดินออกไป
ฟางเหิงกำกระบองไม้แน่นเดินตามไปติด ๆ
เวินจืออวิ่นวิ่งวิ่งเหยาะตามหลัง
ส่วนจ่างเยี่ยนเหลือบมองเรือนโยวหรานอย่างเย็นชา และแค่น
เสียงเย็นชา
เป็นแค่ตระกูลเจียง เหอะ!
………
สวี่โม่สอบเป็นเวลาสามวัน เจิ้งหรูเชียนและเหล่าพี่น้องก็เดินรอบ
ในเขตสามวัน
พวกเขาสังเกตราคาสินค้า ค้นหาสิ่งของใหม่ ๆ และราคาถูกเพื่อ
นำไปขายให้ชาวบ้านในอำเภอ
กระทั่งเมื่อห้องเก็บฟืนว่างเปล่าเต็มไปด้วยข้าวของมากมายแล้ว
ประตูสำนักสอบก็เปิดออก
ผู้เข้าสอบนับไม่ถ้วนแห่แหนกันออกมา
บรรดาญาติ ๆ ที่รออยู่หน้าประตูต่างร้องไห้เข้าไปหา บ้างก็กอด
ผู้เข้าสอบพลางบ่นว่าผอมแห้งลง บ้างก็หยิบขนมให้ผู้เข้าสอบกินสัก
สองคำ ด้วยกลัวว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตไม่ค่อยดีนักในสามวันนี้
เจียงเซิงมองหาสวี่โม่ท่านกลางกลุ่มคน
คราวนี้ไม่ต้องให้นางมองหาเขาอยู่นาน เด็กหนุ่มที่เดินขา
กะเผลกถือสัมภาระก็ปรากฏตัวแล้ว
“พี่ใหญ่!” เจียงเซิงตะโกนลั่นวิ่งเข้าไปหาเขา “ท่านเป็นอย่างไร
บ้าง สภาพร่างกายยังดีอยู่หรือไม่”
นางก็เหมือนกับญาติคนอื่น ๆ พวกเขาสนใจสุขภาพของคนที่
ห่วงใยมากกว่าผลของการสอบ
สวี่โม่ยิ้มบาง ใบหน้าเขาซีดขาวเล็กน้อย “ไม่เป็นไร”
เวินจืออวิ่นสายตาว่องไว เขาเห็นเลือดของพี่ชายตรงจุดนั้น จึง
รีบเข้าไปตรวจดู
ฟางเหิงกลับรีบขวางเขาไว้ “พวกเรากลับกันก่อนเถอะ”
ทุกคนกลับไปที่ห้องเก็บฟืน เวินจืออวิ่นจัดการถอดกางเกง
ของสวี่โม่ออก และพบว่าบาดแผลเขาปริแตกแล้วจริง ๆ
เขารีบทายาที่ใช้กับแผลสด แล้วเปลี่ยนเป็นผ้าพันแผลชุดใหม่
สุดท้ายก็ให้สวี่โม่คว ่านอนพักบนเตียง
สวี่โม่ยังคิดจะหยิบหนังสือออกมาดู แต่ถูกเจียงเซิงแย่งไปทันที
“ท่านสอบเสร็จแล้ว ดูไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก” เด็กหญิง
กอดอกท่าทีขึงขัง “รักษาก้นท่านให้หายก่อน ไม่เช่นนั้นต่อไปจะต้อง
กลายเป็นแผลเป็นที่น่าเกลียดมากแน่”
สวี่โม่ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ ได้แต่นอนคว ่าให้น้องสาวอย่างว่าง่าย
แต่เมื่อเขาเห็นรอยเลือดบนฝ่ามือของเจียงเซิง แววตาเด็กชายก็
เข้มขึ้น เขาถามว่า “สามวันนี้พวกเจ้าทำอะไรกันบ้าง”
เจิ้งหรูเชียนก้มหน้างุด ไม่พูดอะไร
เวินจืออวิ่น ฟางเหิง และจ่างเยี่ยนก็ไม่ได้เปล่งเสียง
เพราะพวกเขารู้ว่าตราบใดที่มีเจียงเซิงอยู่ โลกนี้ก็ไม่มีความลับ
แน่นอนว่าเด็กหญิงตัวน้อยพูดจาจนน ้าลายกระเด็น เล่าเรื่อง
ทั้งหมดให้เขาฟังอีกครั้ง
ก่อนอื่นนางก็พูดถึงเรื่องเสียดายเนื้อหมูของเจิ้งหรูเชียน จากนั้น
ก็เล่าถึงไข่มุกจำนวนมากบนรองเท้าของคุณหนูสามเจียงผู้นั้น
สุดท้ายก็โอ้อวดสมบัติที่ไปซื้อมากับพวกพี่ชาย
“ผ้าพันคอพวกนี้สวยมาก ราคาก็ถูก ถ้านำกลับไปขายที่อำเภอ
ต้องขายได้ไม่น้อยแน่ ๆ แล้วก็ปิ่นไม้พวกนี้ มีลวดลายสวยมาก ได้ยิน
ว่ามาจากแถวเมืองหลวง ข้าก็ฝืนใจสั่งซื้อมาร้อยกว่าอัน พวกมันเอง
ก็ต้องขายได้แน่นอน…”
นางชี้ไปยังกองภูเขาเล็ก ๆ ในห้องเก็บฟืน พลางพูดพล่ามไม่
หยุด
สวี่โม่ยังคงยิ้มฟังอยู่ตลอดเวลา รอจนกระทั่งเจียงเซิงพูดจนเริ่ม
เหนื่อยและวิ่งไปดื่มน ้า เขาจึงหันไปมองเจิ้งหรูเชียน “ข้าเคยเห็นใน
ตำราบอกว่า ในแถบแคว้นสู่มีวิธีเก็บรักษาเนื้อหมูวิธีการหนึ่ง โดยนำ
เนื้อหมูไปหมักดองและตากแห้ง จากนั้นใช้ไม้ของไม้ผลรมควันจะ
สามารถถนอมไว้ได้นาน ทั้งยังมีรสชาติดีเยี่ยม”
แววตาของเจิ้งหรูเชียนเปล่งประกายทันที
สองสามวันนี้เขาได้ยินมาแล้วว่า เนื้อหมูธรรมดาที่ตัดเอาส่วนดี
ๆ ออกไป จะขายได้แค่ชั่งละห้าหกเหวิน ถ้านำไปขายที่อำเภอเซี่ย
หยางก็ถือว่าได้กำไรแน่นอน แต่ติดปัญหาที่ระยะทางไกลเกินไป จึง
เก็บรักษามันไม่ได้
หากเขาสามารถเรียนรู้วิธีการหมักเนื้อหมูของชาวสู่จงได้ เนื้อ
หมูเหล่านี้หากนำไปขายต่อที่อำเภอเซี่ยหยาง ก็จะสามารถขายได้ใน
ราคาสิบเหวิน
“แต่ข้าไม่อาจรับประกันได้ว่า รสชาติของเนื้อหมูที่ทำออกมา
เช่นนี้ ชาวบ้านในอำเภอเซี่ยหยางจะยอมรับได้หรือไม่” เมื่อเห็น
น้องชายกระตือรือร้นอยากจะลองทำ สวี่โม่จึงเตือนเบา ๆ “เพราะไม่
ว่าของสิ่งนั้นจะดีเพียงใด หากไมีมีคนต้องการมันก็ไร้ประโยชน์”
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้ารับรู้
แต่เพื่อเป้าหมายในใจ หากมีโอกาสแม้เพียงน้อยนิด เขาก็
จะต้องลองดูสักครั้ง
บังเอิญว่ายังมีเวลาเหลืออีกระยะหนึ่งก่อนจะมีการประกาศผล
สอบอย่างเป็นทางการ เจิ้งหรูเชียนจึงชวนจ่างเยี่ยนไปขอซื้อเนื้อหมู
มายี่สิบชั่งจากแม่ค้า แล้วให้สวี่โม่ค้นหาในตำรามาชี้แนะ ก่อนจะลง
มือทำหมูรมควัน
ขั้นตอนแรกพวกเขาใช้สุราขาวที่มีความเข้มข้นสูงล้างเนื้อให้
สะอาด จากนั้นผัดเกลือและพริกไทยให้หอมทาลงบนเนื้อ หมักจน
เนื้อมีน ้าซึมออกมาก็นำขึ้นไปแขวนตากไว้ในที่ลมโกรก
งานเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เจิ้งหรูเชียนไม่มีพรสวรรค์ด้านการ
ทำอาหารเลย หลังจากทำเนื้อหมูเสียไปถึงสามชั่ง สวี่โม่ก็ทนไม่ไหว
คิดจะอาสาไปช่วยทำทั้ง ๆ ที่ยังบาดเจ็บอยู่
ผังต้าซานซึ่งนิ่งเงียบมาตลอดพลันถลกแขนเสื้อขึ้น “ข้าทำเอง”
เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ แต่กลับหมักหมูรมควันได้อย่างละเอียด
ประณีต เพื่อตรวจดูว่าหมักเข้าเนื้อดีแล้วหรือยัง เขาถึงกับยอมลิ้มชิม
เนื้อดิบโดยไม่รังเกียจ
ในที่สุดหมูรมควันทั้งหมดก็ถูกนำไปตากแดดจนด้านนอกแห้ง
จากนั้นขั้นตอนต่อไปคือการรมควัน
ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความละเอียดมากกว่าเดิม และต้องคอยเฝ้าดู
ตลอดเวลา โดยใช้ไม้ของไม้ผลจุดไฟ แล้วนำเนื้อไปรมควันซ ้าไปมา
จนกว่าเนื้อจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน ้าตาลเข้ม จึงจะสามารถนำไป
แขวนเก็บรักษาได้
เมื่อถึงเวลาต้องชิมรส ทุกคนก็เจอปัญหาเข้า
หากกินหมูรมควันโดยตรง เนื้อพวกนี้ยังถือว่าดิบอยู่ แต่หากหั่น
เป็นชิ้นแล้วนำไปผัด รสชาติกลับเค็มมากเกินไปจนกินไม่ได้
สวี่โม่หมดปัญญา เขาจึงไปค้นหาในหนังสือ แต่กลับพบเพียงวิธี
ทำ ไม่พบบันทึกที่บอกวิธีการนำไปรับประทานเอาไว้เลย
ขณะที่เหล่าพี่น้องกำลังคิดไม่ออก ผังต้าซานก็เอ่ยขึ้นมาเบา ๆ
“พวกเราลองเอามันต้มน ้าดูหรือไม่”
เมื่อนำหมูรมควันที่ตากแห้งแล้วมาต้มในน ้าร้อนจนสุกและหั่น
เป็นชิ้นบาง ๆ รสชาติที่ออกมาก็อาจจะไม่เค็มจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้มี
รสสัมผัสเหมือนเนื้อหมูธรรมดา กลับมีกลิ่นอายบางอย่างที่แตกต่าง
ออกไป
เจิ้งหรูเชียนทั้งประหลาดใจและดีใจ เขาหยิบชิ้นเนื้อขึ้นมา แล้ว
ถามอย่างสงสัยว่า “ผังต้าซาน เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร”
ผังต้าซานเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยท่าทีเศร้าสร้อย
ว่า “ข้าเคยมีมารดา นางมาจากแคว้นสู่”
แต่ต่อมามารดาก็จากไป บ้านที่ให้อาศัยก็ไม่มีอีกแล้ว ผังต้าซาน
เร่ร่อนมานานนับสิบปีจนแทบลืมเรื่องราวในอดีตไปหมดสิ้น
มีเพียงหมูรมควันที่มารดาเคยทำที่เขายังจำได้เจ็ดแปดส่วน
“วิธีการทำของพวกเราอาจจะไม่ใช่ต้นตำรับสักเท่าไหร่ ถ้าวัน
หนึ่งได้ไปเยือนแคว้นสู่ ข้าจะพาเจ้าไปลิ้มลองหมูรมควันต้นตำรับให้
ได้” เจิ้งหรูเชียนตบไหล่ผังต้าซาน
ทั้งคู่ยิ้มให้กัน ก่อนจะเริ่มลงมือทำเนื้อหมูชุดใหม่
เมื่อเนื้อยี่สิบชั่งแห้งสนิทและพร้อมเก็บไว้ได้นาน การสอบระดับ
เมืองก็ใกล้ประกาศผลแล้ว
ครั้งนี้เหล่าพี่น้องไม่ได้ไปดูผลสอบที่ป้ายประกาศ
แต่กลับมานั่งรวมกันในห้องเก็บฟืนเล็ก ๆ เฝ้าหมูรมควัน
ทั้งหลายอย่างอดทนรอคอย
จนกระทั่ง เสียงฆ้องดังขึ้น…