พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 65 ซิ่วไฉสวี่โม่
หลังจากการสอบระดับอำเภอครั้งก่อน เด็ก ๆ ทุกคนต่างก็เรียนรู้
หากสวี่โม่ไม่ได้อยู่ในอันดับรายชื่อต้น ๆ ก็ไม่มีเหตุผลให้ไปดู
ป้ายประกาศผลที่สำนักสอบ
แต่ถ้าสวี่โม่เป็นอันดับหนึ่ง ก็ไม่สามารถค้นหาชื่อของเขาเจอใน
ป้ายประกาศผลสอบได้
สู้พวกเขาเฝ้าคอยในห้องเก็บฟืนและรอฟังข่าวจะดีกว่า
ทว่ารอตั้งแต่เช้ามืดจนดวงอาทิตย์ลอยอยู่เหนือศีรษะ พวกเขาพี่
น้องก็ยังไม่ได้ยินเสียงแสดงความยินดีและเสียงฆ้องกลองดังขึ้นเลย
หรือว่าเขาจะไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งของการสอบ? หรือว่าเขาจะ
สอบตก?
พี่น้องทุกคนต่างก็พึมพำในใจ แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่กำลังนอนอาบแสงแดดพลางกินหมู
รมควัน นางกล่าวอย่างมีความสุขว่า “ข้าได้เตรียมเงินมาจำนวนหนึ่ง
ด้วยแล้ว ไม่มากไม่น้อยจากหนึ่งตำลึง”
เป็นเพราะเรื่องครั้งก่อน นางถึงได้รู้ว่าคนที่มาแจ้งข่าวดีต้องมอบ
เงินรางวัลให้ด้วย น้อยที่สุดก็คือหนึ่งตำลึงหรือไม่จำกัดจำนวนเงิน
เจียงเซิงจึงเตรียมเงินไว้ตามข้อกำหนดขั้นต ่านั้นทันที
แต่สิ่งที่ตรงข้ามกันกับการมองโลกในแง่ดีของนางอย่างสิ้นเชิง
คือสีหน้าเคร่งเครียดของพี่ชายทั้งห้า สายตาที่กำลังมองหาและ
ท่าทางพวกเขาดูลังเลเล็กน้อย
ในขณะที่พวกเขากำลังสงสัยว่าตำแหน่งอำดันหนึ่งคงจะตกเป็น
ของคนอื่นจริง ๆ ฉับพลันนั้นเสียงกลองและตีฆ้องก็ดังขึ้น
เจิ้งหรูเชียนกระโดดร้อง “มาแล้ว!” เขาวิ่งออกไปเป็นคนแรก
ฟางเหิงตามไปติด ๆ ท่าทางเขาตื่นเต้นราวกับลิงตัวน้อย
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนมองตากัน พวกเขาทั้งคู่มีนิสัยค่อนข้าง
สุภาพและเชื่องช้า นับตั้งแต่กระโดดลงจากเตียงกระทั่งสวมรองเท้า
เสร็จ ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากประตูห้องเก็บฟืน เจิ้งหรูเชียนกับฟาง
เหิงก็กลับมาแล้ว
คนหนึ่งก้มหน้าซึมเศร้า อีกคนสีหน้าเขียวคล ้า
สวี่โม่ใจหายวาบ เอ่ยถามเสียงเบาว่า “หรือว่าผู้สอบที่พักอยู่ใน
โรงเตี๊ยมได้อันดับหนึ่ง?”
เจิ้งหรูเชียนส่ายหน้าอย่างขุ่นเคือง “เป็นงานเลี้ยงครบเดือนของ
บ้านข้าง ๆ”
สวี่โม่ตอบรับ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ารสชาติของการรอคอยช่าง
ทรมานจิตใจเหลือเกิน หากเขาสอบไม่ได้อันดับหนึ่ง การไปร้องเรียน
ที่ศาลเขตเขาก็ยินดีถูกโบยห้าสิบไม้
มันน่าอึดอัดเกินไปที่เขารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองห้อยค้างอยู่ใน
อากาศ
“พอกันที” เขาตัดสินใจฮึดฮัด ผุดลุกขึ้นยืนทันที “ไม่ต้องสนใจ
ว่าข้าจะได้อันดับหนึ่งหรือไม่แล้ว พวกเราไปศาลเขตกันเถอะ”
แต่ยังไม่ทันให้เขาได้สวมใส่รองเท้า ข้างนอกก็มีเสียงฆ้องกลอง
ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ทุกคนไม่กล้าขยับ ต่างมองหน้ากันไปมาและลังเลอยู่กับที่
“มันอาจเป็นงานเลี้ยงครบเดือนของบ้านนั้นที่เชิญคนมาอีกก็ได้”
เจิ้งหรูเชียนพูดเสียงอู้อี้
ฟางเหิงเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย “หรืออาจจะเป็นงานแต่งของใครสัก
คน”
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนถอนหายใจพร้อมกัน
สวี่โม่ยิ่งหลับตาแน่น
เจียงเซิงกินหมูรมควันคำสุดท้าย นางกำลังดูดนิ้วที่เปื้อนน ้ามัน
พลันเห็นพี่ชายทุกคนทำตัวราวกับเป็นคนโง่ จึงส่ายหน้าพลางหยิบ
เงินที่เตรียมไว้บนโต๊ะ แล้วจำใจไปดูด้านหน้าของโรงเตี๊ยม
เสี่ยวเอ้อร์กำลังสนทนากับคนที่ตีกลอง
เมื่อเห็นเจียงเซิงมา เขาก็รีบชี้ไปที่นางแล้วกล่าวว่า “คนนี้ เด็ก
คนนี้แหละ นางคือน้องสาวของเด็กชายที่บาดเจ็บคนนั้น”
กลุ่มคนที่ตีฆ้องกลองรีบวิ่งเข้ามาหา ก่อนตะโกนเสียงแหลมสูง
ว่า “ขอแสดงความยินดีกับสวี่โม่ที่ได้เป็นอันดับหนึ่งของการสอบ
ระดับเมือง”
เจียงเซิงยิ้มกว้างจนตาหยี “ขอบคุณ ขอบคุณเจ้าค่ะ”
จากนั้นก็มอบเงินหนึ่งตำลึงให้พวกเขาไป ครั้งนี้ถือว่าได้แสดง
ความยินดีจริง ๆ แล้ว
ผู้มาแจ้งข่าวจากไปด้วยความปลาบปลื้ม ทิ้งเจียงเซิงให้ยืนถือ
จดหมายสีแดงสดอย่างภาคภูมิใจ และสบสายตาอิจฉาจากคนทั่วทั้ง
โรงเตี๊ยม
“น้องสาว พี่ชายของเจ้าเก่งมากจริง ๆ อีกไม่นานเขาคงด้เป็นซิ่ว
ไฉแล้ว” เสี่ยวเอ้อร์เปลี่ยนท่าทีกับเจียงเซิงไปเป็นสุภาพขึ้นมาก
ราชวงศ์ต้าอวี๋ให้ความสำคัญกับการศึกษา แต่การสอบเข้ารับ
ราชการกลับยากเย็น หลายคนผมหงอกขาวไปแล้วยังเป็นแค่ถงเซิง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ดิ้นรนเพื่อให้ได้ตำแหน่งซิ่วไฉทั้งชีวิต
สวี่โม่อายุน้อยกลับได้อันดับหนึ่งของเมืองแล้ว อนาคตของเขา
ต้องสดใสแน่นอน
ซึ่งเรื่องนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่าสวี่โม่ยังได้อันดับหนึ่งของการสอบระดับ
อำเภออีกด้วย
เจียงเซิงขอบคุณเสี่ยวเอ้อร์ เดินกระโดดโลดเต้นกลับไปที่ห้อง
เก็บฟืน นางวางจดหมายลง แล้วหยิบหมูรมควันขึ้นมาแก้หิว
“เจียงเซิงน้อย นี่คืออะไรกัน” เจิ้งหรูเชีย ตกใจจนพูดไม่ออก
เจียงเซิงเคี้ยวไปพลางดื่มน ้า “จดหมายแจ้งข่าวอย่างไรเล่า ข้าม
อบเงินให้พวกเขาไปหนึ่งตำลึงแล้วด้วย”
เจิ้งหรูเชียนตาโต พูดจาอะไรไม่ออก
ฟางเหิงมือสั่นเทา วิ่งเข้าไปกอดสวี่โม่ทั้งร้องไห้และหัวเราะ
เวินจืออวิ่นน ้าตาคลอเบ้า ตื่นเต้นจนควบคุมตนเองไม่ได้ เขาจึง
เช็ดน ้าตาทั้งหมดลงบนตัวของจ่างเยี่ยนแทน
ครึ่งวันที่ผ่านมา พวกเขากำลังหวั่นกลัวมากเท่าใด บัดนี้ก็ยินดี
ปรีดามากกว่าเท่านั้น
สวี่โม่ยืนตะลึงไปครู่ใหญ่ เมื่อได้สติก็คว้าจดหมายมา “ไปกัน
เถอะ ไปที่ศาลเขต”
ในบรรดาน้องชายทั้งสี่คน ผู้ที่สวมรองเท้าก็สวมไป ผู้ที่ผูกเสื้อ
คลุมก็ผูกไป
แม้แต่ผังต้าซานที่อยู่คนเดียวในมุมห้องก็ยังเข้ามาช่วยเหลือ
เจียงเซิงยังคงดื่มน ้าอยู่ นางกินหมูรมควันมากเกินไป ตอนนี้ทั่ว
ปากจึงรู้สึกเค็มจนทนแทบไม่ไหว
เจิ้งหรูเชียนพลันคว้าตัวนางและพาขึ้นเกวียนม้าทันที
เกวียนม้ามุ่งหน้าสู่ศาลเขต
เพียงจอดเทียบยังไม่ทันได้เข้าไป ก็เห็นผู้ว่าการเขตอันสุ่ยยืนยิ้ม
รออยู่ที่ประตูศาลเขตแล้ว ข้าง ๆ เขายังมีที่ปรึกษายืนอยู่ด้วย
ดูเหมือนพวกเขากำลังสนทนากันอยู่
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยกล่าวอย่างภูมิใจ “ข้าไม่ได้มองผิดใช่หรือไม่”
“…ต้องยอมรับว่าเจ้าเก่งกาจจริง ๆ” ที่ปรึกษาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี แต่ท่านได้พบเขาแล้ว”
รอจนกระทั่งเกวียนม้าจอดลงตรงหน้า
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยรีบเก็บรอยยิ้มจนหน้าบานนั้นไป และกลับมา
มีท่าทางสง่างามเคร่งขรึมดังเดิม
ทว่าเมื่อเห็นสวี่โม่ก้าวลงมาจากเกวียนม้า หางตาเขาก็อดที่จะ
โค้งขึ้นเล็กน้อยอย่างยินดีไม่ได้
“ใต้เท้า” สวี่โม่ทำท่าจะคุกเข่าลงทันที
แต่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยรีบรั้งตัวเขาไว้
“ใต้เท้า?” เสียงนี้เต็มไปด้วยความสงสัย
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยพยุงตัวเขาให้ยืนแล้วตบไหล่เบา ๆ มองหนุ่ม
น้อยผู้เก่งกาจคนนี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพยักหน้ากล่าวว่า “ไม่
เลว ไม่เลวเลย”
“เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวัง เป็นทั้งอันดับหนึ่งของการสอบระดับ
อำเภอและระดับเมืองจนถึงตอนนี้เจ้าไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว”
สวี่โม่รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
ที่ปรึกษาย ้าเตือนว่า “ราชวงศ์ต้าอวี๋มีกฎว่า หากสอบได้อันดับ
หนึ่งสองครั้งติดต่อกัน ไม่ต้องสอบระดับมณฑลก็เป็นซิ่วไฉได้”
สวี่โม่ยิ่งมึนงงหนักกว่าเก่า
วันนี้มีเรื่องน่าตกใจกระหน ่าเข้ามาบ่อยครั้งและรุนแรงมาก เขา
เพิ่งจะสอบระดับอำเภอไปไม่กี่เดือน และด้วยสถานการณ์บางอย่างจึง
เข้าสอบระดับเมืองต่อ
โชคดีที่ครั้งนั้นเขาได้อันดับหนึ่งของอำเภอ จากนั้นก็ได้อันดับ
หนึ่งของเมืองอย่างไม่คาดฝันแุีห
ซ ้าตอนนี้ เขายังเป็นซิ่วไฉแล้ว
สวี่ซิ่วไฉ
เขาไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป เไม่ต้องคุกเข่าในศาล ได้รับการ
ยกเว้นภาษีและเกณฑ์แรงงาน สามารถเป็นอาจารย์สอนในสำนัก
ศึกษา และยังสามารถสอบเป็นจวี่เหรินได้อีกด้วย
เส้นทางชีวิตของเขาเปิดอยู่ตรงหน้าแล้ว
ต่อให้เจอนายอำเภอเซี่ยหยางอีกครั้ง เขาก็ไม่กลัว ทั้งยัง
สามารถโต้กลับได้ สามารถคัดค้านได้ นายอำเภอเซี่ยหยางไม่มีสิทธิ์
มาจัดการกับเขาอีกต่อไป เพราะหากจะทำแบบนั้น อีกฝ่ายต้องยื่น
เรื่องไปยังเมืองหลวงเพื่อถอดยศซิ่วไฉของเขาก่อน จึงจะจับกุมและ
ลงโทษได้
ดวงตาของสวี่โม่เปียกชื้นไปด้วยน ้าตา
แต่ข่าวที่ทำให้เขาตื่นเต้นยิ่งกว่านั้นยังมีต่อ
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยลูบหนวดเคราพลางยิ้มแล้วกล่าวว่า “คดีของ
นายอำเภอเซี่ยหยางมีผู้เกี่ยวพันมากมาย ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ ถ้า
เช่นนั้น ก็ควรไปจัดการเรื่องนี้ที่อำเภอเซี่ยหยางเถอะ จะได้เก็บ
รวบรวมพยานและหลักฐานได้ดีกว่านี้”
ที่ปรึกษาซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ตาเบิกกว้าง ร้องว่า “ไม่ได้ ๆ”
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเขา รีบโบกมือก้าวขึ้น
รถม้า
เสียงม้าร้องดัง เจ้าหน้าที่ศาลหลายสิบคนติดตามไป มุ่งหน้าไป
ยังอำเภอเซี่ยหยางอย่างยิ่งใหญ่