พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 66 การพิจารณาคดีที่ไม่ยุติธรรม
การกระทำของผู้ว่าการเขตอันสุ่ยในครั้งนี้ อยู่เหนือความ
คาดหมายของทุกคนจริง ๆ
สวี่โม่ตะลึงงันไปครู่ใหญ่อย่างไม่อาจตั้งสติได้ จนกระทั่งที่ปรึกษา
ตบตัวเขาเบา ๆ “เจ้ายังไม่รีบตามไปอีกหรือ”
เขาราวกับตื่นจากความฝัน รีบพาน้องชายน้องสาวติดตาม
ขบวนของผู้ว่าการเขตไป
ระหว่างทางต้องผ่านโรงเตี๊ยม เจิ้งหรูเชียนกับผังต้าซานจึงลงไป
เตรียมเกวียนลา พร้อมทั้งขนหมูรมควันและสิ่งของเล็ก ๆ น้อยๆ ของ
เจียงเซิงกลับไปด้วย
ภายในเกวียนม้า
สวี่โม่ยังคงเหม่อลอยอยู่บ้าง เขามองรถม้าที่วิ่งนำหน้า ก่อนอด
ไม่ได้ที่จะพึมพำ “ท่านผู้ว่าการเขตเดินทางไปจัดการคดีความที่
อำเภอ ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อนเลย”
จ่างเยี่ยนเม้มปาก “ก็ไม่ใช่ไม่เคยมี แต่ไม่สามารถบันทึกไว้ได้
เท่านั้นเอง”
ตามปกติแล้ว ผู้ว่าการเขตคือผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ
นายอำเภอ สามารถเรียกนายอำเภอเข้าไปสอบสวนในศาลเขตได้
แต่จากเขตอันสุ่ยมาถึงอำเภอเซี่ยหยาง ต้องใช้เวลาเดินทาง
อย่างน้อยห้าวัน รวมระยะทางไปกลับก็สิบวันแล้ว
หากระหว่างนั้นยังต้องเรียกพยานและหลักฐานมา กว่าจะ
พิจารณาคดีจนเสร็จสิ้น ก็คงข้ามปีไปแล้ว
แต่สวี่โม่รอไม่ได้
ชาวบ้านอำเภอเซี่ยหยางยิ่งรอไม่ได้
ตามที่เจิ้งหรูเชียนเล่าให้ฟัง ในเดือนสี่นี้นายอำเภอเซี่ยหยางได้
ออกคำสั่งยกเลิกข้อกำหนด ‘ไม่เก็บภาษีสินค้าที่ส่งเข้าอำเภอ’ ทำให้
พ่อค้าที่เดินทางไปมาทุกคน จำเป็นต้องจ่ายภาษีถึงห้าส่วนของมูลค่า
สินค้า
แต่เดิมอำเภอเซี่ยหยางก็ไม่ค่อยมีพ่อค้ารายใหญ่ คนส่วนมาก
ทำมาหากินกันอย่างลำบาก เมื่อต้องจ่ายภาษีห้าส่วนนี้ กำไรก็ลดลง
ไปมาก
บวกกับค่าเช่าแผงอีกสองร้อยเหวิน รวมถึงบทลงโทษอันรุนแรง
สำหรับการลักลอบขายสินค้า ชาวอำเภอเซี่ยหยางก็ต้องไม่พอใจอยู่
แล้ว
เหตุผลที่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยไปปรากฏตัวถึงอำเภอเซี่ยหยางด้วย
ตนเอง ก็เพราะเขารักใคร่ประชาชนดั่งบุตรธิดา ไม่ต้องการให้
ชาวบ้านต้องทนทุกข์โดยไร้ความผิด
ในที่สุดหัวใจของสวี่โม่ก็กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่แล้วเอ่ย
ในใจว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านเห็นแล้วหรือไม่ ข้ากำลังจะล้างแค้น
ให้พวกท่านแล้ว”
ต้นเดือนห้า
หลังไปจากอำเภอถึงสองเดือนเต็ม พี่น้องทั้งหกก็กลับมายังผืน
แผ่นดินแห่งนี้อีกครั้ง
เมื่อสูดสายลมอบอุ่นบริสุทธิ์เข้าไป สวี่โม่ก็ยิ้มกว้าง
แต่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยซึ่งอยู่ข้างหน้ากลับไม่สบายใจนัก เขาอายุ
สี่สิบกว่าแล้ว หลังจากเดินทางไกลอย่างต่อเนื่องมาหลายวัน ร่างกาย
ก็แทบจะแตกสลาย เท้าทั้งสองข้างเหยียบลงบนพื้นราวกับเขากำลัง
เหยียบย ่าบนสำลี
สวี่โม่มีสีหน้าเปลี่ยนไป รีบเข้ามาประคองเขาทันที “ใต้เท้า พวก
ข้ามีเรือนหลังเล็ก ๆ อยู่ สามารถให้ท่านไปพักผ่อนได้”
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
แม้ว่าพวกเขาจะปกปิดตัวตนเมื่อเข้ามาในอำเภอ แต่นายอำเภอ
เซี่ยหยางไม่ใช่คนโง่ กองคนจำนวนมากที่เข้ามาในอำเภอเช่นนี้ อีก
ฝ่ายย่อมต้องตระหนักได้ถึงบางอย่าง
แทนที่จะรอให้นายอำเภอเซี่ยหยางค้นพบความผิดปกติและ
เตรียมรับมือ สู้พวกเขาเอาชนะคนให้ได้และควบคุมสถานการณ์ไว้
ก่อนจะดีกว่า
“ไปที่ว่าการอำเภอก่อนเถอะ”
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยยกมือไพล่หลัง ก้าวเดินไปข้างหน้าต่แ
สวี่โม่เห็นดังนั้น จมูกรู้สึกแสบร้อนขึ้นเล็กน้อย
มักมีคนสงสัยว่าจะมีคนที่พยายามทำงานหนักเพื่อผู้อื่นจนตาย
จริงหรือไม่
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยได้ตอบคำถามนี้ด้วยการกระทำจองตนเองว่า
มีคนเช่นนั้นจริง ๆ
เห็นได้ชัดว่าเขาสามารถไปพักผ่อนได้ แต่เพื่อสวี่โม่และความ
จริงที่ไขให้กระจ่าง เขาจึงต้องจัดการเรื่องงานเป็นอันดับแรก
ที่ว่าการอำเภอเซี่ยหยาง เบื้องหน้ากลองร้องทุกข์
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยหยุดฝีเท้า มองไปยังเหล่าเจ้าหน้าที่ศาลซึ่ง
ติดตามมาในระยะสิบก้าว แล้วตะโกนเรียก “เหล่าหยวน”
เจ้าหน้าที่หยวนผู้ที่เคยนึกสนใจสวี่โม่ในตอนนั้นก้าวออกมา
ทันที ก่อนจะเดินไปเคาะประตู
ประตูที่ว่าการเปิดออกอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับโผล่มาเพียงศีรษะ
เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่หยวนเป็นคนแปลกหน้า จึงดุด่าเสียงเย็นชา “เจ้า
มาทำอะไรกัน กลางวันแสก ๆ จะมาเคาะประตูเพื่ออะไร”
เจ้าหน้าที่หยวนแทบจะหัวเราะด้วยความโมโห “ที่นี่คือที่ว่าการ
อำเภอ เป็นสถานที่ให้ชาวบ้านมาร้องทุกข์ หากไม่ให้เคาะประตู แล้ว
เจ้าจะมีประตูไปทำไม!”
คนผู้นั้นไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าโต้เถียงจึงโมโหจัด จึงก้าว
ออกมาพลางถลกแขนเสื้อ “เจ้าดูสิ มีกลองร้องทุกข์อยู่ เจ้าก็ตีกลอง
ร้องทุกข์ไปสิ”
เจ้าหน้าที่หยวนไม่มีทางเลือก เขาหยิบไม้ใหญ่สองอันขึ้นมาตี
กลองร้องทุกข์สามที
“อย่างนี้ก็ได้แล้วใช่หรือไม่”
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าคนที่เปิดประตูกลับหันหลังเดินเข้าไปในที่ว่าการ
อำเภอ ทั้งยังใส่กลอนประตูอีก
เขาตะโกนมาจากด้านหลังประตูว่า “ท่านนายอำเภอไม่สบาย ไม่
สามารถออกมาพิจารณาคดีได้ชั่วคราว เจ้ามีเรื่องอะไรก็ค่อยมา
ฟ้องร้องทีหลัง”
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยนึกฉุนจนหัวเราะออกมาทันที
โชคดีที่เขาไม่ได้เรียกให้เจ้าหน้าที่ศาลคนอื่นเข้ามา แต่ให้
เจ้าหน้าที่หยวนมาเคาะเรียกหน้าประตูที่ว่าการอำเภอคนเดียวเท่านั้น
มิฉะนั้นก็คงไม่ได้เห็นสถานการณ์ที่โหดร้ายและสีหน้าท่าทางอัน
น่ารังเกียจเช่นนี้
“ช่างสมเป็นนายอำเภอเซี่ยหยางที่ดี ดีมากจริง ๆ” ผู้ว่าการเขต
อันสุ่ยสูดลมหายใจหนัก ๆ แล้วตบมือแผ่วเบา
คราวนี้เจ้าหน้าที่หลายสิบคนเดินมาเบื้องหน้าอย่างเป็นระเบียบ
โดยมีเจ้าหน้าที่หยวนเป็นหัวหน้า ก่อนจะลงมือเตะประตูใหญ่ของที่ว่า
การอำเภออย่างแรงสองสามครั้ง
เพียงชั่วพริบตานั้น ประตูใหญ่ที่ปิดไปอย่างไร้ความปรานีเมื่อครู่
ก็พังลงมา
เจ้าหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอคนเมื่อครู่ตื่นตกใจ เขากำลังจะลุก
ขึ้นมาตะโกนด่า
ทว่าเมื่อเห็นเหล่าเจ้าหน้าที่ศาลที่ดุดันแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม
อยู่ด้านหลังผู้ว่าการเขตอันสุ่ย เขาก็ต้องตกใจจนปิดปากเงียบและวิ่ง
หนีไปคนละทิศทาง
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยนั่งลงบนที่นั่งหลักด้วยสีหน้าเย็นชา ป้าย
ตัดสินคดีเที่ยงธรรมและชัดเจนแขวนสูงอยู่เหนือศีรษะ
เจ้าหน้าที่หยวนนำคนบุกเข้าไปในจวนด้านหลัง จับตัว
นายอำเภอเซี่ยหยางและฮูหยินที่กำลังพักผ่อนอยู่มาทั้งหมด
“อำเภอเซี่ยหยาง ผู้บังอาจ!”
เสียงเคาะไม้ดังขึ้นหนึ่งครั้ง การพิจารณาคดีก็เริ่มต้น
ในตอนแรก ชาวบ้านเพียงแอบมองด้วยความสงสัย แต่เมื่อพบว่า
ผู้ที่ถูกสอบสวนเป็นผู้ปกครองของอำเภอเซี่ยหยาง ทุกคนก็ตกใจรีบ
วิ่งไปบอกให้รู้ทั่วกัน
ไม่นาน ผู้คนก็แน่นขนัดอยู่ด้านหน้า
ด้วยเจียงเซิงเป็นตัวเล็ก ๆ ถูกคนเบียดจนตัวแทบปลิว แต่เพื่อพี่
ใหญ่ นางยังคงปักหลักอยู่แถวหน้าของประตูที่ว่าการอำเภออย่างไม่
ลังเล
เดิมทีนายอำเภอเซี่ยหยางยังรู้สึกงุนงง พลางพยายามพูดคุยกับ
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมงานกัน
จนกระทั่งสวี่โม่มายืนอยู่กลางห้องโถง สีหน้าของเขาจึง
เปลี่ยนไปในที่สุด
“วันนี้ สวี่ซิ่วไฉได้กล่าวหาว่า นายอำเภอเซี่ยหยางวางแผน
สังหารนายอำเภอสวี่และภรรยา ข้าได้มาที่อำเภอเซี่ยหยางด้วย
ตนเอง ก็เพื่อค้นหาความจริง” ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยเคาะไม้อีกครั้ง ชวน
ให้ผู้คนในห้องโถงตะดุ้งตกใจจนตัวสั่น “นายอำเภอเซี่ยหยาง ท่านมี
อะไรจะพูดหรือไม่”
แน่นอนว่าเขามี
สีหน้าของนายอำเภอเซี่ยหยางแสดงความตกใจ แต่น ้าเสียงกลับ
ยังหนักแน่น “ใต้เท้า นี่ล้วนเป็นการใส่ร้าย ข้าน้อยซื่อสัตย์และซื่อตรง
จะกล้าทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร ความจริงแล้วนายอำเภอสวี่นั้น
ยักยอกเงินงบประมาณ หลังจากถูกตัดสินโทษแล้ว เขาไม่อาจทนรับ
ความอับอายจึงฆ่าตัวตายไป”
เขาคุกเข่าข้างหนึ่งและสะบัดชายเสื้อ “ขอใต้เท้าพิจารณาด้วย”
ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม เมื่อเผชิญหน้ากับความผิด สิ่งแรกที่ทำย่อม
ไม่ใช่การสารภาพ แต่เป็นการพยายามแก้ตัวและหลีกเลี่ยงความผิด
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยไม่แปลกใจนัก เขามองไปทางสวี่โม่ “เบิก
หลักฐานและพยาน”
หลักฐานนั้นง่ายมาก เป็นบัญชีที่ที่ปรึกษานายอำเภอสวี่เคยทิ้ง
ไว้ในอดีต ซึ่งพอจะพิสูจน์ได้ว่านายอำเภอสวี่นั้นซื่อสัตย์มาตลอด
ชีวิต ไม่เคยโกงกินหรือรับสินบนใด ๆ
ส่วนพยานนั้น ฟางเหิงและเจิ้งหรูเชียนรีบขี่ม้าไปทางวัดร้างฝั่ง
ตะวันตกของอำเภอ เพื่อพาตัวภรรยาของที่ปรึกษามา
แม้ว่าภรรยาของที่ปรึกษาจะมีอาการสับสนเป็นบางครั้ง แต่เมื่อ
นางคุกเข่าลงต่อหน้าศาล นางก็เข้าใจผิดคิดว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าคือ
นายอำเภอสวี่คนก่อน จึงร้องไห้ออกมาทันที “ใต้เท้า เป็นความผิด
ของข้ากับสามีที่ทำให้ท่านผิดหวัง ข้ารับของกำนัลจากเจ้าคนชั่ว
จูจื้อ ข้าขอโทษ หลักฐานการคดโกงและรับสินบนนั้น ล้วนถูกปั้นแต่ง
ขึ้นมาทั้งสิ้น”
“นังสารเลว!” นายอำเภอเซี่ยหยางโกรธจัด ลุกขึ้นยืนและกำลัง
จะลงมือทุบตีคน
ภรรยาของที่ปรึกษาตกใจกรีดร้องเสียงดัง “คนชั่ว! คนชั่ว! จูจื้อ
เจ้าจะไม่ได้นตายดีแน่”
ชื่อของนายอำเภอเซี่ยหยางก็คือ จูจื้อ
ทุกอย่างเหมือนจะชัดเจนขึ้นแล้ว สวี่โม่จึงฉวยโอกาสกล่าวหาฮู
หยินนายอำเภอว่านางจ้างวานนักฆ่ามาสังหารคน
ดาบยาวที่ฟางเหิงชิงมาได้ก็คือหลักฐานชิ้นสำคัญ และนำตัว
สาวใช้ที่กำลังตัวสั่นเทามาสอบสวนต่อ เมื่อเอ่ยถามนางก็สารภาพ
ทั้งหมดออกมา
ในวันนั้น คดีของฮูหยินนายอำเภอก็ได้ข้อสรุปแล้ว
แต่เมื่อถึงคราวของนายอำเภอจูจื้อ เขากลับปฏิเสธหัวจนฝา ร ่า
ร้องว่าตนบริสุทธิ์
ไม่ว่าผู้ว่าการเขตอันสุ่ยจะใช้วิธีใด ทั้งใช้การโบยหรือวิธีทรมาน
อย่างอื่น จูจื้อก็ไม่ยอมรับสารภาพ
พวกเขาไม่มีทางเลือก จึงต้องขังอีกฝ่ายไว้ในห้องขังชั่วคราว
ก่อน
วันนั้นเอง ในช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใดรู้เห็น ที่ปรึกษาข้างกายของจูจื้อ
ได้แอบขึ้นรถม้าคันหนึ่ง มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองหลักของเขตอันสุ่ย
ดูเหมือนว่าเขาจะไปขอความช่วยเหลือจากใครสักคน