พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 67 ความทะเยอทะยานของเจิ้งหรูเชียน
ทุกคนรู้ดีว่าความเร็วของลานั้นช้ากว่าม้า
จากเขตอันสุ่ยไปถึงอำเภอเซี่ยหยาง หากนั่งรถม้าจะใช้เวลาห้า
วัน แต่ถ้านั่งเกวียนลาจะใช้เวลาถึงหกวัน
ยิ่งหากเป็นเกวียนลาที่บรรทุกสินค้าเต็มเล่มด้วยแล้ว ยิ่งช้าไปกัน
ใหญ่
เมื่อเจิ้งหรูเชียนกับผังต้าซานขับเกวียนที่บรรทุกหมูรมควันเต็ม
เล่มกลับมาถึงอำเภอเซี่ยหยาง จูจื้อก็ถูกจองจำอยู่ในคุกใต้ดินแล้ว
ทำให้พี่รองดีใจจนมุมปากแทบจะยกถึงหลังหู
แต่เขาไม่มีเวลามายินดีกับทุกคน เพราะต้องรีบไปขนส่งผักแล้ว
อย่างแรกคือผักกาดหิมะ
ก่อนที่เจิ้งหรูเชียนจะจากไป เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าครั้งนี้คง
ไม่ได้กลับมาเร็วนัก แต่ก็ไม่อยากหยุดรับผัก จึงทิ้งเงินสิบตำลึงเอาไว้
ให้พี่น้องของผังต้าซาน เพื่อให้พวกเขารับผักกาดหิมะต่อไป
หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนกว่า ในถ ้าที่พวกเขาอาศัยอยู่ก็แทบจะ
ถูกผักกาดกองท่วมหัว
เจิ้งหรูเชียนรีบบรรทุกผักกาดหิมะใส่เกวียนลาสองเล่มจนเต็ม
ก่อนจะออกเดินทาง เขาถามซ ้าหลายครั้งว่า “พี่ใหญ่ จูจื้อเข้า
คุกไปแล้วจริง ๆ ใช่หรือไม่ ที่นี่ไม่ต้องการข้าแล้วใช่หรือไม่ ข้าจะไป
รับผักแล้วนะ”
สวี่โม่ถอดเสื้อคลุมออก และสวมชุดยาวสีฟ้าอ่อน ดูมุ่งมั่นและ
กระตือรือร้นเหมือนบัณฑิตน้อยคนหนึ่ง “มีท่านผู้ว่าการเขตคอยดูแล
อยู่ เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย”
“ตัวการสำคัญถูกจับได้แล้ว ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” เจิ้งหรูเชียน
หัวเราะสองหน แล้วขับเกวียนผักที่ยรรทุกจนเต็มออกไป
ยังมีหมูรมควันห้าชั่งที่จะส่งให้นายอำเภอผัง
เจิ้งหรูเชียนไม่มีความสามารถอื่นใด นอกจากการจดจำบุญคุณ
คน
เดิมทีนายอำเภอเซี่ยหยางและฮูหยินของเขา เปรียบเสมือนดาบ
ที่ยกค้างอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา แต่นายอำเภอผังได้รับผังต้าซาน
ไปเป็นหลานชายกำมะลอ และออกหน้าปกป้องพวกเขา เจิ้งหรูเชียน
จึงต้องการตอบแทนบุญคุณนี้
เขารู้ว่านายอำเภอผังเป็นคนซื่อสัตย์ไม่รับสิ่งของ จึงอาศัยชื่อ
ของหลานชายตัวปลอมส่งเนื้อและผักรวมถึงอาหารพื้นเมืองไปให้
นายอำเภอผังยังคงยืนกรานปฏิเสธ แต่ภายหลังเมื่อเห็นว่าเจิ้งหรู
เชียนกล่าวขอบคุณด้วยใจจริง จึงค่อย ๆ ยอมรับมัน
ในทางกลับกัน เขาก็ให้การคุ้มครองเจิ้งหรูเชียนมากมาย
ตอนนี้ผู้คนในอำเภออวิ๋นสุ่ยต่างรู้กันว่า เจิ้งหรูเชียนมักจะเข้า
ออกจวนท่านนายอำเภออวิ๋นสุ่ยอยู่เสมอ เวลาทำการค้ากันจึงไม่กล้า
ดูถูกเขาเพียงเพราะอายุยังน้อย
อย่างร้านขายผักที่ขายผักกาดหิมะ เมื่อเห็นเจิ้งหรูเชียนมา แม้
จะบ่นว่าเขาไม่มาส่งของนานแล้ว ทำให้ร้านขาดสินค้าไปนานแต่ก็
ไม่ได้โมโหใส่ เพียงเตือนเขาว่า “ถ้าเจ้ามาได้ไม่บ่อยนัก ก็ขนส่งมา
ให้มากหน่อย ครั้งหนึ่งข้าขายได้สองเดือน”
เจิ้งหรูเชียนยิ้มรับปาก พร้อมมอบหมูรมควันสองชั่งให้
คำบ่นเจ้าของร้านผักหายไปทันที เขารับมันด้วยรอยยิ้มแล้ว
กล่าวว่า “ขอบคุณน้องชายเจิ้งที่ยังไม่ลืมข้าตอนเจ้าเดินทาง”
เจิ้งหรูเชียนยิ้มแป้นกลับจากร้านผักแห้ง แล้วมุ่งหน้าไปยัง
หมู่บ้าน
ท่านป้าและท่านน้าที่สนิทสนมกันในวันวานเริ่มบ่นมากขึ้น ต่าง
คนต่างดึงเสื้อเขาแล้วถามว่า “เจ้ามารับผักทุกวันช่วงฤดูหนาว แต่
พอถึงฤดูใบไม้ผลิที่พวกเราเก็บผักได้แล้ว เจ้ากลับไม่มา ทำไมกัน
เจ้าไม่ชอบรับของสดใหม่หรือ”
แม้แต่ผังต้าซานก็ไม่รอดเงื้อมมือไป เขาโดนท่านป้าทั้งหลาย
ห้อมล้อมและพึมพำว่า “ถ้าไม่มาอีก ผักของข้าคงจะเน่าคาดิน
หมดแล้ว”
ต้นฤดูใบไม้ผลิของเดือนห้า เป็นช่วงเวลาที่ผักสารพัดชนิด
เติบโตพร้อมเก็บเกี่ยว
ท่านป้าแต่ละคนอุ้มผักมากองหนึ่ง ไม่นานเกวียนสองเล่มก็
บรรทุกจนเต็มแล้ว
แต่ข้างหลังยังมีท่านป้าเข้าแถวรออีกหลายสิบคน
เมื่อเห็นว่าลากำลังจะล้มเพราะน ้าหนักที่บรรทุกเกินไป เจิ้งหรู
เชียนรีบโบกมือห้ามปราม “ท่านป้า ท่านน้า เกวียนข้าบรรทุกไม่ไหว
แล้วจริง ๆ บรรทุกไม่ไหวแล้ว”
ดังนั้นพวกนางจึงต้องเก็บผักกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์ พลาง
ตะโกนว่า “เสี่ยวเจิ้ง คราวหน้าเจ้าต้องพาคนกับเกวียนมาให้มากกว่า
นี้นะ”
เจิ้งหรูเชียนรับปากเร็ว ๆ แล้วจึงรีบหนีกลับจากอำเภออวิ๋นสุ่ยมา
ที่อำเภอเซี่ยหยาง
ระหว่างทาง
ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่พูดอะไร
ผังต้าซานครุ่นคิดพลางมองไปที่เจิ้งหรูเชียน สักพักใหญ่เขาจึง
ถามว่า “เจ้าจะพาคนไปที่อำเภออวิ๋นสุ่ยมากขึ้นหรือไม่ ข้าว่าพวกพี่
น้องข้าก็สามารถเก็บผักกาดหิมะได้ด้วยตัวเองแล้ว”
สิ่งที่เขาคิดคือหากทำแบบนี้ได้ ก็จะมีคนหาเงินได้มากขึ้น และ
สามารถย้ายจากถ ้าที่ชื้นมืดไปเช่าที่อยู่ในอำเภอได้
ส่วนเจิ้งหรูเชียนกำลังคิดว่า เขาสามารถรับผักมาได้มากขึ้น แต่
จะเอาไปส่งที่ไหนดีเล่า
แม้ว่าเถ้าแก่ไป๋จะพูดเกินจริงไปบ้าง แต่ร้านเรือนโยวหรานก็เป็น
เพียงร้านอาหารเล็ก ๆ ที่รับซื้อได้ในปริมาณจำกัด
นอกจากว่าจะเป็นร้านเรือนโยวหรานในเขตอันสุ่ย
เจิ้งหรูเชียนขมวดคิ้ว ภาพของเจียงเซิงที่มือบาดเจ็บผุดขึ้นมาใน
หัวของเขาซ ้า ๆ จึงทำให้เขารู้สึกลังเล
สติของเขาบอกว่าการร่วมมือกับร้านเรือนโยวหรานนั้นมี
ประโยชน์มาก แต่ในใจกลับไม่ชอบร้านในเขตอันสุ่ยสักนิด และเขา
ยังกังวลอีกว่าผู้ดูแลร้านจะเป็นพวกชอบประจบสอพลอเจ้านายและ
ข่มเหงลูกน้อง ทั้งยังจะดูถูกพ่อค้าผักตัวเล็ก ๆ อย่างเขา
“เอาผักพวกนี้ไปส่งก่อนเถอะ”
เจิ้งหรูเชียนกลับมาถึงอำเภอเซี่ยหยางแล้ว ก่อนอื่นเขาก็นำผัก
ไปส่งที่ร้านเรือนโยวหราน จากนั้นก็นำหมูรมควันห้าชั่งที่เตรียมไว้
ก่อนหน้านี้ไปให้เถ้าแก่ไป๋
“เด็กดี นี่เป็นของพิเศษจากแคว้นสู่ใช่หรือไม่” เถ้าแก่ไป๋สมกับ
เป็นพ่อค้าคนเก่าแก่ เขาจำได้ทันทีว่าหมูรมควันนี้มาจากที่ใด “เจ้า
ไปแคว้นสู่มาเดือนกว่าแล้วหรือ”
เจิ้งหรูเชียนเกาศีรษะอย่างเขินอาย “ข้าไม่ได้ไปหรอก เนื้อพวกนี้
ข้าเอามาจากท่านป้าที่ข้าพบโดยบังเอิญระหว่างทาง…”
ความจริงแล้วเป็นพวกเขาที่ทำเอง แต่เมื่อพูดค้อมอ้อมไปรอบ
หนึ่ง มันก็กลายเป็นของที่ได้รับมา
ผังต้าซานยืนตาโตอยู่ข้าง ๆ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเหล่าเจิ้งถึงต้อง
โกหก
“ถึงกับซื้อของพิเศษจากแคว้นสู่มาได้ เจ้าไม่เลวเลย” เถ้าแก่ไป๋
พยักหน้าช้า ๆ แล้วถามอีกประโยค “เจ้าซื้อหมูรมควันนี่มาในราคา
เท่าไหร่”
คำถามนี้ตรงไปตรงมา แม้แต่ผังต้าซานยังฟังออก เถ้าแก่ไป๋คง
จะตั้งใจรับซื้อหมูรมควัน ทำให้เขาตื่นเต้นในใจขึ้นมาทันที
เจิ้งหรูเชียนกระแอมไอ นึกทบทวนอย่างจริงจัง “ก็แค่…สักสิบเจ็ด
หรือสิบแปดเหวินต่อชั่ง”
ถึงแม้เนื้อจะถูก แต่หลังจากตากแห้งแล้วก็จะหดตัว บวกกับ
ค่าแรงในการทำ การเรีบกเก็บเงินสิบเจ็ดหรือสิบแปดเหวินก็ไม่ถือว่า
แพง
ยิ่งไปกว่านั้น จากเขตอันสุ่ยมาถึงอำเภอเซี่ยหยางยังต้อง
เดินทางหลายวัน
เจิ้งหรูเชียนไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าตัวเองใจดำและต้องการหา
รายได้พิเศษเช่นนี้
เถ้าแก่ไป๋ครุ่นคิดครู่อยู่หนึ่ง “ข้าเคยได้ยินเรื่องหมูรมควันมานาน
แล้ว แต่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะเอาเนื้อห้าชั่งนี้
ไปขายที่เรือนโยวหรานก่อน หากขายดี ข้าจะรับซื้อจากเจ้าในราคา
ชั่งละยี่สิบเหวิน เจ้าว่าอย่างไร”
จะว่าอย่างไรได้อีก แน่นอนว่าพวกเขาต้องพยักหน้าตกลงอย่าง
บ้าคลั่งสิ
เนื้อหมูราคาชั่งละห้าถึงหกเหวิน ขอแค่พยายามสักหน่อย ก็จะ
กลายเป็นชั่งละยี่สิบเหวินได้
ผังต้าซานดีใจจนน ้าตาไหล อยากจะวิ่งออกไปทำหมูรมควัน
ทันที ทำทุกวัน ทำจนตายไปข้างเลย!
เจิ้งหรูเชียนก็ตื่นเต้น แต่เขายังเรียนรู้ที่จะสงบนิ่งและสุขุมเหมือน
พี่ใหญ่ เขาครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้
เถอะ”
เถ้าแก่ไป๋ยิ้มแย้มยื่นส่งเด็กน้อยทั้งสองออกจากร้านไป
เมื่อกำลังจะจากไป เจิ้งหรูเชียนก็กล่าวอย่างจริงใจว่า “เถ้าแก่ไป๋
ย่างเข้าต้นฤดูใบไม้ผลิผักทุกที่ล้วนสดใหม่และมีปริมาณมาก ข้าเห็น
ว่าอำเภอเซี่ยหยางมีพืชผักมากมายเกินไป ไม่ทราบว่าเรือนโยวหรา
นของเขตอันสุ่ยต้องการผักหรือไม่ หากต้องการ ข้าจะนำไปส่งให้สัก
สองเล่มเกวียนได้หรือไม่”
หลังจากคิดดิ้นรนหาทางอื่นอยู่นาน ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะไม่
ต่อต้านอำนาจของเงิน
มีเพียงการหาเงินให้ได้มากขึ้นเท่านั้น ถึงจะซื้อรองเท้าปักไข่มุก
ให้น้องสาวได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจะสนใจทำไมว่าต้องร่วมมือกับใครกัน
เถ้าแก่ไป๋ประหลาดใจยิ่งนัก
ครั้งแรกเด็กชายคนนี้ยังขี้ขลาด แม้แต่เห็ดก็ยังไม่กล้าเอ่ยปาก
ขายให้ตนเอง เมื่อเติบโตขึ้นแล้วความทะเยอทะยานก็มากขึ้นด้วย
เขาถึงกับคิดจะขยายการค้าไปถึงเขตอันสุ่ยด้วย