พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 68 นายอำเภอจอมเจ้าเล่ห์
การมีความทะเยอทะยานเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เถ้าแก่ไป๋ไม่
ต้องการให้ผลประโยชน์ของตนเองเสียหาย
เขาครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “หากเจ้าต้องการหาเงิน การส่งผักมาก
ขึ้นก็ทำได้ แต่เจ้าต้องไม่ลำเอียง ยิ่งไม่ควรทำให้ผักของร้านเรือนโยว
หรานในอำเภอเซี่ยหยางขาดตกบกพร่อง”
“แน่นอน” เจิ้งหรูเชียนตบอกตนเอง “เถ้าแก่ไป๋วางใจได้ เรือน
โยวหรานของอำเภอเซี่ยหยางจะเป็นอันดับหนึ่งเสมอ หากเห็ดบน
ภูเขาสิบลี้โผล่พ้นดินแล้ว ข้าจะจัดหามาส่งให้ท่านที่นี่เท่านั้น ผู้ใด
ต้องการข้าก็จะขายไม่ให้”
เถ้าแก่ไป๋พอใจพยักหน้า “ข้าจะเขียนจดหมายถึงผู้ดูแลร้านใน
เขตอันสุ่ย แต่เขาจะยอมรับหรือไม่ ยังคงขึ้นอยู่กับความพยายามของ
เจ้าเอง”
ตัวอย่างเช่น ราคาผักที่น่าดึงดูดใจ คุณภาพที่คงที่ หรือสินค้า
พิเศษอย่างหมูรมควัน
เจิ้งหรูเชียนถือจดหมายด้วยท่าทางมุ่งมั่นและกล่าวขอบคุณ
ความจริงแล้วสองสามวันนี้เขาก็คิดแล้วว่า ทำไมเถ้าแก่ไป๋ถึง
ต้องการผักจากเขา ไม่รับผักของผู้อื่น
มันเป็นเพราะเขาสามารถนำผักจากที่ไกล ๆ มาได้ในช่วงฤดู
หนาวโดยที่ไม่มีผักในท้องถิ่น
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญคือ ‘การขนส่ง’
ในราชวงศ์ต้าอวี๋ไม่ได้ไม่มีการขนส่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นการส่ง
จดหมายหรือพัสดุด้วยม้าเร็ว
การขนส่งสินค้าจำนวนมากจึงยังไม่มีจริง ๆ
แม้แต่ร้านอาหารใหญ่อย่างเรือนโยวหราน ก็ยังคงใช้วัตถุดิบใน
ท้องถิ่น ใช้พ่อครัวที่เป็นคนท้องถิ่น ทำอาหารรสชาติท้องถิ่น เพื่อ
ชาวบ้านในท้องถิ่น
ข้อดีคือคนในท้องถิ่นนั้นยอมรับเรื่องแบบนี้ได้ง่ายกว่า ข้อเสียคือ
สูญเสียความหมายของการเป็นการค้าแบบเครือข่าย
ตัวอย่างเช่น ชาวเขตอันสุ่ยที่เคยชินกับรสชาติของร้านเรือนโยว
หรานในเขตอันสุ่ย เมื่อมาลิ้มลองอาหารที่ร้านในอำเภอเซี่ยหยาง
กลับพบว่ารสชาตินั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ความประทับใจที่มี
ต่อร้านเรือนโยวหรานจะตกต ่าลงทันที
เจิ้งหรูเชียนเคยถามเถ้าแก่ไป๋คุยว่า เหตุใดจึงไม่ส่งวัตถุดิบจาก
แหล่งที่แน่นอนไปยังสาขาที่อยู่ทั่วทุกแห่ง
เถ้าแก่ไป๋หัวเราะทันที “เจ้ารู้หรือไม่ว่า จากเมืองหลวงมาถึงเขต
อันสุ่ยต้องใช้เวลานานเท่าไร”
เจิ้งหรูเชียนผู้ไม่เคยไปไกลกว่าเขตอันสุ่ยส่ายหน้างุนงง
“มันใช้เวลาหนึ่งเดือน” เถ้าแก่ไป๋ตบไหล่เขา “หากขี่ม้าเร็วที่สุด
ก็ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน หากบรรทุกสินค้าจนเต็มคัน อย่างน้อยก็ต้อง
ใช้เวลาหนึ่งเดือนครึ่ง เจ้าบอกข้ามาสิว่า มีของอะไรที่เก็บรักษาได้
นานถึงหนึ่งเดือนครึ่ง”
แม้จะเป็นฤดูหนาว ภายในหนึ่งเดือนครึ่งสินค้าก็คงเน่าเสียไป
หมดแล้ว
ถึงแม้จะไม่เน่าเสีย แต่ก็ไม่มีใครอยากทำเรื่องเหนื่อยยากและไม่
คุ้มค่าแบบนี้ พวกเขายินดีจะใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมากกว่า เมื่อมีก็ใช้
ไป แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ใช่และอดทนรอฤดูกาลผันเปลี่ยน
“ความคิดที่อยากขนส่งสินค้าของเจ้านั้นดีมาก ถ้าขนส่งไปมา
ระหว่างสองอำเภอก็พอทำได้ แต่หากขยายขอบเขตออกไปคงเป็น
เรื่องยาก” เถ้าแก่ไป๋คุยพูดอย่างจริงจัง และย ้าเตือนเขาด้วยความหวัง
ดี
เจิ้งหรูเชียนเข้าใจ แต่ยังรู้สึกไม่อยากยอมรับ
เขาแยกกับผังต้าซาน ก่อนจะกลับมาที่เรือนหลังเล็ก
สวี่โม่และฟางเหิงไม่อยู่ พี่น้องคนอื่น ๆ ต่างก็ยุ่งอยู่กับงานของ
ตัวเอง
เมื่อเห็นเขามา เจียงเซิงเป็นคนแรกที่ลุกยืน “พี่รองกลับมาแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าอย่างเซื่องซึม “อืม”
ขณะเขากำลังจะเข้าห้องไปพักผ่อน
เจียงเซิงกลับดึงแขนเสื้อเขาไว้ ถามอย่างเป็นห่วงว่า “พี่รองเป็น
อะไรไป ท่านเจอเรื่องไม่สบายใจที่ไหนมาหรือ”
ได้ยินดังนั้น น้องชายอีกสองคนก็เดินเข้ามาเช่นกัน
“ท่านออกไปทำธุระ แต่เหตุใดจึงมีสีหน้าเศร้าหมองเช่นนี้” เวินจื
ออวิ่นกล่าวเสียงเบา “หรือว่าการค้าไม่ราบรื่น”
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า
ความจริงแล้วมันก็ราบรื่นดี เพียงแต่ความปรารถนาของเขา
กลับถูกความเป็นจริงทิ่มแทงจนแตกสลาย
ในปากเขารับรู้รสชาติขมฝืด แต่ในใจยิ่งรู้สึกขมขื่นมากกว่า
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร” เจิ้งหรูเชียนพยายามตอบเสียงเบา “แค่
ข้าคิดจะขนผักไปขาย แต่ว่าส่งไปไม่ถึงที่หมายผักก็เน่าเสียหมดแล้ว
อีกทั้งก็ไม่มีใครเต็มใจจะขนส่งเนื้อและผักราคาถูกไปขายให้ยุ่งยาก”
จริงอยู่ที่ราชวงศ์ต้าอวี๋มีสำนักคุ้มภัยเพียงไม่กี่แห่ง แต่ทุกครั้งที่
รับงานก็ล้วนเป็นสินค้าที่มีมูลค่าอย่างน้อยหนึ่งพันตำลึง
ไม่มีใครอยากจะขนส่งเนื้อและผักที่ราคาถูกเช่นนี้
แต่ในโลกนี้ สิ่งที่ไร้ค่าก็เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบได้
เจียงเซิงกะพริบตาพลางกล่าวว่า “พี่รองขนผักไปขายหนึ่งเที่ยว
จะได้เงินเท่าไหร่? ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่?”
เจิ้งหรูเชียนคำนวณในใจ “กำไรคงสองสามตำลึง ถ้าเดิน
ทางไกลใช้เวลาครึ่งเดือน ใกล้หน่อยก็เจ็ดแปดวัน”
“ดังนั้น คนหนึ่งคนกับพาหนะหนึ่งคัน ใช้เวลาครึ่งเดือนก็จะได้
เงินสองสามตำลึง” เจียงเซิงนับนิ้ว “แต่ป้าจางปักผ้าเช็ดหน้าทุกวัน
กลับได้ค่าจ้างแค่สามถึงห้าเหวินเท่านั้น”
ใช้เวลาครึ่งเดือนอีกฝ่ายก็ได้เงินแค่ห้าสิบหกสิบเหวิน
นี่คือเงินที่ชาวบ้านธรรมดาสามารถหาได้ในครึ่งเดือน
เจิ้งหรูเชียนพลันตาสว่าง ดูเหมือนเขาจะเข้าใจความหมาย
บางอย่างแล้ว
เจียงเซิงเท้าคางด้วยสองมือ สีหน้านางเต็มไปด้วยความเพ้อฝัน
“ข้ายังอยากจะไปขายผักกับพี่รองด้วย อย่างไรข้าก็ไม่มีอะไรทำอยู่
แล้ว คงจะดีถ้าผักเกวียนหนึ่งหาเงินได้สองตำลึง”
สำหรับเด็กหญิงวัยเดียวกับนาง หากหาเงินได้สองตำลึงในเวลา
ครึ่งเดือน คงราวกับเป็นฝันที่ไม่กล้าฝัน
เจิ้งหรูเชียนตบศีรษะตนเองทีหนึ่งเหมือนเพิ่งเข้าใจเรื่องสำคัญ
ในสายตาของคนใกญ่คนโต เกวียนที่มีเพียงเนื้อและผักหนึ่งเล่ม
ย่อมไม่มีค่าเท่าไหร่ กำไรสองสามตำลึงยังไม่พอให้ซื้ออาหารกิน
แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว การหาเงินได้สองตำลึงในครึ่ง
เดือนนั้น ถือว่าน่ายินดียิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น
ถึงแม้ระยะทางจะไกลสักหน่อย เส้นทางจะลำบากไปบ้าง แต่
สำหรับคนที่กระหายเงินทองแล้ว สามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งหมดได้
ที่สำคัญคือคนแบบนี้มีมากมาย
ดวงตาที่เดิมทีไร้ประกายของเจิ้งหรูเชียน กลับมาสดใสอีกครั้ง
ทันที
เขาประคองใบหน้าเล็ก ๆ ของเจียงเซิง แล้วหอมหน้าผากนางที
หนึ่ง “เจียงเซิงน้อย มีเจ้าอยู่นี่ดีจริง ๆ”
เจียงเซิงมึนงงไปหมด ริมฝีปากน้อยอ้าค้าง ไม่รู้ว่าพี่รองของนาง
เป็นอะไรไป
เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนที่อยู่ด้านข้างก็รู้สึกสับสน
แต่หลังจากหายสับสนแล้ว ความน้อยใจก็ตามมา โดยเฉพาะเจ้า
สี่ที่น้อยใจที่สุด
“ครั้งก่อนเจียงเซิงจุมพิตเจ้า มาตอนนี้พี่รองยังหอมเจียงเซิงอีก
มีแต่ข้า…” เวินจืออวิ่นน้อยบิดผ้าเช็ดหน้าจนแทบขาด
เจียงเซิงพลันได้สติ กำลังจะกล่าวถ้อยคำปลอบใจเขา
ทันใดนั้น ประตูใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออก
ฟางเหิงหอบหายใจหนักอยู่หน้าประตู “จูจื้อสารภาพแล้ว”
เจียงเซิงแทบจะกระโดดด้วยความดีใจ “จริงหรือ! จริงหรือเปล่า
นี่มันเรื่องดีมาก ๆ เลย”
แต่เมื่อเห็นว่าluหน้าของฟางเหิงไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย นางก็
เอียงศีรษะด้วยความสงสัย
“เขาเพียงสารภาพว่าตนเองเข้าใจนายอำเภอสวี่ผิดไปเท่านั้น
แต่ยังไม่ยอมรับว่าใส่ร้ายป้ายสีคน และยิ่งไม่ยอมรับว่าเคยรังแกพวก
เรา เขา…เขาแค่อยากจะหลุดพ้นจากความผิด” ฟางเหิงยิ่งพูดก็ยิ่ง
โกรธ จนแทบจะกำขอบประตูจนหัก
ในกฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋ การเข้าใจผิดมีโทษแค่ชดใช้
ค่าเสียหายเท่านั้น แต่การใส่ร้ายนั้นมีโทษถึงขั้นติดคุกและประหาร
ชีวิต
จูจื้อคิดจะใช้วิธีนี้เุืพ่อหลุดพ้นจากความผิด ถึงจะต ่าช้า แต่มัน
ก็ได้ผล
เขาสามารถผลักเรื่องทุกอย่างให้เป็นแค่ ‘การเข้าใจผิด’ หาก
สืบสวนไปถึงเรื่องที่ที่ปรึกษาทำเรื่องเลวร้าย เขาก็สามารถพูดได้ว่า
ตนเอง ‘ถูกลูกน้องหลอกลวง’
นี่หมายความว่า คดีที่สวี่โม่ลงแรงทุ่มเทอย่างหนัก จนถึงขั้นยอม
ถูกโบยจนบาดเจ็บสาหัสเพื่อร้องเรียน สุดท้ายก็เป็นเพียงช่วยให้
นายอำเภอสวี่พลิกคดีได้เท่านั้น
ตัวต้นเหตุอย่างจูจื้อยังคงมีชีวิตต่อ ซ ้ายังลอยนวลไปได้อีกด้วย
“หาหลักฐานเพิ่มอีกไม่ได้แล้วหรือ” ความดีใจของเจิ้งหรูเชียน
เมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่น “พวกเรา
ล่วงเกินเขาไปถึงเพียงนี้ ถ้าให้เขาพ้นผิดได้ พวกเราจะยังมีอนาคตที่
ดีรออยู่หรือ”
ฟางเหิงไม่ตอบ แต่หันไปมองสวี่โม่
ทุกคนต่างพยายามคิดว่าจะหาหลักฐานเพิ่มเติมได้อย่างไร
เพื่อให้ความผิดของจูจื้อแน่นหนาและชัดเจนขึ้น
บางที อาจจะมีคนหนึ่งที่ทำได้…
“เจ้าหน้าที่เกา!”