พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 69 ความพ่ายแพ้ครั้งแรก
เจ้าหน้าที่เกาทำเรื่องเลวร้ายมากมายให้จูจื้อ แต่เขากลับถูกใช้
งานเป็นเบี้ยหมาก ต้องทนใช้ชีวิตในคุกของอำเภออวิ๋นสุ่ย
เขาจะยอมรับได้หรือ?
คำตอบคือไม่แน่นอน
จิตใจของสวี่โม่พลันปั่นป่วนขึ้นมาทันที เขารีบดึงชายเสื้อแล้ววิ่ง
ไปที่ที่ว่าการอำเภอเพื่อรายงานเรื่องนี้
เจียงเซิงและเจิ้งหรูเชียนต่างดีใจแทนพี่ชาย
เวินจืออวิ่นกับฟางเหิงก็ยินดีเช่นกัน เมฆดำที่กดทับจิตใจมา
นานเกือบหนึ่งปีจางหายไปแล้ว
มีเพียงจ่างเยี่ยนเท่านั้นที่ขมวดคิ้ว เขาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย
“เจ้าห้า เป็นอะไรไป” ฟางเหิงบังเอิญเห็นเข้า จึงถามด้วยความ
ประหลาดใจ “หรือว่าเจ้าหน้าที่เกาคนเดียวก็ยังไม่เพียงพอจะตัดสิน
โทษเขาได้?”
ตอนนี้เจ้าห้าได้กลายเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของครอบครัวไป
เสียแล้ว
ฟางเหิงเพิ่งเอ่ยจบ สายตาของพี่น้องคนอื่น ๆ ก็มองมา
จ่างเยี่ยนคลายหัวคิ้วอย่างลังเลใจ “ตัดสินโทษได้ แต่…ข้ารู้สึก
ว่าเรื่องนี้คงไม่ง่ายดายอย่างนั้น”
ความจริงแล้วเพียงวิเคราะห์ดูก็รู้ได้ทันที
ก่อนหน้านี้ จูจื้อดื้อดึงไม่ยอมรับความผิดก็เพราะรอให้ผู้ที่หนุน
หลังเขามาช่วย
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับยอมรับผิดกะทันหัน แสดงว่าคนที่หนุน
หลังเขาคงบอกวิธีการแก้ไขสถานการณ์ให้แล้ว
การให้ปากคำที่หลบเลี่ยงประเด็นสำคัญ โดยมีความจริงเพียง
สามส่วนและเท็จถึงเจ็ดส่วน แสดงว่าผู้อยู่เบื้องหลังเขานั้นฉลาดมาก
คนเช่นนี้ จะยอมให้เจ้าหน้าที่เกาเป็นช่องโหว่ได้อย่างไร
ราวกับจะพิสูจน์ข้อสงสัยของจ่างเยี่ยน ประตูใหญ่ของเรือนก็ถูก
ผลักเปิดอย่างกะทันหัน
ซิ่วไฉน้อยที่เมื่อครู่ยังมีท่าทางผึ่งผายองอาจ ตอนนี้เขาก้าวเข้า
มาอย่างเงียบงันและหมดอาลัยตายอยาก
“พี่ใหญ่?” ฟางเหิงตกใจ “ท่านเป็นอะไรไป”
สวี่โม่เงยหน้าขึ้น มองใบหน้าของคนทั้งห้าในเรือน แล้วพยายาม
เค้นเสียงออกมา “เจ้าหน้าที่เกากลับมาแล้ว”
เพียงแต่ เขาถูกคนยกร่างมา
เด็ก ๆ ในเรือนต่างเงียบกริบ
พวกเขาไม่ใช่คนโง่ หลังจากตกใจและงุนงงไปชั่วครู่ ก็ตระหนัก
ได้ว่าเจ้าหน้าที่เกาถูกคนปิดปาก
คนที่อยู่เบื้องหลังจูจื้อช่างใจดำและโหดเหี้ยม
“ไปเถอะ พวกเราไปที่ว่าการอำเภอกัน” ฟางเหิงไม่ยอมแพ้
ทุกคนต่างพากันเดินออกไปหมด แม้แต่สวี่โม่ก็ถูกน้อง ๆ พยุงไป
ด้วย
ในเวลานี้ ที่ว่าการอำเภอกำลังคึกคักอย่างผิดปกติ
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยชี้ไปยังศพของเจ้าหน้าที่เกา สีหน้าเขาดำ
คล ้าจนพูดอะไรไม่ออก
นายอำเภอผังคุกเข่าลงข้างหนึ่ง “ข้าน้อยดูแลไม่ดีพอ ข้าน้อยมี
ความผิด”
มือของผู้ว่าการเขตอันสุ่ยตกลงอีกครั้ง พร้อมกับถอนหายใจ ชั่ว
พริบตานั้นเขาก็คล้ายแก่ลงไปถึงสามปี
หากจะพูดถึงความผิด จะเป็นความผิดของนายอำเภอผังเท่านั้น
หรือ
เมื่อครู่นี้ที่ข่าวการตายของเจ้าหน้าที่เการั่วไหลออกไป ฮูหยิน
นายอำเภอถึงกับใช้ผ้าผูกคอตายกับคานไปแล้ว
ในอำเภอเซี่ยหยางอันกว้างใหญ่ ไม่มีผู้ใดสามารถชี้ความผิด
ของจูจื้อได้อีก
“ท่านผู้ว่าการเขต ในเมื่อไม่มีหลักฐานอื่นแล้ว เช่นนั้นจะปล่อย
ตัวเขาไปหรือไม่” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่อีกฝั่งของศาลยิ้มเอ่ยถาม
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยนิ่งเงียบไม่พูดอะไร สีหน้าเคร่งขรึม
“ท่านผู้ว่าการเขต ขอทำตามกฎด้วยเถอะ” ชายหนุ่มไม่หวั่น
เกรง เขาประสานมือคารวะ “พี่สะใภ้ยังคาดหวังให้น้องชายผู้นี้กลับไป
ดูแลชาวบ้านต่ออยู่นะขอรับ”
ใต้ป้ายที่เขียนว่า ‘ตัดสินคดีเที่ยงธรรมชัดแจ้ง’ บางคนก็โกรธ
เคือง บางคนก็หยันเยาะ
แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นเสียงฮือฮาของชาวบ้านอยู่ตรงหน้าประตู
พวกเขาอาจไม่ได้หวังให้จูจื้อตาย แต่ก็ไม่ได้หวังให้จูจื้อเป็น
นายอำเภอเซี่ยหยางต่อไปอีกแน่นอน
ฟางเหิงยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ครั้งแรกเขายังโกรธเคืองตามคน
อื่น ก่อนจะเริ่มตัวสั่นทีละน้อย
เจียงเซิงซึ่งอยู่ใกล้เขาที่สุดสังเกตความผิดปกตินี้ จึงรีบจับมือ
เขาไว้ “พี่สาม ท่านเป็นอะไรไป”
ฟางเหิงกล่าวไม่ออก มือของเขาเย็นเฉียบ แต่กลับมีเหงื่อซึม
ออกมา
ครั้งนี้แม้แต่เจิ้งหรูเชียนและคนอื่น ๆ ก็สังเกตเห็น รีบประคองเขา
ออกมาจากกลุ่มคน ให้ไปพักใต้ต้นไม้
“เจ้าสาม เจ้าเป็นอะไรไป” เจิ้งหรูเชียนงุนงง
เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองหน้ากัน พลางอุทาน
เสียงเบา “ครั้งที่แล้วที่เขาเป็นแบบนี้ ก็ตอนอยู่ที่หน้าศาลเขต”
ตอนนั้นเป็นเพราะเขาเห็นป้าสะใภ้ที่จับตนเองขังไว้ในห้องเล็ก ๆ
นานถึงครึ่งปี ส่วนตอนนี้…
ทุกคนต่างใจหายวาบ
“พี่สามไม่ต้องกลัว พี่ชายทุกคนอยู่ที่นี่ ข้าเองก็อยู่ด้วย ข้าจะ
กอดท่านไว้” เด็กหญิงเข้าไปซบอิงข้างกายเขา พยายามโอบกอด
ร่างของเขาไว้ พลางปลอบประโลมราวกับอีกฝ่ายเป็นเด็กน้อย “พี่
สามกล้าหาญที่สุด ท่านไม่ต้องกลัว ท่านมีพวกเราอยู่ด้วยนะ”
ในที่สุดฟางเหิงก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
จ่างเยี่ยนไม่รู้ไปนำน ้าร้อนมาจากที่ไหน ยื่นให้เขาดื่มไปสองอึก
“ข้า…” ฟางเหิงหันกลับมา จ้องมองสายตาห่วงใยของพี่น้องชาย
และน้องสาว พลันรู้สึกว่าจมูกแสบร้อน “ข้ารู้แล้วว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลัง
จูจื้อ”
“คงไม่ใช่ป้าสะใภ้ของท่านใช่หรือไม่” เจียงเซิงตกใจจนหน้าซีด
ฟางเหิงส่ายหน้า เขาเอ่ยออกมาผ่านไรฟัน “เป็นตระกูลฟาง”
ตระกูลฟางแห่งเมืองหลวง เป็นตระกูลขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ มีกอง
กำลังทหารในมืออยู่สองหมื่นนาย เป็นคนที่ฮ่องเต้แห่งต้าอวี๋ทรงไว้
วางพระทัยที่สุด แม้ว่าหลังจากแม่ทัพฟางสิ้นชีพไปแล้ว จนอำนาจ
ลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตระกูลชนชั้นสูงของราชวงศ์
ชายหนุ่มเมื่อครู่ เป็นลูกพี่ลูกน้องอีกคนของบิดาฟางเหิง
ภรรยาของพี่ชายเขา น่าจะเป็น…อาสะใภ้ของฟางเหิง สะใภ้จู
และเป็นถึงนายหญิงตระกูลฟางคนปัจจุบัน
มีคนใหญ่คนโตเช่นนี้หนุนหลัง ไม่แปลกนักที่จูจื้อจะเหิมเกริม
ไม่แปลกนักที่ท่านผู้ว่าการเขตทำอะไรเขาไม่ได้
ไม่แปลกใจเลยจริง ๆ
เมื่อนึกถึงการตายของท่านนายอำเภอสวี่กับภรรยาและพวกท่าน
หมอเวินว่าเกี่ยวข้องกับตระกูลฟาง ฟางเหิงก็รู้สึกไม่กล้าสู้หน้าสวี่โม่
กับเวินจืออวิ่น
“ข้าผิดต่อพี่ใหญ่กับเจ้าสี่จริง ๆ” เขาปิดหน้ากล่าวตำหนิตนเอง
“ข้าปล่อยให้จูจื้อลอยนวลไปต่อหน้าต่อตา”
เมื่อตระกูลฟางลงมือเองเช่นนี้ จูจื้อก็ต้องพ้นผิดแน่
ไม่ว่าพวกเขาหกพี่น้อง หรือจะเป็นผู้ว่าการเขตอันสุ่ยและ
นายอำเภอผัง ก็ไม่อาจต่อกรกับตระกูลฟางได้
ใต้ต้นไม้ใหญ่ จิตใจของเหล่าเด็ก ๆ ต่างหนาวเหน็บ
ตั้งแต่เริ่มต้นช่วยคน ทำงานหาเงิน สอบเป็นซิ่วไฉ หรือกระทั่ง
ย้ายบ้าน พวกเขามักมองไปข้างหน้าเสมอ แม้จะเผชิญกับนายอำเภอ
ผู้เลวทรามอย่างจูจื้อก็ไม่เคยหวั่นกลัว
แต่ตอนนี้การยื่นมือเข้ามาแทรกของตระกูลฟางทำให้พวกเขา
ได้เข้าใจ
โลกนี้ยากที่จะก้าวเดิน มันเป็นโลกของผู้อยู่เหนือกหว่า เป็นโลก
แห่งอำนาจ ผู้ที่มีมันสามารถชี้นำฟ้าดิน ส่วนผู้ไร้อำนาจก็ได้แต่กล ้า
กลืนความอยุติธรรม
“แต่ข้าจะไม่ยอมแพ้” สวี่โม่หลับตาลง
รอยยิ้มอบอุ่นของบิดาปรากฏขึ้นตรงหน้า เสียงเอ่ยถามอย่าง
อ่อนโยนของมารดาว่าเขาอยากดื่มน ้าแกงไก่หรือไม่ ที่ปรึกษาที่เคย
สอนเขาอ่านเขียนหนังสือ และภรรยาที่ปรึกษาคอยเย็บเสื้อปักถุงเงิน
ให้เขา
เพียงเพราะเขาไม่แข็งแกร่งพอ ทุกอย่างจึงกลายเป็นภาพลวงตา
กลายเป็นความฝันในจิตวิญญาณ กลายเป็นน ้าตาในความทรงจำ
ฟางเหิงยิ่งเศร้าใจ เขากลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เล็ก ถูกญาติ
ทำร้ายรังแก ยังต้องมาเห็นตระกูลตนเองทำชั่วช้าต่อหน้าต่อตา แต่
กลับขัดขวางไม่ได้
“ข้ามันไร้ประโยชน์จริง ๆ” เขาก้มหน้าอย่างหดหู่
ราวกับได้รับผลจากบรรยากาศ เจิ้งหรูเชียนนึกถึงตอนที่ถูก
มารดาทอดทิ้ง นึกถึงความยากลำบากต่าง ๆ ระหว่างทำการค้า เขา
นั่งลงกับพื้นพลางถอนหายใจ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเวินจืออวิ่น เพียงเอ่ยถึงท่านหมอเวิน น ้าตาเขาก็
คลอเบ้า เด็กชายหันหน้าหนีไปเช็ดน ้าตาเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้ใครเห็น
แม้แต่จ่างเยี่ยนผู้สงบเยือกเย็นและฉลาดหลักแหลมอยู่เสมอ ก็ยัง
ก้มศีรษะลง
หากไม่ได้ประสบกับความยากลำบาก พวกเขาจะมาพบกันที่
อำเภอเซี่ยหยางได้อย่างไร
หากไม่ใช่เพราะสิ้นไร้หนทาง ใครเล่าจะไม่อยากได้รับความรัก
ใคร่เอ็นดูจากพ่อแม่ มีบ้านและมีโชคลาภ
ยามนี้ผู้ที่เคยได้สัมผัสกับความอบอุ่นและมีความทรงจำอันแสน
วิเศษ ต่างก็จมดิ่งอยู่ในอารมณ์โศกเศร้าเสียใจ
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่มองซ้ายมองขวาอย่างงุนงง