พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 70 วางแผน
นางไม่มีครอบครัวที่มีความสุข ไม่มีบิดามารดาที่อบอุ่นอ่อนโยน
และไม่มีอดีตที่ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องปากท้อง สำหรับนาง สิ่งที่อยู่
ตรงหน้าในตอนนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
“พี่ชายอย่าเศร้าไปเลย” เจียงเซิงปลอบโยนด้วยเสียงเล็ก ๆ “ต่อ
จากนี้ไป พวกเราจะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอน”
“ก่อนหน้านี้ ข้าไม่กินข้าวได้อิ่ม ทั้งยังถูกทุบตีบ่อย ๆ อีก แต่
ตอนนี้ไม่เพียงมีข้าวกิน ข้ายังมีพวกท่านอยู่ด้วย พี่ใหญ่ข้าเป็นถึงซิ่ว
ไฉแล้ว พี่รองก็หาเงินได้ พี่สามสามารถสู้กับคนเลวได้ พี่สี่รักษาและ
ช่วยชีวิตคนได้ พี่ห้าก็เฉลียวฉลาดมาก พวกท่านทุกคนล้วนเก่งกาจ
ที่สุด”
“คนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดคือข้า แต่ข้าไม่เศร้าใจนะ เพราะว่าตอนนี้
ข้ามีพวกท่านอยู่ด้วย”
ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่จิตใจเปราะบาง แต่แววตาของเจียงเซิง
กลับเปล่งประกายแสงแห่งความหวัง
นางเอียงคอกล่าวอย่างเพ้อฝันว่า “ตราบใดที่มีพวกท่านอยู่ ทุก
อย่างจะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอน”
ใช่แล้ว มีอะไรที่จะแย่ไปกว่าตอนเริ่มต้นของพวกเขาอีกเล่า
สวี่โม่ที่ขาหัก วัดร้างที่ลมพัดผ่านเข้ามาได้ พงกเขาที่หิวโหย มี
เงินที่ซื้อได้เพียงข้าวและแป้งเนื้อหยาบที่สุด ต้องกินแค่ผักต้มและ
นอนบนฟางข้าว ทั้งยังถูกพวกเจ้าหน้าที่รังแก
วันเวลาเหล่านั้นล้วนผ่านมาได้ทั้งหมด เหตุใดเมื่อเจอความ
ผิดหวังอีกครั้งถึงท้อแท้ได้แบบนี้
สวี่โม่มองน้องสาวอย่างเลื่อนลอย ทันใดนั้นเขาก็พบว่าไม่ใช่
พวกเขาที่ช่วยเหลือเจียงเซิง แต่เป็นนางต่างหากที่ช่วยพวกข้าไว้
นางมักมีความคิดในแง่ดีเสมอ มีความใฝ่ฝันเรื่องวันข้างหน้า
มอบความกล้าหาญให้พวกเขา ทำให้พวกเขาสู้ต่อไปจนถึงที่สุด
ครั้งก่อนตอนประกาศผลสอบระดับเมืองก็เป็นเช่นนี้ ตอนนี้เองก็
เหมือนกัน
“พี่ใหญ่ ท่านต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ต่อไปเมื่อเป็น
ขุนนางใหญ่แล้ว ก็จับพวกคนเลวนั้นขังคุกให้หมด ดีหรือไม่” เจียง
เซิงจับมือเขาไว้
สวี่โม่พยักหน้าอย่างงุนงง
“ท่านเก่งที่สุดแล้ว” เด็กน้อยเผยยิ้มกว้างเห็นฟันขาวเรียงสวย
สวี่โม่ใช้ปลายลิ้นดันเพดานปาก ฝืนกลั้นความขมขื่นในใจ แล้ว
ยิ้มบาง ๆ “เจียงเซิง เจ้าเชื่อในตัวข้าเสมอเลยนะ”
ดังนั้น พี่ชายอย่างเขาจะทำให้น้องสาวผิดหวังได้อย่างไร
เจิ้งหรูเชียนเงยหน้าขึ้น มองรองเท้าผ้าคาถูกตรงเท้าของเจียง
เซิง ในหัวเขานึกถึงรองเท้าปักไข่มุกของคุณหนูสามเจียง หากมันมา
อยู่บนเท้าของเจียงเซิง ต้องดูดียิ่งกว่าแน่นอน
ฟางเหิงจ้องมองเจียงเซิงอย่างเหม่อลอย จู่ ๆ ก็นึกถึงคำพูดที่
มารดาเคยชอบพูดที่สุดว่า ‘อาเหิง เจ้าเป็นบุตรชายที่มีความสามารถ
โดดเด่นที่สุดของตระกูลฟาง อย่าได้ดูถูกตัวเองเป็นอันขาด ใน
อนาคตเจ้าต้องเก่งกว่าบิดาของเจ้าอีกแน่นอน’
ด้วยการสนับสนุนจากบิดามารดาและตระกูลฟาง เขาคือ
คุณชายน้อยแห่งตระกูลฟาง แต่เมื่ออยู่คนเดียว เขาจะต้องเป็นคน
ธรรมดาทั่วไปอย่างนั้นหรือ?
ไม่ใช่ มารดาเขาเคยกล่าวไว้ว่า ความเก่งกาจแท้จริงขึ้นอยู่กับ
ตัวเอง สิ่งที่ได้รับมาจากสิ่งภายนอกล้วนไม่อาจพึ่งพาได้
ก่อนหน้านี้ เขาคือคุณชายน้อยแห่งตระกูลฟาง แต่ต่อจากนี้ เขา
จะเป็นคุณชายฟางและพี่สามที่ทำให้น้องสาวภาคภูมิใจ
“เจียงเซิง ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดไป”
ไม่คิดเลยว่าคนที่เอ่ยปากก่อนจะเป็นเวินจืออวิ่นผู้อ่อนแอ
จ่างเยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เจียงเซิงยิ้มกว้าง วิ่งเข้าไปกอดเวินจืออวิ่นผู้ผอมบาง “พี่สี่ดีที่สุด
เลย ข้ากับพี่สี่จะไม่แยกจากกัน!”
แล้วนางก็หอมแก้มเขาฟอดหนึ่ง
ในที่สุดความปรารถนาที่เวินจืออวิ่นมีมานานก็สมหวัง เขายิ้ม
อย่างขวยเขินพร้อมใบหน้าแดงก ่า
ทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่ท้อแท้และหมดกำลังใจ แต่หากเงยหน้า
ขึ้น ชีวิตก็จะก้าวเดินต่อไปได้และมุ่งหน้าไปข้างหน้าอย่างไม่หวั่น
เกรงสิ่งใด
สีหน้าของจ่างเยี่ยนเปลี่ยนไป เขามองยังที่ว่าการอำเภอพักหนึ่ง
แล้วเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “ความจริงแล้วเรื่องมันก็ไม่ได้เลวร้าย
ขนาดนั้นหรอก”
ดูเหมือนจะเป็นการตอบรับคำพูดนี้ เสียงจากด้านในดังขึ้น ตาม
ด้วยน ้าเสียงกังวานของผู้ว่าการเขตอันสุ่ย “สามารถปล่อยตัวจูจื้อได้
แต่เขาต้องคำนับขอโทษต่อท่านนายอำเภอสวี่ และจ่ายค่าชดเชย
ให้แก่ครอบครัวผู้เสียหาย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายอำเภอ
เซี่ยหยางได้อีกต่อไป”
ชาวบ้านที่หน้าประตูต่างโห่ร้องดีใจ แทบจะปรบมือเพื่อแสดง
ความยินดีนี้
ใบหน้าของลูกพี่ลูกน้องตระกูลฟางค่อย ๆ แดงก ่า แล้วก็ดำคล ้า
ลง
เขามองไปที่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ย พร้อมกับข่มขู่เล็กน้อย “จูจื้อเป็น
น้องชายแท้ ๆ ของนายหญิงฟางเชียวนะ”
“แล้วอย่างไร?” ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยกล่าวอย่างเย็นชาไร้
ความรู้สึก “แม้แต่นายอำเภอคนหนึ่งยังกล้าตัดสินคดีผิด การมอบ
ชีวิตคนทั้งอำเภอไว้ในมือเขา ข้าไม่วางใจ และมันขัดต่อกฎหมาย”
“ตระกูลฟาง คงไม่ได้ต้องการจะแทรกแซงกฎหมายของราชวงศ์
ต้าอวี๋ด้วยกระมัง”
ลูกพี่ลูกน้องตระกูลฟางไม่กล้าท้าทายอีก เขาข่มใจก้มหัวคำนับ
“เช่นนั้นก็ตามคำตัดสินของท่านเถอะ”
สวี่โม่สีหน้าตกตะลึง
เขารู้ว่าการขอโทษและจ่ายค่าชดเชยนั้น เป็นสิ่งที่ท่านผู้ว่าการ
อยากช่วยเหลือเขาภายใต้แรงกดดันอยู่แล้ว
แต่สำหรับจูจื้อ เขาเพียงจ่ายเงินและเสียหน้าไปเท่านั้น เมื่อไปอยู่
ที่อื่น เขาก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
ฟางเหิงกำหมัดแน่น “ข้าจะไปฆ่าเขา”
ในเมื่อวิธีที่ถูกต้องไม่สามารถตัดสินโทษได้ เช่นนั้นก็ปล่อยให้
เขาตายอยู่กลางถนนให้น่าอนาถไปเถอะ
“ไม่ได้” สวี่โม่ส่ายหัว
แม้จะเกลียดชังจูจื้อ แต่เขายังมีสติอยู่ “หากเขาตาย ตระกูลฟาง
ก็จะมาคิดบัญชีกับพวกเรา และหากทำให้พวกเขาพบตัวเจ้า เราจะ
เป็นฝ่ายสูญเสียมากกว่า”
ผู้ใดจะคิดเล่าว่า น้องสามของเขาจะเป็นลูกหลานตระกูลฟาง
และถูกคนในตระกูลหลักตามล่าตัวมาโดยตลอด
เพื่อปกปิดการมีอยู่ของน้องสาม จูจื้อจึงยังไม่อาจตายได้
“แต่ว่า…” ฟางเหิงยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
จ่างเยี่ยนเอ่ยขัดคำพูดของเขา แล้วหันไปมองเวินจืออวิ่น “ใน
เมื่อเขาตายไม่ได้ ก็ปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากแทนก็แล้ว
กัน”
ทุกคนต่างงุนงงทันที
มีเพียงเวินจืออวิ่นเท่านั้นที่เข้าใจได้ในทันที เขานึกถึงไม่กี่วัน
ก่อนหน้านี้ที่เคยเห็นอู๋สั่วเว่ยกำลังจัดการสมุนไพรบางอย่างอยู่ที่
สำนักแพทย์
ตอนนั้น เวินจืออวิ่นตัวน้อยมองอย่างสงสัยอยู่นาน
อู๋สั่วเว่ยปล่อยให้เขาไปมองอย่างเปิดเผย แต่ไม่อนุญาตให้เข้า
ใกล้ “เจ้าระวังหน่อย นี่เป็นต้นโทงเทงที่ข้าหามาได้จากป่าลึก ละออง
เกสรของมันจะทำให้เจ้าคันจนทนไม่ไหว ผิวหนังจะพุพองและสมาน
ตัว แล้วก็กำเริบขึ้นอีก”
ที่จริงแล้วก็คืออาการแพ้อย่างรุนแรงและรักษาได้ยาก
เวินจืออวิ่นเข้าใจจุดประสงค์ของจ่างเยี่ยน จึงรีบกลับไปที่สำนัก
แพทย์ทันที
ไม่นานนัก เขาก็กลับมาพร้อมห่อกระดาษน ้ามันชิ้นเล็ก ๆ
“ท่านหมออู๋เป็นคนดี เขาให้ข้ามาเยอะขนาดนี้เลย” เวินจืออวิ่น
ทำสีหน้าเศร้าหมอง “แต่ละอองเกสรพวกนี้ต้องสูดดมทางปากและ
จมูกเท่านั้นจึงจะได้ผล”
อย่างนี้ก็ต้องทำให้จูจื้อสลบก่อน แล้วค่อยยัดใส่ปากเขาหรือ
“ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก” จ่างเยี่ยนยิ้มน้อย ๆ
เมื่อคำตัดสินของผู้ว่าการเขตอันสุ่ยออกมา จูจื้อก็ถูกปล่อยตัว
ในวันนั้น
ลูกพี่ลูกน้องตระกูลฟางชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินหนึ่งร้อยตำลึง
โดยส่งผ่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยไปให้สวี่โม่ จากนั้นกลุ่มคนทั้งหมดก็
พากันไปที่หน้าหลุมศพของนายอำเภอสวี่อย่างคึกคัก
จูจื้อทำสีหน้ารังเกียจเดินนำออกมา ตามด้วยผู้ว่าการเขตอันสุ่ย
และนายอำเภอผัง ส่วนสวี่โม่พาเจียงเซิงและเจิ้งหรูเชียนตามมา
ด้านหลัง
เมื่อมาถึงหน้าหลุมศพของนายอำเภอสวี่ ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยและ
นายอำเภอผังคิดจะเดินเข้าไป แต่ถูกเจิ้งหรูเชียนและสวี่โม่ขวางไว้
มีเพียงจูจื้อคนเดียวที่ก้าวไปข้างหน้า เขาคุกเข่าลงบนพื้นด้วย
ท่าทางไม่เต็มใจ ก่อนจะก้มหัวลงอย่างขอไปที
ในชั่วขณะที่หน้าผากของเขาสัมผัสกับพื้นดิน ละอองเกสรดอก
โทงเทงที่โรยไว้ล่วงหน้าถูกลมหายใจสูดเข้าไปในร่างกายของเขา
จ่างเยี่ยนและเวินจืออวิ่นซึ่งซ่อนตัวอยู่ตรงมุมเห็นภาพนี้แล้วก็
คลายความกังวลลง
“เด็กดี ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่พอใจ แต่ตราบใดที่คนเรายังมีชีวิตอยู่ ก็
ยังมีความเป็นไปได้อีกมากมายนะ” ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยตบไหล่สวี่โม่
พลางเอ่ยอย่างเป็นนัย
อารมณ์ของสวี่โม่กลับมาสงบนิ่งอีกครั้งแล้ว “ใต้เท้าอย่ากังวลไป
เลย ปล่อยให้จูจื้อมีชีวิตอยู่ไปก่อนเถอะ”
สักวันหนึ่ง เขาจะทำให้จูจื้อเสื่อมเสียชื่อเสียง แล้วตายไปอย่าง
ทุกข์ทรมานและสิ้นหวัง
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะยังมีชีวิตรอดอยู่อีกสักกี่ปีก็ช่างเถอะ
นายอำเภอผังมองดูอยู่ข้าง ๆ ก่อนกระซิบกับเจิ้งหรูเชียน “พี่ชาย
ของเจ้าคนนี้ ต่อไปต้องได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นแน่นอน”
เจิ้งหรูเชียนตบอกตัวเอง “ใต้เท้า ท่านคิดว่าข้าจะสมคบคิดกับ
เขาเพื่อการค้าระหว่างขุนนางกับพ่อค้าได้หรือไม่”
สายตาของนายอำเภอผังเปลี่ยนไป เขาพับแขนเสื้อขึ้นมาแล้ว
ตบก้นเจิ้งหรูเชียนไปทีหนึ่ง
“สมคบคิดการค้าระหว่างขุนนางกับพ่อค้า ถึงแม้จะทำการค้ากัน
ก็ต้องทำด้วยจิตใจที่คิดถึงประชาชน และคำนึงถึงใต้หล้า เจ้าเด็กเจ้า
เล่ห์…”