พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 71 เถ้าแก่เจิ้งหรูเชียน
จนกระทั่งจูจื้อติดตามลูกพี่ลูกน้องตระกูลฟางจากไป ฟางเหิงก็
ไม่ได้โผล่หน้ามา
เขาเพียงแต่สวมหมวกงอบยืนอยู่ในมุมหนึ่ง มองไปยังทั้งสองคน
นั้นอย่างเย็นชา ราวกับจะมองทะลุพวกเขาจนเห็นท่านอาและอาสะใภ้
ที่เมืองหลวง
“สักวันหนึ่ง…”
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลฟางหรือจูจื้อ บัญชีนี้จะต้องได้รับการชำระ
ณ ประตูอำเภอเซี่ยหยาง
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยกำชับเด็กทั้งหลายว่า “อีกไม่กี่วัน อำเภอเซี่ย
หยางจะมีนายอำเภอคนใหม่มา ข้าไม่อาจรับประกันได้ว่าเขาจะเป็น
คนดีหรือไม่ แต่หากมีสิ่งใดไม่ชอบมาพากล ก็ให้มาฟ้องร้องที่ศาล
เขตได้เลย”
เจียงเซิงยื่นหน้าออกมาถาม “ท่านผู้ว่าการ ครั้งนี้ยังต้องโบยห้า
สิบไม้อีกหรือไม่”
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยอดขำไม่ได้ “ไม่โบยแล้ว ซิ่วไฉมาฟ้องร้อง
ด้วยตัวเองขนาดนี้ ข้าไม่สั่งโบยหรอก”
ตอนส่งนายอำเภอผังกลับไปนั้นวุ่นวายยิ่งกว่า เขายังจำคำพูด
ของเจิ้งหรูเชียนได้ขึ้นใจ จึงเตือนสติเขาสักสองสามคำ “เจ้าต้องมีใจ
กว้างขว้าง คำนึงถึงฟ้าดิน ห้ามทำร้ายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ตนเอง”
เจิ้งหรูเชียนพูดจาขี้เล่น ทั้งที่เขาตอบตกลงไปแล้ว แต่เมื่อ
นายอำเภอผังก้าวขึ้นรถม้าไป เขาก็พูดขึ้นว่า “ทำร้ายผู้อื่นก็เพื่อเอา
ประโยชน์เข้าตัวอยู่ดี”
ทำเอานายอำเภอผังโมโหจนแทบจะกระโดดลงจากรถม้าที่กำลัง
วิ่งเต็มฝีเท้ามาตีเขาซ ้าอีกรอบเลยทีเดียว
ในที่สุด ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงบ
พี่น้องทั้งหกคนยืนอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ นอกอำเภอเซี่ยหยาง
มองสีสันบนขอบฟ้า ก่อนจะพบว่าฤดูร้อนได้มาถึงแล้ว
หากปีก่อน พวกเขายังเป็นเด็กที่ยากไร้และอับจน แต่ตอนนี้ หลัง
ผ่านความยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วน ก็ถือว่าเริ่มมีท่าทางของ
ผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้างแล้ว
สวี่โม่รูปโฉมงดงามและมีสง่าราศี เขาสวมชุดคลุมยาว ท่าทาง
สุภาพอ่อนโยนราวกับก้าวออกมาจากภาพวาด
เจิ้งหรูเชียนรูปร่างสูงใหญ่ คิ้วหนาตาโต ริมฝีปากกว้างจมูกโด่ง
ใบหน้าผสมผสานกันระหว่างความซื่อตรงและความฉลาดหลักแหลม
แต่ก็ไม่ได้ดูแปลกตา
ฟางเหิงมีดวงตาและเรียวคิ้วแข็งกร้าว ริมฝีปากเม้มเล็กน้อย
ความหวาดกลัวต่ออดีตอันมืดมิดหรือความหวาดกลัวต่อตระกูลฟาง
ได้แตกสลายไปจากเรื่องราวต่าง ๆ
เวินจืออวิ่นมีรอยยิ้มในดวงหน้า การจัดการกับคนเลวได้ ทำให้
เขาตระหนักถึงพลังของยาสมุนไพร ก่อนหน้านี้เขากลัวว่าร่างกาย
ตนเองจะผอมบางอ่อนแอตลอดไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะพบหนทางจะ
ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นแล้ว
จ่างเยี่ยนไม่พูดอะไรสักคำ มือขวาวางบนมือซ้ายใต้แขนเสื้อ
ดวงตาสีดำขลับราวกับมองทะลุผ่านห้วงอวกาศไปถึงเมืองหลวง
แม้แต่ร่างกายเจียงเซิงก็ดูสูงขึ้นไม่น้อย นางสวมชุดสีอ่อนที่ซื้อ
มาใหม่ มือกุมกันอยู่ที่ท้องอย่างน่ารัก
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังโครกคราก เหล่าพี่ชายต่างตื่นตกใจ
เจียงเซิงใบหน้าแดงก ่า เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้า…หิวแล้ว”
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ “ไปกันเถอะ กลับบ้านไปกินข้าวกัน”
“ได้ กลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ”
ทั้งหกคนส่งเสียงตอบรับอึกทึก
โชคดีที่ผังต้าซานขับเกวียนลามาคอยอยู่ที่นั่นตั้งแต่เช้า ทุกคน
นั่งเรียงกันตามลำดับ แล้วสะบัดแส้ตีลามุ่งหน้ากลับเรือน
หลังจากพวกเขาจากไปไม่นาน ทันใดนั้นก็มีชายสองคนในชุด
บ่าวรับใช้แอบเดินย่องออกมา
“จริงเหรอ? ข้าว่าไม่ค่อยเหมือนนะ” บ่าวคนหนึ่งถาม
“เหมือนนิดหน่อย เป็นเพราะตัวสูงขึ้นมาก ข้าไม่แน่ใจนัก” บ่าว
อีกคนส่ายหัว
“อย่างไรก็ต้องกลับไปรายการนายหญิงก่อน ลูกสาวคนโตของ
ท่านจะปล่อยให้อยู่ข้างนอกได้อย่างไร” บ่าวคนแรกกล่าว
ทั้งสองสบตากันอย่างแน่วแน่ จากนั้นก็เข้าป่าเพื่อไปขึ้นเกวียน
และตรงไปยังเขตอันสุ่ย
ในเรือนเล็ก
สวี่โม่พับแขนเสื้อยาว ผัดอาหารในหม้อเหล็กใบใหญ่อย่าง
ขะมักเขม้น เหงื่อซึมไหลจนเต็มหน้าผาก
“พี่ใหญ่ ข้าช่วยเช็ดเหงื่อให้” เจียงเซิงยืนเขย่งปลายเท้าอย่าง
น่ารัก
เจิ้งหรูเชียนซึ่งนั่งแกะเมล็ดแตงโมอยู่ไม่ไกล คายเปลือกออกมา
พลางส่ายหน้าถอนหายใจ “พี่ใหญ่ดูมีเกียรติมากเมื่ออยู่ข้างนอก แต่
พอกลับถึงบ้านก็ต้องมาทำอาหารให้พวกเราจนเหงื่อท่วมตัว ช่างเป็น
การทรมานเขาเหลือเกิน”
“เช่นนั้นท่านก็ไปทำสิ” ฟางเหิงชำเลืองมองเขา
เจิ้งหรูเชียนรีบปิดปาก
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากทำ แต่อาหารที่ทำออกมานั้น…ยังไม่
อาจเทียบเท่าโจ๊กข้าวต้มเละ ๆ ของเจียงเซิงเลย
ทุกคนมีความปรารถนาที่แตกต่างกัน
เจิ้งหรูเชียนคิดอย่างกระจ่างแล้ว ในเมื่อตนเองทำอาหารไม่เป็น
ก็ต้องหาเงินมาให้เยอะ ๆ แล้วในอนาคตก็จ้างแม่ครัวมาหลาย ๆ คนก็
พอ
ระหว่างมื้ออาหาร เจิ้งหรูเชียนเสนอว่า จะมอบหมายเรื่องไปรับ
ผักที่อำเภออวิ๋นสุ่ยให้พี่น้องของผังต้าซาน ส่วนตัวเขาจะไปที่เขต
อันสุ่ยเพื่อเจรจาร่วมมือกับเรือนโยวหรานของที่นั่น
“ท่านจะไปคนเดียวหรือ” เจียงเซิงถามพลางกัดน่องไก่ด้วยความ
ประหลาดใจ “ข้าเป็นท่านจัง”
ถึงจะกังวลแต่ก็ไม่มีทางเลือก เมืองหลวงที่อยู่ใกล้ ๆ นั้นเป็นถิ่น
ของตระกูลหวัง และเป็นพื้นที่ต้องห้ามของเจ้าสาม
เจิ้งหรูเชียนไม่กล้าพาฟางเหิงไปด้วยเลย
“ถ้ามอบการค้าในอำเภออวิ๋นสุ่ยให้คนอื่นดูแลแบบนี้คงไม่ได้”
สวี่โม่เอ่ยเตือน “ถึงแม้พี่น้องของผังต้าซานจะเป็นคนคุ้นเคยกัน แต่
เมื่อมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามา มิตรภาพก็เป็นเรื่องรอง”
เจิ้งหรูเชียนส่งเสียงจิ๊ปาก เขาเองก็กังวลเรื่องนี้ แต่ไม่มีทางเลือก
อื่นแล้ว หากต้องการขยายการค้า การมีผู้ช่วยก็เป็นเรื่องจำเป็น
ผังต้าซานเองก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
“บางที พี่รองอาจลองคิดทำสัญญาดู” จ่างเยี่ยนเอ่ยเบา ๆ
ทุกคนที่กำลังทานอาหารต่างพากันหันไปมอง
“เจ้าหมายถึงสัญญาทาสหรือ” ฟางเหิงเลิกคิ้ว “นั่นคงไม่ค่อยดี
นัก”
“ยังมีสัญญาจ้างงานด้วย” จ่างเยี่ยนยิ้มพลางกล่าว “ไม่เช่นนั้น
ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวของเจ้าของบ้านจะทำงานได้
อย่างไร”
เจิ้งหรูเชียนอ้าปากค้าง ดวงตากลมโตใต้คิ้วหนาเบิกกว้างขึ้น
อย่างงุนงง
นานทีเดียวกว่าเขาจะได้สติ “ข้า…ข้าได้เลื่อนขั้นเป็นเถ้าแก่แล้ว
หรือ”
เถ้าแก่ที่มีฐานะระดับเดียวกับเศรษฐีหนิวที่จุดพลุกับดอกไม้ใน
หมู่บ้านน่ะหรือ
สวี่โม่เม้มริมฝีปากและอดหัวเราะไม่ได้
เจียงเซิงวางตะเกียบลง เปิดถุงเล็ก ๆ ก้มดูตั๋วเงิน
ใช่แล้ว หลังจากคนตระกูลฟางให้ตั๋วเงินมาหนึ่งร้อยตำลึง เจียง
เซิงน้อยจึงพบว่า ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องพกเงินหลายชั่งไปทุกที่
ทุกเวลา มันทั้งเหนื่อยและยุ่งยาก ดังนั้นนางจึงรีบแลกเงินทั้งหมดเป็น
ตั๋วเงิน
นางลองนับดู ปรากฏว่าทั้งบ้านมีเงินเก็บอยู่ถึงสองร้องยี่สิบตำลึง
หากคิดตามปกติที่ชาวบ้านธรรมดาในอำเภอเซี่ยหยางหาเงินได้
ปีละไม่เกินสองตำลึง ก็ถือว่าพวกเขาร ่ารวยพอสมควรแล้ว
เจิ้งหรูเชียนตื่นเต้นจนกระโดดโลดเต้น “ต้องลงนาม ต้องลงนาม
ให้ได้”
ในราชวงศ์ต้าอวี๋มีสัญญาสามประเภท หนึ่งคือสัญญาซื้อขาย
ที่ดิน สองคือสัญญาซื้อขายบุคคล และสามคือสัญญาซื้อขาย
ทรัพย์สิน
ในสัญญาซื้อขายบุคคลยังแบ่งเป็นสองประเภท คือสัญญาทาส
และสัญญาจ้างงาน
สัญญาทาสก็คือการซื้อขายตัวเป็นทาส โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น
ตลอดชีพและกำหนดเวลาสัญญาตลอดชีพไม่สามารถไถ่ตัวได้ ส่วน
สัญญากำหนดเวลาจะหมดอายุสัญญาลงทันที
สัญญาจ้างงานมีศักดิ์ศรีมากกว่าสัญญาทาสเล็กน้อย เป็นเพียง
การนามเพื่อแบ่งงานกันทำ โดยทั่วไปจะแบ่งเป็นระยะยาวและระยะสั้น
ระยะยาวคือยี่สิบปี ส่วนระยะสั้นคือไม่กี่เดือน
เจิ้งหรูเชียนไปหาผังต้าซาน ถามเขาว่าจะลงนามสัญญาระยะ
ยาวหรือไม่ ผังต้าซานชะงักไปครู่หนึ่ง
“มันไม่ใช่สัญญาทาส แต่เป็นสัญญาที่เจ้าจะทำงานให้ข้า แล้ว
ข้าก็จะจ่ายเงินให้เจ้า ไม่ใช่แค่การข้อตกลงกันด้วยปากเปล่า แต่เป็น
สัญญาลายลักษณ์อักษร” เจิ้งหรูเชียนอธิบาย “ต้องผ่านการรับรอง
จากทางการ หากเกิดการผิดสัญญา ก็ต้องจ่ายค่าปรับ”
ผังต้าซานลังเลอยู่นาน จนในที่สุดเขาก็พยักหน้า “ข้าจะลงนาม”
ส่วนเรื่องค่าจ้างจะจ่ายเท่าไหร่ เจิ้งหรูเชียนคิดมาทั้งคืนแล้ว
“ตอนนี้การค้าของพวกเรายังมีขนาดเล็ก ขนส่งหนึ่งเที่ยวได้เงินเพียง
สามถึงห้าตำลึง ข้าคงจ่ายค่าแรงให้เจ้าไม่ได้มากนัก แต่หากใน
อนาคตการค้าเติบโตขึ้น การจ่ายค่าแรงน้อยไปก็ไม่ยุติธรรม ดังนั้น
พวกเราจะปรับค่าแรงขึ้นปีละครั้ง”
ในปีนี้พวกเขาจะคิดตามอัตราเป็นคนละหนึ่งตำลึงต่อปี
ทั้งสองคนลงนามสัญญาด้วยการประทับนิ้วมือ และมืออีกข้างส่ง
มอบเงินให้
ผังต้าซานถือเงินห้าตำลึงไว้ ในใจมีความรู้สึกหลากหลาย
ต่อจากนี้ เขาจะไม่ใช่ขอทานอีกต่อไป เขาเป็นคนมีสัญญาจ้าง
งานแล้ว
เจิ้งหรูเชียนก็ดีใจเช่นกัน เพราะเขาเข้าใกล้คำว่าเถ้าแก่อีกก้าว
หนึ่งแล้ว
ทั้งสองแยกย้ายกันที่ประตูอำเภอ ผังต้าซานพาเหล่าพี่น้องไปส่ง
ผักที่อำเภออวิ๋นสุ่ย ส่วนเจิ้งหรูเชียนก็ใช้สองเท้าเดินทางเข้าไปในตัว
อำเภอ
ระหว่างเดินทาง เขาคิดว่าต้องซื้อรถม้าสักคัน
เถ้าแก่จะยังคงนั่งเกวียนลาต่ออีกได้อย่างไร?
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งดีใจ ขณะเดินผ่านร้านเรือนโยวหราน จู่ ๆ ก็ถูก
เรียกตัวไว้
“เสี่ยวเจิ้ง เจ้ามานี่สิ” คนที่เอ่ยเรียกคือเถ้าแก่ไป๋