พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 72 กลับสู่หมู่บ้านสิบลี้
พูดถึงเถ้าแก่ไป๋ หมูรมควันที่เขาส่งให้อีกไปเมื่อกลางเดือนห้า
จนถึงเดือนหกนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
เจิ้งหรูเชียนคิดว่าหนทางการค้านี้ปิดตายไปแล้ว จึงไม่ได้นึกถึง
มันอีก
ผู้ใดจะคิดว่าวันนี้เถ้าแก่ไป๋จะมาหาเขาเอง ทั้งยังยิ้มแป้นถามว่า
“เสี่ยวเจิ้ง หมูรมควันของเจ้า ซื้อมาระหว่างทางจากเขตอันสุ่ยจริง
หรือ”
เจิ้งหรูเชียนตั้งใจจะพยักหน้า แต่แล้วเขาก็นึกอะไรบางอย่าง
ขึ้นมาได้ ดวงตาจึงเบิกกว้างทันที
เป็นไปได้หรือไม่ว่า การที่เถ้าแก่ไป๋ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรมา
ตลอดหนึ่งเดือน เป็นเพราะเขาคิดว่าหมูรมควันที่ตนขายนั้นแพงไป
จึงอยากจะไปหาซื้อด้วยตัวเองแทน
แต่สุดท้ายเขาอาจหาไม่เจอ จึงต้องมาหาเจิ้งหรูเชียนอีกครั้ง
“ใช่…ใช่ขอรับ” เด็กชายพยักหน้า แววตาใสซื่อบริสุทธิ์
เปลี่ยนเป็นวูบไหว
เถ้าแก่ไป๋ขมวดคิ้วแน่น “ดูเหมือนสถานที่นี่จะค่อนข้างลับนะ”
แน่นอนว่าต้องลับสิ เพราะเขตอันสุ่ยไม่มีใครทำหมูรมควันเลย
หมูรมควันพวกนี้ล้วนเป็นฝีมือของผังต้าซานทั้งนั้น
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย
ตั้งแต่การขายเห็ดในตอนแรกจนมาถึงตอนนี้ ภาพลักษณ์ของ
เถ้าแก่ไป๋ในใจเขาก็คือคนดีมีเมตตา ในฐานะคนที่รู้จักสำนึกบุญคุณ
เจิ้งหรูเชียนคิดถึงอีกฝ่ายเป็นคนแรกเมื่อทำหมูรมควันออกมา ตลอด
ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เขาก็ขนส่งผักให้เถ้าแก่ไป๋อย่างสุดความสามารถ
แม้แต่ใบผักที่เน่าเสียก็ไม่กล้านำมาส่งให้
แต่ในขณะนี้ ภาพลักษณ์ของคนดีกลับแตกสลายไป
เจิ้งหรูเชียนน ้าตาคลอเบ้า แต่พยายามฝืนกลั้นเอาไว้
“สถานที่แห่งนั้นข้าบังเอิญไปเจอ” สายตาของเขากลับมา
บริสุทธิ์ใสซื่ออีกครั้ง “หากเถ้าแก่ไป๋อยากได้อีก ข้าจะพาท่านไปเอง”
แววตาของเถ้าแก่ไป๋วูบไหวเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว
“ถ้าอย่างนั้นจะดีมาก”
“ตอนแรกหมูรมควันนี้ขายไม่ดีเลย ข้าคิดว่าคงไม่มีผู้ใดชอบ
โชคดีที่มีนักชิมไม่กี่ท่านที่เคยไปแคว้นสู่สั่งมาทาน คนอื่น ๆ ที่ได้
กลิ่นหอมของมันก็สั่งตามกัน ไม่กี่วันหมูรมควันห้าชั่งก็หมดแล้ว”
“ครั้งนี้ เจ้าส่งมาอีกห้าร้อยชั่งเถอะ”
หมูรมควันชั่งละยี่สิบเหวิน ห้าร้อยชั่งก็เท่ากับสิบตำลึง
นี่ถือเป็นการค้าใหญ่ทีเดียว หากเป็นเมื่อก่อนเจิ้งหรูเชียนคง
รับปากแล้วไปจัดการ
แต่ตอนนี้ หลังจากคาดเดาความคิดของเถ้าแก่ไป๋ เขาก็ตัดใจ
เอ่ยว่า “เช่นนั้นเถ้าแก่ไป๋ช่วยจ่ายเงินมัดจำให้ข้าก่อนเถอะ”
ในมือเจิ้งหรูเชียนถือเงินมัดจำสองตำลึงเดินออกจากเรือนโยว
หราน เหม่อมองท้องฟ้าสีครามแล้วถอนหายใจ
พี่ใหญ่มักพูดเสมอว่า ในโลกนี้ไม่มีคนดีและไม่มีคนเลว
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว
สิ่งที่มีมากที่สุดในโลกนี้ คือคนที่ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์
เมื่อเข้าใจประเด็นนี้ การกระทำของเถ้าแก่ไป๋ก็ไม่ได้ทำให้เขา
รู้สึกแย่แล้ว
เจิ้งหรูเชียนสูดจมูก เริ่มคิดว่าควรทำหมูรมควันอย่างไร
หากเป็นเมื่อก่อน เขาต้องให้ผังต้าซานลงมือทำมันแน่นอน
แต่ปริมาณห้าร้อยชั่งนั้นมากเกินไป และเรือนโยวหรานจะ
ต้องการมันเพิ่มอีกในภายหลัง หากอยากผลิตมันในระยะยาวและ
มั่นคง ก็ต้องมีคนผลิตมันอย่างต่อเนื่อง
ถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้อง…สร้างโรงผลิตแล้ว
เจิ้งหรูเชียนเคยเห็นโรงผลิตเล็ก ๆ ตอนอยู่ที่หมู่บ้านสิบลี้ ปกติจะ
มีท่านป้าสองสามคนทำหมั่นโถวหรือไม่ก็เย็บปักผ้าเช็ดหน้า พอทำ
ได้จำนวนหนึ่งก็จะรวบรวมไปขายต่อ
ป้าจางเองก็ทำเช่นนั้น นางเย็บปักผ้าเช็ดหน้าก็ลำบากมากอยู่
แล้ว ยังถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาอีก ทำได้เพียงก้มหน้าหาเงินด้วย
ความยากเข็ญต่อไป
หากเนื้อหมูที่อำเภอเซี่ยหยางราคาชั่งละห้าเหวิน เจิ้งหรูเชียนก็
คงยินดีสร้างโรงผลิตที่หมู่บ้านสิบลี้
แต่น่าเสียดายที่มีแค่เขตอันสุ่ยเท่านั้นที่มีเนื้อหมูราคานี้
“อะไรนะ เจ้าจะสร้างโรงผลิตที่เขตอันสุ่ยหรือ?”
พวกเจียงเซิงเอ่ยขึ้นพร้อมกันด้วยสีหน้าตกใจ
แย่แล้ว ความฝันจะเป็นเถ้าแก่ของพี่รองช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ไม่
เพียงเริ่มลงนามสัญญาจ้างงาน แต่เขายังคิดจะเปิดโรงผลิตอีกด้วย
โรงผลิตนี้ต้องใช้ทั้งคนงานและสถานที่ หากไม่มีเงินสักสามสิบ
ตำลึงคงทำไม่ได้ ถ้าหากทำกำไรได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้ เงินสามสิบ
ตำลึงนี่ก็จะสูญเปล่า
เจียงเซิงกุมถุงเงินใบเล็กไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยมือ
“แค่กิจการเล็ก ๆ อย่างเรือนโยวหรานของอำเภอเซี่ยหยางยังสั่ง
ถึงห้าร้อยชั่งเชียวนะ ถ้าข้าร่วมมือกับเรือนโยวหรานของเขตอันสุ่ย
ด้วยได้อีก จะหนึ่งพันชั่งก็ยังทำได้ พวกเจ้าลองคิดดูสิว่ากำไรจะ
เท่าไหร่กัน” เจิ้งหรูเชียนอธิบายอย่างใจเย็น “ถ้าไม่เปิดโรงผลิต ต่อ
ให้ข้าตายก็ทำหมูรมควันพันชั่งไม่ได้หรอก”
ต่อให้นับรวมคนในบ้านทั้งหมด กระทั่งพี่ใหญ่ก็ยังต้องทิ้งพู่กัน
มาหมักเนื้อหมู เขาก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี
“แต่ว่า ในเขตอันสุ่ยท่านไม่คุ้นเคยกับใครสักนิด แล้วจะไปลง
นามสัญญากับผู้ใดเล่า?” เจียงเซิงยังไม่ยอมแพ้ พยายามอยากโน้ม
น้าวอีกสองสามคำ
เจิ้งหรูเชียนเองก็เคยคิดถึงปัญหานี้ ผู้คนที่เขารู้จักล้วนอยู่ใน
อำเภอเซี่ยหยาง ที่ทางหรือผู้คนของเขตอันสุ่ยเขาไม่คุ้นเคยเลย มีแต่
ศัตรูอยู่สองสามคน
“พวกเจ้าว่าท่านลุงจางเป็นอย่างไร” ฟางเหิงที่กำลังฝึกวิชาอยู่
พลันเอ่ยแทรกขึ้นมา
นับตั้งแต่จางฉีเฉวียนล่าเสือครั้งที่แล้วได้ กับดักบนภูเขาก็ไม่มี
ความเคลื่อนไหวมาครึ่งปีแล้ว
เจียงเซิงเคยสงสัยว่า จางฉีเฉวียนจะแอบขโมยเหยื่อไป แต่ฟาง
เหิงขึ้นไปดูบนภูเขาแล้ว กับดักยังอยู่ตรงจุดเดิมที่เขาวางไว้ ไม่มี
ร่องรอยการเคลื่อนไหวใด ๆ
การล่าสัตว์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนมาก จางฉีเฉวียนในฐานะ
บุรุษที่มีสมอง มีความคิด และวิสัยทัศน์ จะต้องหาวิธีอื่นเพื่อหาเงินมา
เลี้ยงครอบครัวต่อไปแน่นอน
“ข้าไม่ชอบเขาที่มาแย่งการค้าของเจียงเซิงไปเมื่อคราวก่อน”
เจิ้งหรูเชียนกล่าวตามตรง “แต่เขาก็ดีต่อท่านป้าซุ่ยจริง ๆ ข้าคิดว่า
ผู้ชายที่ดีต่อภรรยา ไม่น่าจะมีจิตใจชั่วร้ายขนาดนั้น”
“แต่ว่าเขตอันสุ่ยอยู่ไกลมาก เขาจะยอมไปหรือไม่ เรื่องนี้ก็ยัง
เป็นปัญหาอยู่”
เหล่าพี่น้องของเจียงเซิงเป็นพวกชอบลงมือทำ ในเมื่อคิดจะจ้าง
จางฉีเฉวียนแล้ว ก็ต้องไปถามให้รู้เรื่องถึงหมู่บ้านสิบลี้
แต่ก่อนหน้านั้น ยังมีเรื่องหนึ่งที่สำคัญกว่า
เจิ้งหรูเชียนอ้อนวอน “เจียงเซิง เกวียนลาถูกพวกผังต้าซานเอา
ไปส่งผักหมดแล้ว พวกเราคงไม่เดินกลับไปที่หมู่บ้านสิบลี้หรอกใช่
หรือไม่”
อีกอย่าง นี่ถือเป็นการกลับบ้านเกิดอย่างภาคภูมิ จะนั่งเกวียนลา
ไปคงไม่เหมาะสม อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเป็นรถม้า!
วันหน้าเจิ้งหรูเชียนยังต้องเดินทางอีก
แม้เจียงเซิงจะเสียดาย แต่ก็รู้ว่ามันคือความจริง จึงจ่ายเงินสิบ
ตำลึงออกมาด้วยมือสั่นระริก เพื่อซื้อรถม้าที่ถูกที่สุด
หกพี่น้องที่มีฟางเหิงเป็นคนบังคับรถม้า เดินทางจากอำเภอเซี่ย
หยางไปยังหมู่บ้านสิบลี้
นี่เป็นครั้งแรกที่กลับมาหลังจากไปอย่างอับอาย
เจียงเซิงที่ค่อนข้างสงบในครั้งแรกกลับค่อย ๆ เริ่มร้อนใจ นางกัด
ริมฝีปากล่างจนแทบบวม
“เจ้ากลัวอะไรอยู่ เจียงเซิง” สวี่โม่ถามเสียงอ่อนโยน
นางกลัวที่จะกลับบ้านหรือ
ความจริงแล้วเจียงเซิงก็รู้ว่าในหมู่บ้านสิบลี้นั้นแทบไม่มีใครดีต่อ
นางเลย คนเดียวที่นางคิดถึงก็มีเพียงป้าจางเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรนางก็มาขอทานอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว จากเด็กน้อยไร้
เดียงสาก็เติบโตเป็นสาวน้อยที่งดงามราวกับหยก
“ไม่ต้องกลัว” คราวนี้เป็นเวินจืออวิ่นที่ปลอบน้องสาว “พวกเรา
ยังอยู่ด้วยกันนะ”
เจียงเซิงจึงกลับมาสงบใจลงได้ นางแนบหน้ากับหน้าต่างรถม้า
มองออกไปข้างนอกอย่างเหม่อลอย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร นางก็เห็นตลาดสิบลี้ในหมู่บ้านที่
คุ้นเคย ทั้งท่านลุงขายเนื้อและท่านป้าขายผัก
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม วัดร้างก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม