พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 73 คนโง่ที่กตัญญู
พูดไปแล้วก็แปลกดี
บ้านเรือนถ้ามีคนอยู่ ก็จะไม่ทรุดโทรมมากนัก
แต่พอไร้ผู้คนอาศัย ก็จะเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว
เจียงเซิงและพี่น้องไปจากวัดร้างได้เพียงครึ่งปีกว่า สิ่งปลูกสร้าง
ขนาดสองห้องนี้กลับทรุดโทรมย ่าแย่ผุพังทั้งสี่ด้าน
สิ่งเดียวที่ยังเหมือนเดิมคือพระพุทธองค์รูปใหญ่ที่ยิ้มแย้มอยู่
เสมอ
เจียงเซิงบอกให้พี่ชายหยุดรถม้า นางไปหยิบธูปสามดอกตรงมุม
วัดร้างขึ้นมาจุดอย่างตั้งใจแล้วปักลงอย่างดี
“เจ้ายังงมงายอยู่อีกหรือ” เจิ้งหรูเชียนชะโงกหน้ามาถาม
เจียงเซิงมองเขาด้วยสายตาดูแคลน “มันไม่ใช่ความงมงาย พระ
พุทธองค์คุ้มครองให้ข้าได้กินอิ่มนอนหลับ ทั้งยังคุ้มครองให้ข้าได้อยู่
กับพวกท่านตลอดไป แน่นอนว่าต้องขอบคุณพระพุทธองค์ด้วยสิ”
นางประนมมือและคำนับสามครั้งอย่างเลื่อมใส
เมื่อกลับขึ้นรถม้า ก็เดินทางต่อไปยังตัวหมู่บ้าน ผ่านไปครึ่งปี
กว่า หมู่บ้านก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก
ควันบางเบาลอยตามสายลม เสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันดังแว่วมา
ท่านป้าท่านน้าเจื้อยแจ้วจนน ้าลายกระเด็น บ้านนั้นพูดคุย บ้าน
นี้นินทา
เกวียนของท่านลุงจ้าวยังคงผูกไว้ที่หน้าประตูเหมือนเดิม อาจ
เพราะรู้ว่าเจียงเซิงน้อยไม่อยู่แล้ว จึงไม่มีใครมาขโมยมันอีก
เสียงดุด่าวิพากษ์วิจารณ์ยังคงดังมาจากบ้านโจวจื้อเฉียงเป็นครั้ง
คราว แต่ครั้งนี้มีเสียงโต้แย้งของสตรีเพิ่มขึ้นมา แม้จะไม่ได้ดังมากนัก
กระทั่งมาถึงหน้าบ้านจางฉีเฉวียนแล้ว
ฟางเหิงหยุดม้า ส่งเชือกบังเหียนให้เจิ้งหรูเชียน แล้วกระโดดลง
มาเคาะประตูบ้าน
“นั่นใคร” เสียงของท่านป้าซุ่ยดังมาจากข้างใน
ฟางเหิงตะโกนตอบ “ข้าฟางเหิง มาเยี่ยมท่านลุงจาง”
หลิวซุ่ยเบิกตากว้าง วางกระด้งในมือลงรีบวิ่งตุบตับมา แต่ไม่ยอม
เปิดประตู กลับถามอย่างสงสัยว่า “จริงหรือ เจ้าเป็นฟางเหิงจริง ๆ
หรือ”
แล้วมัน…จะมีตัวปลอมได้อย่างไร
ฟางเหิงอ้าปากค้าง รู้สึกมึนงง
เจียงเซิงยังคงหูไวตาไว นางกระซิบเตือนเขาว่า “พวกท่านมี
ความลับอะไรที่ผู้อื่นไม่รู้หรือไม่”
ฟางเหิงเข้าใจทันที “กับดักบนภูเขาไม่มีการเครื่องไหวมาครึ่งปี
แล้ว ข้ามาหาท่านลุงจางเพื่อดูว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนกับดักหรือไม่”
กับดักนั้นนับว่ามีขนาดเล็ก ดักจับได้แค่สัตว์ที่มีรูปร่างใหญ่
เทอะทะ ส่วนสัตว์ที่คล่องแคล่วจะหลบเลี่ยงมันได้ แต่หากเปลี่ยนเป็น
กรงสามารถจับเหยื่อได้ทุกตัวและทุกชนิด
นี่เป็นสิ่งที่จางฉีเฉวียนเคยบอกฟางเหิง
หลิวซุ่ยจึงวางใจเปิดประตู หลังเห็นฟางเหิงและเหล่าพี่น้อง น ้าตา
นางก็คลอขึ้นมาทันที “เป็นพวกเจ้าจริง ๆ”
คำพูดนี้ทำให้สวี่โม่และจ่างเยี่ยนขมวดคิ้วพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้ มีคนมาปลอมตัวเป็นพวกเขามาหรือ
ฟางเหิงผูกม้าไว้ที่หน้าประตู แล้วนำขนมที่ซื้อมาเข้าไปด้านใน
“ท่านป้า ท่านลุงจางเล่า”
“เขา…เขานอนอยู่บนเตียง” หลิวซุ่ยตอบด้วยดวงตาแดงก ่า
นี่ไม่ใช่ฤดูหนาวแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงที่ต้นข้าวกำลังแตกกอ
แรงงานทุกคนต้องทำงาน แล้วเขาจะยังนอนอยู่บนเตียงได้อย่างไร
แม้แต่ฟางเหิงที่เดินช้า ๆ ยังรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เขาก้าวเข้า
ไปในบ้านหลังแคบ ๆ ก่อนพบว่าจางฉีเฉวียนนอนเอนกายอยู่บน
เตียงอย่างมึนงง ขาข้างหนึ่งถูกมัดด้วยกิ่งไม้และพันด้วยผ้าสีขาว
มันดูคล้ายกับตอนที่สวี่โม่ขาหักและด้ามด้วยกิ่งไม้ ทว่าตอนนี้
มันกลับถูกทำอย่างหยาบ ๆ
“นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ฟางเหิงตกใจ
หลิวซุ่ยยืนอยู่ข้าง ๆ พลางเช็ดน ้าตาอีกครั้ง “ก็เพราะเงินนั่น
แหละที่ก่อเรื่อง”
ตระกูลจางมีลูกชายทั้งหมดสามคน จางฉีเฉวียนเป็นคนสุดท้อง
มีคำกล่าวว่าฮ่องเต้รักลูกคนโต ส่วนชาวบ้านรักลูกคนสุดท้อง แต่
จางฉีเฉวียนกลับไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่มากนัก เขาห่างเหินกับ
พ่อแม่เพราะต้องออกไปทำมาหากินตั้งแต่เด็ก
ห้าปีก่อน จางฉีเฉวียนกลับมาที่หมู่บ้านสิบลี้ ตอนนั้นเขาเป็น
หนุ่มใหญ่อายุยี่สิบกว่าปีแล้ว แน่นอนว่าถึงเวลาต้องแต่งงาน พ่อแม่
จางจัดการหาคนให้เขาอยู่หลายคน แต่จางฉีเฉวียนไม่ชอบใจสักคน
ในที่สุด เขาก็เลือกหลิวซุ่ยที่ไร้พ่อแม่
พ่อแม่จางไม่เห็นด้วยและดูถูกหลิวซุ่ย แต่โชคดีที่จางฉีเฉวียน
ยืนกราน ในที่สุดพวกเขาจึงได้แต่งงานและใช้ชีวิตมาอย่างมั่นคงถึง
ห้าปี
ในห้าปีนี้ หลิวซุ่ยไม่เคยตั้งครรภ์เลยสักครั้ง พ่อแม่สามีก็เคยมา
โวยวาย แต่ครอบครัวชาวนาแต่งงานได้หนึ่งคนก็ลำบากมากแล้ว จะ
มีเงินมากมายไปมีภรรยาน้อยหรือหย่าภรรยาแล้วแต่งใหม่ได้อย่างไร
จนกระทั่ง เขาขายเสือแล้วได้เงินแบ่งยี่สิบห้าตำลึงนั้น
หลิวซุ่ยสะอื้นบอกว่า “ยี่สิบห้าตำลึงนั้น สามีข้าตั้งใจแบ่งไว้แล้ว
เขาจะให้พ่อแม่ห้าตำลึง ให้พี่ชายคนโตห้าตำลึง และให้พี่ชายคนรอง
อีกห้าตำลึง ส่วนที่เหลือสิบตำลึงจะเป็นของเรา”
“แต่พวกเขากลับอ้างว่าข้าไม่มีลูก แม้จะมีเงินสิบตำลึงไปก็ไร้
ประโยชน์ พวกเขายุยงพ่อแม่สามีข้าให้เอาเงินทั้งหมดไป สามีข้าจะ
ยอมได้อย่างไร สามบ้านจึงทะเลาะกันตั้งแต่ปีก่อน ตอนนี้
ความสัมพันธ์ก็แทบจะตัดขาดกันแล้ว”
“แต่ไม่กี่วันก่อน พี่ชายคนโตกับพี่ชายรองเขา ไม่สิ เดรัจฉาน
พวกนั่นปลอมตัวเป็นคนรู้จักมาเคาะประตูบ้าง เป็นข้าเองที่ไม่ทันระวัง
ไปเปิดประตูให้ พวกเขาพุ่งเข้ามาจะทุบตีข้า… ส่วนสามีก็เข้ามา
ปกป้อง แต่กลับถูกพวกเขาทำร้ายจนขาหักไปข้างหนึ่ง”
ส่วนกิ่งไม้เหล่านี้ เป็นท่านหมอที่มาใหม่จากในอำเภอมาทำแผล
ให้ ซ ้ายังเรียกเก็บเงินถึงหนึ่งตำลึง ทำให้หลิวซุ่ยเจ็บใจยิ่งนัก
“จะเกินไปแล้ว”
ฟางเหิงกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ต่อให้พี่น้องตระกูลจางจะลง
มือตบตีกันก็ไม่นับว่าเกินไป แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่พี่ชายคนโตจะทุบตี
น้องสะใภ้ตัวเอง
เสียงวุ่นวายระหว่างพวกเขาไปรบกวนจางฉีเฉวียนที่นอนหมด
สติอยู่บนเตียง
เขาไอหนึ่งหน เมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นฟางเหิง ตอนแรกยังตกใจ
แต่ไม่นานก็พูดอย่างดีใจว่า “เด็กดี เจ้ามาได้อย่างไร”
ทั้งสองเคยล่าสัตว์ด้วยกัน มิตรภาพก่อตัวในระดับหนึ่ง
ฟางเหิงไม่พูดเปล่า เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วพูดว่า “ท่านลุงจาง ข้า
จะไปแก้แค้นให้ท่าน”
จางฉีเฉวียนตกใจจนตาเหลือก รีบเรียกหลิวซุ่ยให้ห้ามเขาไว้
“เจ้าอย่าใจร้อนสิ” สวี่โม่ก็รั้งน้องชายไว้ “ฟังท่านลุงจางพูดก่อน”
จางฉีเฉวียนมองสวี่โม่ด้วยความซาบซึ้ง แล้วหันกลับไปมองฟาง
เหิง เขาเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นพี่ชายข้า ตลอด
หลายปีที่ข้าออกไปทำมาหากินข้างนอก พ่อแม่ต้องพึ่งพาพวกเขา
ดูแล ข้าเป็นหนี้พวกเขา”
ดังนั้น หลังจากหาเงินได้ยี่สิบห้าตำลึง เขาจึงยินดีจะแบ่งให้บ้าน
ละห้าตำลึง
แต่ไม่คิดว่าพี่ชายนี้จะโลภมาก แม้แต่เงินที่คนอื่นหามาได้ ก็ไม่
ยอมเหลือให้เจ้าของเลย
“เช่นนั้นท่านจะยอมให้พวกเขารังแกท่านป้าหรือ” ฟางเหิงย้อน
ถาม
จางฉีเฉวียนเงียบไปอีกครั้ง
หากเป็นตัวเขาเองที่ถูกรังแกก็ช่างเถอะ แต่เขาไม่อาจทำให้หลิว
ซุ่ยต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย นางไม่ได้มีความผิดอะไร
“บางทีพวกเขาอาจไม่ได้ตั้งใจจะลงมือหนักขนาดนั้น เพียงแค่…
พลาดไปเอง” จางฉีเฉวียนแก้ต่างเสียงเบา
ฟางเหิงโมโหแทบคลั่ง ตอนแรกชายที่ฆ่าเสือได้อย่างคล่องแคล่ว
สง่างาม รักภรรยาประดุจชีวิต พอได้เงินมาก็รีบซื้อปิ่นปักผมให้
ภรรยาทันที ที่แท้ก็เป็นแค่คนโง่ที่กตัญญูเสียนี่
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่แล้ว
สวี่โม่กระแอมไอรีบดึงตัวน้องสามไว้
จ่างเยี่ยนที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันยิ้มหวาน ก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด
“ก่อนหน้านี้ท่านลุงจางยังมีแขนขาแข็งแรงครบส่วน กลับคุ้มครอง
ท่านป้าซุ่ยอย่างยากลำบากแล้ว ตอนนี้ขาข้างหนึ่งก็หักไปจนต้อง
นอนอยู่บนเตียง หากพวกคนชั่วนั่นมาหาเรื่องอีก ท่านป้าซุ่ยจะทำ
อย่างไรเล่า”
ทันใดนั้นหลิวซุ่ยก็ปิดหน้าสะอื้นไห้เสียงดัง
สีหน้าของจางฉีเฉวียนเคร่งเครียด นานพักใหญ่กว่าเขาจะ
พูดจาอู้อี้ออกมา “ไม่…ไม่หรอก พี่ใหญ่กับพี่รองข้าจะไม่ทำแบบนั้น
อีกแล้ว”
“จริงหรือ” จ่างเยี่ยนหัวเราะอีกครั้ง “เช่นนั้นพวกเราขอเดิมพัน
กับท่านลุงจางสักตา ดูว่าพวกเขาจะมาหรือไม่มา ดีหรือไม่”
“ถ้าท่านลุงจางชนะ พวกเราจะจ่ายเงินสิบตำลึงนี้แทนพวกท่าน”
“แต่หากท่านลุงจางแพ้ ก็พาท่านป้าซุ่ยหนีไปให้ไกลเถอะ”