พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 74 ตระกูลจางเก็บของ
ลูกชายคนสุดท้องถูกทำร้ายจนขาหัก พวกเขาสองสามีภรรยา
ถูกรังแก แต่พ่อแม่จางกลับไม่ออกมาให้ความเป็นธรรม แสดงว่าอีก
ฝ่ายลำเอียงเข้าข้างลูกชายอีกสองคน
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สถานที่แห่งนี้ก็ไม่น่าอยู่อีกต่อไป
จางฉีเฉวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ข้าไม่ต้องการเงิน
ของพวกเจ้า ข้าแค่อยากรู้ว่าพี่ใหญ่กับพี่รองจะลงมือทำร้ายพวกเรา
อีกหรือไม่”
ขอบคุณสวรรค์ที่แม้บุรุษผู้นี้จะกตัญญู แต่ก็รักภรรยามากกว่า
จ่างเยี่ยนก้มศีรษะลงเล็กน้อย มองไปยังฟางเหิง “พี่สาม ท่านนำ
ขนมพวกนี้มาด้วย คงต้องการจะบอกว่าท่านมีโชคลาภและนำเงินมา
ให้ท่านลุงจาง เพราะเดินทางไปที่เขตอันสุ่ย”
เงินเพียงสิบตำลึงก็ทำให้พี่ชายทั้งสองของจางฉีเฉวียนลงมือแย่ง
ชิงไปอย่างไม่ลังเล หากพวกเขาร ่ารวยกว่านี้ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะอิจฉา
ตาร้อนขนาดไหน
ทันทีที่จ่างเยี่ยนพูดจบ สวี่โม่ก็พยักหน้า ชื่นชมไหวพริบของน้อง
ห้าคนนี้
พวกเขามาด้วยการนั่งรถม้า สิ่งนี้ย่อมดึงดูดความสนใจได้อยู่
แล้ว ครั้งนี้ยังให้ฟางเหิงถือขนมเดินออกไป แล้วคุยกับชาวบ้านสอง
สามประโยค คงเป็นการเปรยโดยนัยว่าครั้งนี้พวกเขานำเงินมาให้
ตระกูลจางมากมาย แม้แต่รถม้าก็ยังเป็นของพวกเขา
เหยื่อล่อถูกโยนออกไปแล้ว
ฟางเหิงรับรู้ถึงแววตาอิจฉาริษยาของชาวบ้านสิบลี้ได้ เมื่อมา
จนถึงทางเข้าหมู่บ้าน ก็ลอบเดินกลับมาที่บ้านตระกูลจางอีกครั้ง
เขาวางขนมลง มองหาที่ซ่อนตัว ก่อนจะหยิบกระบองไม้ยาว
ขึ้นมากอด หลับตาลงแล้วรอคอย
พวกเจียงเซิงหลบเข้าไปในห้องด้านข้างที่มีผ้าม่านปิดไว้
จางฉีเฉวียนนอนอยู่บนเตียงพลางกลั้นหายใจ จ้องมองประตู
บ้านอย่างไม่กะพริบตา
เวลาผ่านไปครึ่งถ้วยชา
มีคนมาเคาะประตูใหญ่ตามที่คาดไว้
หลิวซุ่ยมองไปฟางเหิงที่อยู่ตรงประตูอย่างตื่นตระหนก จากนั้นจึง
ก้าวเท้าเดินออกไป
เมื่อกลอนประตูหน้าบ้านถูกปลดออก ชายสองคนก็รีบวิ่งเข้ามา
ทันใด “ข้าได้ยินว่ามีคนมาส่งเงินให้เจ้าสาม พวกเจ้าเก็บรักษามันได้
ไม่ดีหรอก ไม่สู้ส่งมาให้ท่านแม่เก็บไว้เองเถอะ”
“ยังมีรถม้าคันนั้นด้วย ขาของเจ้าสามบาดเจ็บย่อมใช้มันไม่ได้
มอบให้ข้าไว้ใช้พาท่านแม่ไปหาหมอที่อำเภอจะดีกว่า”
หลิวซุ่ยตกใจจนถอยหลังไปสองสามก้าว นางพูดเสียงสั่นเครือ
“พี่ใหญ่ พี่รอง นั่น…นั่นเป็นของที่พวกเขาให้พวกเรามานะ”
“ของของพวกเจ้าก็คือของของพ่อแม่ไม่ใช่หรือ?” จางเหล่าต้า
ไม่สนใจ “เจ้าสามไม่อยู่บ้านมาหลายปีแล้ว ท่านพ่อท่านแม่คิดถึงเขา
ตลอด ในที่สุดเขาก็กลับมา ย่อมต้องกตัญญูต่อท่านพ่อท่านแม่บ้าง”
“ใช่แล้ว พวกข้าดูแลท่านพ่อท่านแม่แทนพวกเจ้ามาหลายปี
พวกเราก็สมควรที่จะได้ส่วนแบ่ง” จางเหล่าเอ่อร์มองไปรอบ ๆ เพื่อ
อยากจะดูว่ายังมีของดีอะไรซ่อนอยู่อีกหรือไม่
หลิวซุ่ยส่ายหน้า แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร
จางเหล่าเอ่อร์ก็พลันยื่นมือออกมาผลักนางทีหนึ่ง “นังผู้หญิงคน
นี้ คิดจะยุยงความสัมพันธ์พี่น้องของพวกข้าให้แตกหักกันอีกแล้ว
เจ้าอย่ามาพูดเรื่องไร้สาระ!”
จางฉีเฉวียนซึ่งนอนอยู่บนเตียงมองด้วยสายตาแดงก ่าอย่าง
โกรธแค้น เขาพยายามลุกขึ้นทั้งที่ขาหัก แต่กลับล้มลงตรงกรอบ
ประตูเรือนอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ท่านพี่” หลิวซุ่ยร้องเสียงหลงพลางวิ่งเข้าไปหาเขา
สองพี่น้องตระกูลจางเหลือยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างไม่แยแส เอ่ยถาม
เพียงว่า “แล้วเจ้าเด็กคนนั้นเอาอะไรมาให้พวกเจ้าบ้าง?”
“พวกเจ้าไม่มีลูก วันหน้าก็ต้องให้ลูกชายข้ากราบไหว้ แล้วจะยัง
เก็บของดีพวกนั้นไว้ทำไมอีก?”
คำพูดนี้ไร้ความปรานีนัก
การที่พวกเขากล้าทำเรื่องแบบนี้ เป็นเพราะมั่นใจว่าจางฉีเฉวียน
ไร้ทายาทสืบทอด จึงหวังจะครอบครองเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดของ
อีกฝ่าย
“ท่านพี่…” หลิวซุ่ยร้องไห้โฮ น ้าตานางไหลพรากราวกับสายฝน
สวี่โม่ตบไหล่เวินจืออวิ่นเบา ๆ
น้องสี่ที่เหม่อลอยอยู่จึงได้สติ เดินออกมาจากห้องด้านข้างแล้ว
ตรวจชีพจรของจางฉีเฉวียน ทั้งเปิดเปลือกตาและตรวจดูตรงหน้าอก
“ยังมีคนอยู่อีกหรือ” พี่น้องตระกูลจางตกใจทันที
ฟางเหิงกอดกระบองไม้ปิดประตูใหญ่ “ไม่เพียงมีคน แต่ยังมี
มากกว่าหนึ่งคนด้วย”
จากนั้นเสียงตุบตับก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของคนเจ้า
เล่ห์สองคนจากด้านในลานบ้านตระกูลจาง
ไม่นานประตูใหญ่ก็เปิดอ้า พวกเขาถูกคนเตะออกมา ก่อนจะปิด
ประตูและลงกลอนทันที
ความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจของฟางเหิงจึงค่อย ๆ จางหายไป
รอจนกระทั่งเวินจืออวิ่นช่วยชีวิตจางฉีเฉวียนที่โกรธจนเป็นลม
ล้มพับไปให้พื้นคืนสติได้อีกครั้ง เจียงเซิงและพี่ชายก็กลับมาที่ลาน
บ้านแล้ว
“ท่านลุงจาง ท่านแพ้เดิมพันแล้ว”
จางฉีเฉวียนยิ้มขมขื่น “ข้าแพ้แล้ว แพ้อย่างราบคาบ ที่นี่ไม่มีที่
ให้พวกเราอยู่ต่อแล้ว ซุ่ยเอ๋อร์ ข้าจะพาเจ้าหนีไปให้ไกลที่สุด”
“ท่านพี่ ท่านไปที่ไหน ข้าก็จะไปที่นั่น” หลิวซุ่ยกอดเขาไว้แล้ว
ร้องไห้ฟูมฟาย “ขอเพียงมีท่านอยู่ จะเป็นที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น”
หากไม่ใช่ว่าเกินกว่าจะทนไหวแล้ว ใครเล่าจะอยากจากบ้านเกิด
ไป
จางฉีเฉวียนไม่สนใจหน้าตาตัวเอง แนบหน้าผากกับภรรยา ใน
ดวงตาของเขาพลันแดงก ่า
จ่างเยี่ยนมองไปเจิ้งหรูเชียนแล้วกะพริบตาเบา ๆ
เจิ้งหรูเชียนงุนงงอยู่พักใหญ่
เจียงเซิงจึงเตะก้นเขา “ท่านไปสิ”
ดังนั้น พี่รองจึงจำใจเดินโซเซมาอยู่ตรงหน้าสองสามีภรรยาที่
กำลังกอดกันร้องไห้ เมื่อเห็นจางฉีเฉวียนและภรรยาสะดุ้งตกใจจน
เงยหน้ามองมา เขาก็นึกขึ้นได้ถึงจุดประสงค์ที่มายังหมู่บ้านสิบลี้ใน
ครั้งนี้ เขาอึกอัก “พวกท่านไม่ต้องหนีไปไกลนัก ข้าตั้งใจจะเปิดโรง
ผลิตที่เขตอันสุ่ย พวกท่าน…มาช่วยข้าสักหน่อยได้หรือไม่”
ไม่รู้ว่าชีวิตของจางฉีเฉวียนผ่านการต่อสู้ดิ้นรนมาอย่างไร เห็น
เพียงเขาพยักหน้าตอบอย่างหนักแน่น
หลิวซุ่ยกลับดีใจมาก นางรีบเก็บข้าวของภายในบ้าน “ข้าได้ยิน
ชื่อเขตอันสุ่ย แต่กลับยังไม่เคยไปเยือนเลย”
ต้องรอจนกว่าจะมีเงินสิบตำลึงจึงจะมีโอกาสเช่นนี้
จางฉีเฉวียนกุมมือภรรยา “ซุ่ยเอ๋อร์ ต่อไปพวกเราจะไม่กลับมา
ที่นี่อีกแล้ว”
หลิวซุ่ยพยักหน้า แต่ในใจกลับมีลางสังหรณ์ไม่ดีนัก
“เงินพวกนี้ เราทิ้งไว้ให้ท่านพ่อท่านแม่เถอะ” จางฉีเฉวียนเอ่ย
เสียงเรียบนิ่ง “ถือเป็นการแสดงความกตัญญูของข้าตลอดครึ่งชีวิต
นี้”
หลิวซุ่ยน ้าตาคลอเบ้า
เจียงเซิงที่ยืนอยู่ด้านข้างรู้สึกสะเทือนใจจึงดึงแขนเสื้อสวี่โม่ไม่
กล้ามองต่อ
หลิวซุ่ยกัดริมฝีปาก ในที่สุดก็ตกลงยินยอม
หลังเก็บข้าวของทุกอย่างเสร็จ หลิวซุ่ยนำเงินสิบตำลึงนี้ไปให้พ่อ
แม่ของจางฉีเฉวียน แล้วพวกเขาสามีภรรยาก็นั่งรถม้าจากไป
มีชาวบ้านบางคนพบเห็น จึงตามมาสอบถามว่า “จางเหล่าซาน
เจ้ากับนางจะไปอยู่ที่อำเภอหรือ เป็นเพราะร ่ารวยแล้วใช่หรือไม่”
จางฉีเฉวียนกอดหลิวซุ่ยไว้โดยไม่พูดอะไร
ความจริงแล้วพวกเขาไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว
แต่เมื่อชาวบ้านลือเรื่องนี้ไปถึงหูพ่อแม่ของจางฉีเฉวียน กลับ
กลายเป็นว่าลูกชายคนสุดท้องของเขาได้ดิบได้ดีและพาลูกสะใภ้หนี
ไปไกล
“เจ้าลูกอกตัญญู ให้เงินมาแค่สิบตำลึง ก็ตามพวกเด็กขอทาน
นั่นไปเสียแล้ว!” พ่อจางกระทืบเท้า
“เลี้ยงเขายังไม่ดีเท่าเลี้ยงสุนัขเลย” แม่จางเช็ดน ้าตาปรอย ๆ
ส่วนจางเหล่าต้ากับจางเหล่าเอ่อร์ยิ่งตะโกนด่าทอ “เจ้าสารเวร!
อย่าให้ข้าเจอพวกเจ้านะ ไม่อย่างนั้นจะตีเจ้าให้ตาย!”
โชคดีที่จางฉีเฉวียนและภรรยาไม่ได้ยินเรื่องพวกนี้
พวกเขากอดห่อผ้าเล็ก ๆ นั่งอยู่บนรถม้า มองทิวทัศน์ของ
หมู่บ้านสิบลี้ที่กำลังจะจากไป
“พวกท่านเสียใจ ก่อนหน้านี้ข้าก็เสียใจเช่นนี้แหละ” เจียงเซิง
น้อยเท้าคางมือเดียว เอ่ยด้วยน ้าเสียงเศร้าสร้อย “แต่พอนานวันไปก็
จะดีขึ้นเอง”
หลิวซุ่ยได้สติ มองท่าทางที่เหมือนทำเป็นผู้ใหญ่ของนาง พลัน
รู้สึกอดลูบศีรษะเล็ก ๆ ของนางไม่ได้
เจิ้งหรูเชียนยื่นหน้าเข้ามาทันที “ท่านป้า ท่านลูบแล้วรู้สึกดีใช่
หรือไม่ หัวของน้องสาวข้าลูบแล้วรู้สึกดีที่สุดเลย ข้ายังอยากลูบทุก
วัน”
จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปลูบ ๆ จนจุกผมเล็ก ๆ ของเจียงเซิงยุ่ง
เหยิงไปหมด กระทั่งจุกผมนางหลุดออก
เมื่อเช้านี้กว่านางจะหวีเสร็จก็ลำบากมากนะ!
เจียงเซิงจ้องพี่รองเขม็งอย่างโกรธเคือง สองมือนางคลำศีรษะ
ตนเองไปมาอย่างงุ่มง่าม พยายามมัดเก็บผมที่หลุดออกมาให้กลับ
เข้าที่
ทว่าร่างกายนางยังเด็ก ฝ่ามือจึงเล็กไปด้วย ต่อให้หวีผมอยู่นาน
แค่ไหนก็ยังหวีไม่เรียบร้อย
หลิวซุ่ยเห็นเข้า ความรู้สึกในใจพลันอ่อนยวบลง จึงขยับเข้าไป
ใกล้ ๆ นางอาสาจะช่วยเหลือ “ให้ข้าช่วยเถอะ”