พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 75 พาป้าจางไป
สตรีมักมีฝีมือประณีต ในเวลาอันสั้นก็หมัดผมเป็นก้อนกลม
คล้ายซาลาเปาเรียบร้อย ทั้งยังถักเป็นเปียลงมา ทำให้ใบหน้าของ
เจียงเซิงดูเล็กและน่ารัก
เพื่อแก้ไขความผิดพลาดเมื่อครู่ เจิ้งหรูเชียนเข้าไปใกล้ ๆ นาง
แล้วยิ้มเอ่ยชมไม่หยุด “สวย สวยมากเลย ตัวหนอนสองตัวนี้สวยมาก
จริง ๆ”
เมื่อได้ยินดังนั้น แม้แต่สวี่โม่ที่สงบนิ่งก็ยังไอออกมาสองครั้ง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพี่น้องคนอื่นที่หัวเราะจนล้มหัวคะมำไปตั้งแต่แรก
แล้ว
เจียงเซิงหันขวับไปจ้องมองพี่รองอีกครั้ง ก่อนจะก้มหน้าไม่พูด
อะไร
เจิ้งหรูเชียนคิดว่านางโกรธเขา จึงเข้าไปปลอบโยน “ข้าผิดไป
แล้ว เจียงเซิงน้อย เปียของเจ้าสวยมาก สวยจริง ๆ นะ”
แต่เจียงเซิงกลับยังคงก้มหน้าไม่เอ่ยอะไร
เจิ้งหรูเชียนพลันร้อนใจ คลานเข้าไปใกล้นางมากขึ้น ก่อน
พบว่าน้องสาวกำลังกัดริมฝีปาก ดวงตากลมโตนั้นมีน ้าตาใสวาวเอ่อ
คลออยู่
ในที่สุดเขาก็ร้อนใจแล้วจริง ๆ
“เจียงเซิง เจ้า…เจ้าอย่าร้องไห้สิ พี่รองผิดไปแล้ว พี่รองผิดจริง
เอง”
พี่ชายที่ล้มคะมำอยู่ข้าง ๆ ก็นั่งไม่ติดแล้ว พวกเขารีบพากันเข้า
มาปลอบโยนนาง
“เจียงเซิง ข้าจะตีพี่รองแทนเจ้าเอง อย่าเสียใจไปเลย ข้าจะตีเขา
จนหน้าปูดเขียวเลย” ฟางเหิงเอ่ยปลอบใจ
“ข้าจะใช้เข็มทิ่มเขา” เวินจืออวิ่นพูดเสียงดุ
“ไม่ให้เขากินข้าว” จ่างเยี่ยนกล่าวสมทบ
หลิวซุ่ยกับจางฉีเฉวียนที่นั่งอยู่บนรถม้ามองแล้วต่างก็อดยิ้ม
ไม่ได้
เด็กพวกนี้ช่างน่ารักจริง ๆ
ในที่สุด ขณะที่เจิ้งหรูเชียนกำลังจะถูกสายตาเหล่านั้นจ้องมอง
จนร่างกายแทบจะเป็นรู เจียงเซิงก็เงยหน้าขึ้น มองไปทางหมู่บ้านสิบ
ลี้ด้วยสายตาเศร้าสร้อย แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่เกี่ยวกับพี่รองหรอก”
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจอย่างโล่งอก
เจียงเซิงลูบผมตัวเองแล้วสะอื้น “ข้าแค่นึกถึงป้าจาง ป้าจางก็
มักจะถักเปียสวย ๆ แบบนี้ให้ข้าเหมือนกัน”
แต่เมื่อสักครู่ ตอนที่พวกนางเดินผ่านประตูบ้านตระกูลโจว กลับ
ไม่กล้าเข้าไปเยี่ยมเยียนป้าจาง
เพราะเสียงทะเลาะวิวาทและตะคอกด่าทอที่ดังไม่หยุดจากในบ้าน
หลังนั้น
และเพราะหลังจากเรื่องเสื้อคลุมครั้งก่อน ป้าจางได้แอบจับมือ
เล็ก ๆ ของนางแล้วกำชับว่า “ต่อไปถ้าเจ้าเจอโจวจื้อเฉียงก็ให้หลบ
เลี่ยง อย่ามาบ้านตระกูลโจวอีกเด็ดขาดนะ”
แต่สุดท้ายป้าจางก็เป็นคนเดียวที่วิ่งมาส่งนางตอนที่ถูกบีบบังคับ
ให้จากไป
ทั้งยังเป็นคนเดียวที่ให้ข้าวนางกินตอนที่นางออกไปขอทาน
รวมถึงคอยถักเปียเล็ก ๆ ให้นางด้วย
ป้าจางเป็นตัวแทนของความปรารถนาทั้งหมดที่มีต่อมารดา
ในช่วงชีวิตที่ต้องเร่ร่อนของเจียงเซิง
นางคิดถึงป้าจางจริง ๆ
“หากเจ้าคิดถึงนาง พวกเราก็ไปเยี่ยมนางกันเถอะ” สวี่โม่เอ่ย
ด้วยน ้าเสียงอ่อนโยน
เจียงเซิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า
นางไม่อยากเห็นโจวจื้อเฉียงทุบตีป้าจาง และยิ่งไม่อยากเห็นสี
หน้าอับอายของป้าจางทุกครั้งที่ถูกคนอื่นมอง
เด็กหญิงมองหลิวซุ่ยด้วยความอิจฉา “ถ้าสามารถพาป้าจางไป
ได้เหมือนท่านป้าซุ่ยก็คงดี”
ฉับพลันนั้น รถม้าหยุดลงกะทันหัน
ฟางเหิงหันกลับมา “บางทีพวกเราลองถามท่านป้าดูก็ได้ นาง
อาจอยากจากไปด้วยเหมือนกัน”
แววตาของเจียงเซิงพลันเต็มไปด้วยความหวังทันที
จริงหรือ ป้าจางสามารถไปจากบ้านที่โหดร้ายแบบนั้นได้แล้ว
หรือ นางจะไม่ต้องถูกตบตีหรือด่าอีกต่อไป ไม่ต้องยุ่งวุ่นวายทำงาน
และทำอาหารอยู่ทุกวัน ไม่ต้องนั่งกินน ้าแกงผักอยู่ในครัวอีกต่อไป
แล้ว!
“แต่ก่อนจะไปพวกเราก็ไม่ควรไปมือเปล่า” สวี่โม่มองไปยัง
หมู่บ้านสิบลี้
ฟางเหิ เข้าใจความหมาย จึงบังคับม้าต่อไปเพื่อมองหาซื้อขนม
สองห่อ
ปริมาณที่พวกเขาซื้อมาเท่ากับของที่นำไปให้บ้านของจางฉี
เฉวียน
หลิวซุ่ยเห็นแล้วรู้สึกสงสาร จึงพูดขึ้นว่า “เด็กดี เจ้าไม่ต้องซื้อ
ขนมพวกนี้หรอก”
ฟางเหิงกลับงุนงง
“ขนมพวกนี้ราคาแพงแต่ได้น้อย ที่สำคัญคือไม่ค่อยมีประโยชน์
ถ้าเจ้าอยากไปเยี่ยมจริง ๆ ก็ซื้อน ้าตาลแดงกับสุราสองไหก็พอ มันไม่
แพงมาก ทั้งยังดูเหมาะสมอีกด้วย” หลิวซุ่ยอธิบายอย่างใจเย็น
มีเพียงพวกคนรวยเท่านั้นที่ชอบใช้ขนมไปเยี่ยมบ้านคนอื่น
ความจริงแล้วชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ปีหนึ่งจะกินขนมได้ไม่ถึงสองคำ
ด้วยซ ้า
ไม่เหมือนกับน ้าตาลแดงที่ใช้ผสมน ้า ใส่ยา หรือแม้กระทั่งใช้
ต้อนรับแขกได้
หากมีญาติมาเยือน คนทั่วไปก็จะยอมเสียเงินซื้อน ้าตาลมาชงกับ
น ้าให้ดื่ม ทว่าก็ต้องเป็นญาติสนิทเท่านั้น
ฟางเหิงไม่คิดว่าการซื้อของขวัญจะมีเรื่องวุ่นวายขนาดนี้ด้วย
เขาจึงตกใจไปชั่วขณะ
ตอนนี้เจียงเซิงก็อารมณ์คงที่แล้ว นางยื่นเงินครึ่งตำลึงให้หลิวซุ่ย
พร้อมออดอ้อนว่า “ท่านป้า ท่านช่วยซื้อของให้พวกเราด้วย พวก
พี่ชายของข้าทั้งโง่ทั้งเซ่อ คงเลือกของไม่เก่งนัก”
หลิวซุ่ยไม่มีลูกและชอบเด็กผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารัก นางจึงใจ
อ่อนรีบพยักหน้าตอบ “ได้ ๆ ข้าจะไปให้เจ้า”
ไม่นาน นางก็ถือน ้าตาลแดงมาสองห่อกับสุราอีกสองไหกลับมา
ทั้งหมดราคาไม่ถึงร้อยเหวิน
รถม้าเคลื่อนกลับไปที่หมู่บ้านสิบลี้อีกครั้ง คราวนี้ตรงไปยังบ้าน
ของตระกูลโจวทันที
สีหน้าของเจียงเซิงเปลี่ยนจากความคาดหวังเป็นกังวล กระทั่ง
เหมือนยังลังเลอยู่บ้าง
ในที่สุดรถม้าก็เทียบจอด
ฟางเหิงเดินไปเคาะประตู
“ใครน่ะ” เป็นเสียงของโจวจื้อเฉียง “เจ้าไปเปิดประตูสิ”
เขาคงกำลังสั่งป้าจางอยู่
ไม่นาน กลอนประตูก็ถูกเลื่อนออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามแต่
ซูบซีด อีกทั้งบนแก้มยังมีรอยนิ้วมืออย่างชัดเจน
เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือเจียงเซิง นางก็ทั้งตกใจและดี
ใจ รีบหันหลังกลับไปมองในลานเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “เจียง
เซิง เจ้ากลับมาแล้ว ช่วงนี้สบายดีหรือไม่ เจ้ากินอิ่มหรือเปล่า”
นางถามจบก็รู้ว่าประโยคเหล่านี้ไร้สาระ
ครึ่งปีที่ไม่เจอเด็กน้อย เจียงเซิงโตขึ้นครึ่งศีรษะแล้ว ซ ้ายังสวม
ชุดที่สะอาดเรียบร้อย ต่างจากเมื่อก่อนที่สกปรกมอมแมมราวฟ้ากับ
เหว
“เด็กดี ขอแค่เจ้ามีความสุขก็พอแล้ว ขอแค่เจ้ามีความสุขก็พอ”
น ้าตาของป้าจางคลอหน่วย
โจวจื้อเฉียงถามอีกครั้งจากด้านใน “ใครมากันแน่”
“ไม่มีใคร!” ป้าจางตะโกนตอบ พอกำลังจะปิดประตู โจวจื้อเฉียง
กลับสวมรองเท้าเดินออกมา
เมื่อเห็นเจียงเซิงเป็นคนแรก สีหน้าของเขาก็แสดงความรังเกียจ
แต่หลังเห็นฟางเหิงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังกำลังถือน ้าตาลแดงและ
สุรามาด้วย สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม ผลักตัวป้าจางออกไป
ทันที แล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า “มีแขกมาทำไมไม่เชิญเข้าบ้านไปคุยกัน พวก
เขายังนำข้าวของมาให้ด้วย เจ้าพูดแบบนี้มันไม่เหมาะสมนะ”
แล้วเขาก็รับของทั้งหมดไป
ใบหน้าของป้าจางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แดงก ่า แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
โจวจื้อเฉียงวางของลง แล้วกล่าวติดตลกอีกว่า “ก่อนหน้านี้
ขโมยข้าวของของข้าไปให้นางกิน ตอนนี้รู้จักตอบแทนบ้างแล้ว แต่ก็
ยังซื้อมาน้อยไปสักหน่อย คราวหน้าต้องซื้อมาให้มากกว่านี้”
ป้าจางทนไม่ไหวแล้ว “เจ้าจะเลิกพูดได้หรือยัง”
“อะไรนะ? เจ้าคิดว่าข้าทำให้เจ้าเสียหน้าหรือ? ถ้าคิดว่าข้าทำให้
เสียหน้าก็อย่ากินของข้าอย่าดื่มของข้าสิ” โจวจื้อเฉียงเปลี่ยนสีหน้า
ทันที “จางเซียงเหลียน จำไว้ให้ดี ข้าเป็นคนเลี้ยงดูเจ้าอยู่นะ!”
“ถ้าไม่มีข้า เจ้าคงอดตายไปนานแล้ว ป่านนี้คงเร่ร่อนเหมือนเจ้า
ลูกสัตว์ตัวน้อยนี้”
เขาสบถด่าทอไปเรื่อย แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง
ทิ้งให้ป้าจางยืนอับอายและโกรธแค้น เสียใจที่ไม่มีสถานที่ให้นาง
ซ่อนตัวจากความรู้สึกนี้
เจียงเซิงยืนร้องไห้ สงสัยอีกครั้งว่าการมาเยี่ยมป้าจางของนางนั้น
คิดถูกหรือผิดกันแน่
สวี่โม่และน้องชายอีกสองสามคนต่างหันหลังให้ประตู ไม่ได้มอง
ไปทางประตูอีก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้นางรู้สึกอับอายมากไปกว่านี้
จางฉีเฉวียนถอนหายใจ เขารู้อยู่แล้วว่าคนตระกูลโจวนั้นเลว
ทราม แต่ไม่คิดว่าจะเลวทรามถึงเพียงนี้
มีแค่หลิวซุ่ยที่กำมือแน่นพลางกัดฟันกรอด “พี่สาวจาง เหตุใด
ท่านถึงไม่ลุกขึ้นสู้บ้างเล่า ท่านจำเป็นต้องพึ่งพาเขาด้วยหรือ การอยู่
กับคนเช่นนี้ สู้ออกไปขอทานยังจะดีกว่าเสียอีก!”
“ท่านจะเหลือศักดิ์ศรีให้ตัวเองบ้างสักนิดไม่ได้หรือ?”