พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 76 บ้านที่อบอุ่น
มีเพียงสตรีด้วยกันเท่านั้นที่จะเข้าใจความทุกข์ยากเมื่อพบเจอ
กับบุรุษที่เลวทราม
เขาไม่เอ็นดู ไม่รักใคร่ ไม่ทะนุถนอม ก็ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่
ด้วยกันอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังตบตี ด่าทอ รังแก ทำเหมือนอีกคนไม่ใช่
มนุษย์
หากยังมีคนจากบ้านเก่าที่พ่อแม่รักใคร่ก็จะช่วยออกหน้าต่อสู้ให้
หรือหากนางมีนิสัยแข็งกร้าว ก็สามารถจากไปได้โดยไม่ต้องห่วง
หาอาลัยใครอีก
กลัวแต่นางจะใจอ่อนและอ่อนแอจนไม่กล้าปล่อยมือ และกลัว
การเปลี่ยนแปลงเพราะเคยชินกับชีวิตในปัจจุบัน
เมื่อไม่มีใครมาคอยช่วย นางก็ไม่สามารถยืนหยัดได้
ไม่มีใครมาประคอง ก็ไม่รู้ว่าจะจากไปอย่างไร
ได้แต่ทนรับความอัปยศอดสูอยู่ทุกวัน ข่มกลั้นน ้าตาและคิด
ย้อนกลับไปว่า ชีวิตนี้นางทำเพื่ออะไรกันแน่
เพื่อให้เขาด่าทอเสียงดัง? เพื่อให้เขาใช้กำลังทำร้าย? เพื่อให้เขา
ดูถูกเหยียดหยามอย่างไร้เยื่อใย? เพื่อให้เขาเกียจคร้านและชั่วช้า?
จางเซียงเหลียนไม่รู้
นางเพียงมองหลิวซุ่ยด้วยสายตาเลื่อนลอย ฟังเสียงหวั่นไหวที่ดัง
สนั่นอยู่ในใจ ถามตัวเองซ ้าแล้วซ ้าเล่า
นางจะอยู่กับคนเลวทรามเช่นนี้ไปเพื่ออะไร!
“ป้าจาง” เจียงเซิงพูดขึ้น “ท่านยินดีจะไปกับข้าหรือไม่ ข้าไม่
อยากเห็นท่านต้องทนทุกข์อีก ข้าอยากให้ท่านกินดีอยู่ดี อยากให้
ท่านมีความสุขทุกวัน”
สวี่โม่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วเอ่ยอีกว่า “ท่านไม่มีบ้านเก่า แต่
ต่อไปพวกข้าจะเป็นครอบครัวของท่านเอง”
พวกเราจะออกหน้าแทนท่าน ต่อสู้แทนท่าน และจัดการกับขยะ
คนนั้นแทนท่าน
จางเซียงเหลียนยิ่งรู้สึกเลื่อนลอยมากขึ้น
นางนึกถึงตอนที่กลับไปบ้านเกิดเมื่อหลายปีก่อน นางร้องไห้
บอกว่าโจวจื้อเฉียงลงมือทำร้าย หากตอนนั้นพ่อหรือแม่บอกนางว่า
‘อย่ากลัวเลยเซียงเหลียน ข้าจะสนับสนุนเจ้า’
นางจะมีความกล้าไปจากบ้านที่เหมือนขุมนรกนี้หรือไม่
นางคงไม่ต้องทำงานหนักจนแท้งลูกไปหลายครั้ง กระทั่งสูญเสีย
โอกาสที่จะเป็นแม่คนไป และยิ่งไม่ถูกปฏิบัติเหมือนคน
ชีวิตนี้
บางครั้งก็เปลี่ยนแปลงได้ในชั่วพริบตา
จางเซียงเหลียนไม่รู้ด้วยซ ้าว่าตัวเองพยักหน้าไปตอนไหน รู้แต่
ว่าตอนที่ได้สติ นางก็นั่งอยู่บนรถม้าที่กำลังวิ่งไปอย่างรวดเร็วแล้ว
มีเสียงโจวจื้อเฉียงตะโกนด่าทออยู่ข้างหลัง เหมือนเขาจะอยาก
ไล่ตามมา แต่ร่างกายที่ดื่มสุรามานานนั้นไร้เรี่ยวแรง วิ่งเพียงไม่กี่ก้าว
เขาก็ล้มลงกับพื้น
“จางเซียงเหลียน! เจ้าอย่าหวังว่าจะตายดี เจ้ากล้าคิดหนี เจ้ามัน
นางผู้หญิงชั่ว!…”
เขาเหมือนจะยังด่าอยู่ แต่นางก็ค่อย ๆ ไม่ได้ยินต่อแล้ว
“พี่สาวจางอย่าเสียใจไปเลย จากนี้ทุกอย่างจะดีขึ้นแน่นอน” หลิว
ซุ่ยส่งยิ้มให้ แต่กลับรู้สึกขมขื่น “หมู่บ้านนี้ พวกข้าก็จะไม่กลับมาอีก
แล้ว”
จางเซียงเหลียนยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง “ข้ากับเขาก็ยังเป็นสามี
ภรรยากันอยู่ หาก…หากเขาฟ้องร้องจะทำอย่างไรเล่า”
นางถามตรงประเด็นแล้ว
เจียงเซิงเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “ป้าจางอย่ากลัวเลย พี่ชาย
ของข้าเป็นซิ่วไฉแล้ว เขาสามารถขึ้นศาลและว่าความได้ เขาต้อง
สามารถช่วยท่านหย่าร้างได้แน่นอน”
นี่คือการหย่าร้าง ไม่ใช่การหย่าภรรยา
ราชวงศ์ต้าอวี๋มีประเพณีที่เปิดกว้าง สตรีที่หย่าร้างสามารถ
แต่งงานใหม่ได้ แต่สตรีที่ถูกหย่าภรรยาจะต้องอยู่เป็นม่ายไปตลอด
ชีวิต
“ถ้ามีการหย่าสามีก็คงดีสิ” เจียงเซิงพึมพำ
จ่างเยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ ลืมตาขึ้น มองน้องสาวด้วยความประหลาด
ใจในความกล้าหาญของนาง
“พี่สาวที่รัก ท่านวางใจได้เลย” หลิวซุ่ยเอ่ยกับจางเซียงเหลียน
ต่อ “การที่ท่านสามารถออกจากบ้านหลังนั้นมาได้ ถือเป็นความโชค
ดีที่สุดในชีวิตท่านแล้ว”
จางฉีเฉวียนมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
นี่แหละคือสิ่งที่คนรักควรจะเป็น
รถม้าวิ่งไปตลอดทาง ในที่สุดก็มาถึงตัวอำเภอ
เรือนเล็กมีเพียงสี่ห้อง พวกเขาจึงจัดแจงให้จางฉีเฉวียนนอนพัก
กับสวี่โม่ ส่วนหลิวซุ่ยและจางเซียงเหลียนใช้ห้องร่วมกับเจียงเซิง
เมื่อตกเย็นก็ถึงเวลาทำอาหาร
หลิวซุ่ยและจางเซียงเหลียนเห็นซิ่วไฉผู้สุขุมเรียบร้อยพับแขน
เสื้อ ตั้งหม้อเหล็กเตรียมผัดผักและก่อไฟ พวกนางพลันรู้สึกผิดบาป
ขึ้นมาทันที
ยิ่งมองพวกเด็ก ๆ ที่เหมือนชินชากับเรื่องนี้แล้ว ทั้งสองคนยิ่งอด
สงสารไม่ได้
ซิ่วไฉคนหนึ่งทำเรื่องพวกนี้ได้ที่ไหนกัน
“มาเถอะ พวกข้าทำเอง”
หลิวชุ่ยมีฝีมือทำอาหารได้ทั่วไป จึงรับผิดชอบหั่นผัก ล้างหม้อ
และก่อไฟ
ส่วนฝีมือของจางเซียงเหลียนนั้นดีกว่ามาก กระทะเหล็กและ
ตะหลิวภายใต้การใช้งานของนาง พลิกผัดไปมาไม่นานก็มีกลิ่นหอม
ฟุ้งออกมา
เจิ้งหรูเชียนกำลังง่วงงุน แต่พอได้กลิ่นหอมนี้ก็กระปรี้กระเปร่า
ขึ้นมาทันใด เขากระโดดลุกจากเก้าอี้ เดินตามกลิ่นจนมาถึงหน้า
กระทะเหล็กใบใหญ่
เขาสูดจมูกซ ้าแล้วซ ้าเล่าราวกับเป็นลูกสุนัขตัวน้อย
จางเซียงเหลียนอดขำไม่ได้ ตักเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งให้เขา “เจ้าลอง
ชิมก่อนสิ”
เจิ้งหรูเชียนคีบใส่ปากทันที ความรู้สึกแรกคือร้อน ความรู้สึกที่
สองคือเปรี้ยว
เป็นความเปรี้ยวในใจเขา
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเจียงเซิงถึงชอบป้าจางนัก เพราะ
นางให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแม่คนจริง ๆ
“อร่อยหรือไม่ เค็มหรือเปล่า” จางเซียงเหลียนถามอย่างเป็นห่วง
เด็กหนุ่มปาดน ้าตา ไม่กล้ามองนางอีก “อร่อยแล้ว ๆ”
จากนั้นเขาก็คาบเนื้อไก้วิ่งกลับห้องไปเพื่อทำใจให้สงบ
กระทั่งถึงตอนกินข้าวเย็น
บนโต๊ะหินใต้ต้นเหมย มีไก่ผัดพริกชามใหญ่ว่างอยู่ตรงกลาง
ล้อมรอบไปด้วยจานเล็กห้าจาน แม้ทุกอย่างจะไม่ใช่เนื้อสัตว์ แต่ก็ยัง
ถือว่าเป็นอาหารที่ไม่เลว
จางฉีเฉวียนอดรู้สึกนับถือไม่ได้ เขาประเมินพวกเด็ก ๆ ไปพลาง
รู้สึกอิจฉา
แต่หลังจากถูกหลิวซุ่ยบิดที่เอวเบา ๆ เขาก็กลับมาใจเย็นอีกครั้ง
“ดูเหมือนว่าต่อไปชีวิตของพวกเราจะดีขึ้นนะ” เขาโอบไหล่
ภรรยายิ้มอ่อนโยน
หลิวซุ่ยยกยิ้มมุมปาก ตอบเขาเสียงเบา “แค่ออกจากหมู่บ้านสิบ
ลี้ได้ ก็ถือว่าเป็นชีวิตที่ดีแล้ว”
กินข้าวกับผักยังดีกว่าถูกคนรังแก
“เด็ก ๆ มากินข้าวกันเถอะ” จางเซียงเหลียนยกหม้อใบสุดท้าย
มาวางพลางเอ่ยเรียก
ทันใดนั้นประตูทั้งสี่ห้องก็เปิดออกพร้อมกัน
เด็กทั้งหกคนวิ่งออกมารวมกันที่โต๊ะ คนที่ขาเรียวยาวอย่างฟาง
เหิงกับเจิ้งหรูเชียนวิ่งมาถึงก่อน ส่วนคนที่ใจเย็นอย่างเวินจืออวิ่นก็
ค่อย ๆ เดินมา
โต๊ะหินเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยม ก่อนหน้านี้คนหกคนนั่งยังค่อนข้างใหญ่
แต่ตอนนี้คนเก้าคนนั่งจึงรู้สึกแออัดไปสักหน่อย
แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ ต่างนั่งเบียดกันไปมา มองอาหารหก
จานกับน ้าแกงหนึ่งถ้วยอย่างตื่นเต้น
ก่อนหน้านี้คิดว่าฝีมือทำอาหารของพี่ใหญ่ไม่เลวแล้ว แต่วันนี้
เมื่อได้กินอาหารของป้าจาง พวกเขาถึงรู้ว่าอะไรคือรสชาติแห่ง
สวรรค์
เจียงเซิงเอ่ยชมไม่ขาดปาก “อร่อยกว่ากับข้าวที่ข้าเคยเก็บกิน
จากร้านอาหารเสียอีก”
“ป้าจางสามารถเปิดร้านอาหารได้เลยนะขอรับ” เจิ้งหรูเชียนพูด
ติดตลก
ทุกคนทั้งพูดคุยกันไปมา ทั้งกินข้าวหัวเราะร่า ไม่มีการดูถูก ไม่มี
การด่าทอ ไม่มีการจับผิด
ที่แท้นี่คือบรรยากาศของครอบครัว
ใช้เวลาเพียงวันเดียว จางเซียงเหลียนก็หลงรักที่นี่แล้ว
ตกกลางคืนก่อนนอน หลิวซุ่ยยังชวนนางพูดคุยเรื่องพ่อแม่สามี
รวมถึงบ่นเรื่องญาติ ๆ ที่ไม่น่าไว้ใจและความโลภของผู้คน
เจียงเซิงนอนอยู่ตรงกลาง ฟังไปฟังมานางก็ผล็อยหลับ
วันรุ่งขึ้นจางฉีเฉวียนชวนเจิ้งหรูเชียนมาปรึกษาเรื่องโรงผลิต
เริ่มจากถามว่าทำไมเขาจึงอยากสร้างที่เขตอันสุ่ย จะจ้างคนงาน
กี่คน จะเช่าพื้นที่ขนาดเท่าไหร่ มีร้านขายเนื้อที่เหมาะสมพอจะ
ร่วมมือค้าขายกันระยะยาวได้หรือไม่ วันหน้าจะทำแค่หมูรมควันหรือ
จะลองทำอย่างอื่นดูบ้าง
คำถามแต่ละประโยค ทำเอาเจิ้งหรูเชียนมึนงงไปเลย
เขาต้องยอมรับว่าจางฉีเฉวียนนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ เขาเป็นคนที่
ทำงานอยู่ข้างนอกมาสิบกว่าปี เมื่อทำอะไรจึงรอบคอบกว่าตนเอง
มาก
โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “หากเจ้าอยากให้กิจการเติบโตและ
มั่นคงจริง ๆ ก็ควรคิดถึงเรื่องในอนาคตด้วย” มันแทบจะตรงใจเจิ้งหรู
เชียนเลยทีเดียว
เขาน ้าตาคลอรีบร้อนเอ่ยว่า “ท่านลุงจาง ข้าอยากลงนามสัญญา
กับท่านยี่สิบปี!”
ยี่สิบปี? นอกจากตลอดชีวิตแล้วก็ถือเป็นสัญญาจ้างที่ยาวนาน
ที่สุด
จางฉีเฉวียนไม่กล้ายืนยันด้วยซ ้าว่าตนจะมีชีวิตอยู่ได้อีกยี่สิบปี
หรือไม่
แต่ค่าตอบแทนที่เจิ้งหรูเชียนเสนอให้นั้นมากเหลือเกิน ตราบใด
ที่โรงผลิตในเขตอันสุ่ยยังอยู่ในการดูแลของเขา กำไรหนึ่งในสิบ
ย่อมจะเป็นของเขา
เจิ้งหรูเชียนได้หนึ่งร้อยตำลึง สิบตำลึงก็จะเป็นของตน สิ่งล่อใจนี้
ทำให้จางฉีเฉวียนไม่มีทางปฏิเสธได้
ไม่นาน สัญญาสามฉบับที่เหมือนกันทุกประการก็ประทับตราสี
แดง เหลือแค่รอให้นายอำเภอคนใหม่มาถึงแล้วไปจดทะเบียนที่ว่า
การอำเภอ สัญญาก็จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการทันที